
SpaceX เป็นบริษัทด้านอวกาศชั้นนำของโลกจากสหรัฐฯ ก่อตั้งโดย Elon Musk โดยเป็นผู้ผลิตจรวดที่ใช้ซ้ำได้อย่าง Falcon ซึ่งครองส่วนแบ่งการปล่อยจรวดสู่วงโคจรมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก และเป็นเจ้าของ Starlink เครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่มีผู้ใช้กว่า 12 ล้านรายใน 160 กว่าประเทศ
จุดที่ทำให้ SpaceX เป็นบริษัทผู้ปฎิวัติอุตสาหกรรมอวกาศคือจรวดที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ เปรียบเหมือนเครื่องบินที่บินแล้วลงจอดเพื่อนำกลับมาบินใหม่ ต่างจากจรวดแบบเดิมที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง วิธีนี้ลดต้นทุนการส่งของขึ้นสู่อวกาศลงอย่างมาก จน SpaceX กลายเป็นผู้ปล่อยจรวดที่ถูกและบ่อยที่สุดในโลก
ในเดือนมิถุนายน 2026 SpaceX เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่าเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันธุรกิจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบไปด้วย Starlink, ธุรกิจอวกาศ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่าน xAI ที่เพิ่งควบรวมเข้ามา ทั้งนี้ธุรกิจหลักด้านอวกาศและ Starlink ทำกำไรได้ดี ขณะที่กลุ่ม AI ยังลงทุนหนักและขาดทุน จึงเป็นจุดที่นักลงทุนต้องเข้าใจก่อนตัดสินใจ
SpaceX ก่อตั้งในปี 2002 โดย Elon Musk ด้วยเป้าหมายลดต้นทุนการเดินทางสู่อวกาศและพามนุษย์ไปดาวอังคาร จุดเปลี่ยนสำคัญคือความสำเร็จในการนำจรวดกลับมาลงจอดและใช้ซ้ำ ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ให้บริการปล่อยจรวดรายใหญ่ที่สุด อีกทั้งยานอวกาศ Dragon ของบริษัทยังเป็นยานสัญชาติอเมริกันลำเดียวที่พานักบินอวกาศขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ให้ NASA ในปัจจุบัน
ต่อมา SpaceX ขยายสู่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมด้วย Starlink ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ xAI ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม X (Twitter) และโมเดล AI ชื่อ Grok ทำให้มีธุรกิจ AI เพิ่มเข้ามา และในเดือนมิถุนายน 2026 SpaceX ก็เข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อ SPCX
หลังเข้าจดทะเบียน SpaceX เปิดเผยงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบเป็นครั้งแรก โดยแบ่งรายได้ออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทหารายได้จากทางใดบ้าง ดังนี้
1. Starlink อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ราว 61%
บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ ปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 12 ล้านรายใน 160 กว่าประเทศ จากดาวเทียมราว 10,400 ดวง ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมทั้งลูกค้าทั่วไป องค์กร เครื่องบินและเรือ ไปจนถึงเวอร์ชันสำหรับกองทัพ (Starshield) กลุ่มนี้เป็นแหล่งรายได้ประจำที่ใหญ่ที่สุดและทำกำไรจากการดำเนินงานราว 4.4 พันล้านดอลลาร์
2. ธุรกิจอวกาศ (Space) ราว 22%
ธุรกิจปล่อยจรวดและยานอวกาศ นำโดยจรวดใช้ซ้ำ Falcon 9 และ Falcon Heavy ที่ปล่อยกว่า 160 ครั้งในปี 2025 หรือมากกว่าครึ่งของการปล่อยจรวดทั่วโลก นอกจากนี้ยังมียาน Dragon ที่ส่งนักบินอวกาศและสัมภาระให้ NASA และจรวดยักษ์ Starship ที่พัฒนาเพื่อภารกิจดวงจันทร์ตามสัญญากับ NASA และเป้าหมายดาวอังคาร
3. ปัญญาประดิษฐ์ผ่าน xAI (AI) ราว 17%
ธุรกิจ AI ที่เพิ่งควบรวมเข้ามาในต้นปี 2026 ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม X (Twitter) และโมเดล AI ชื่อ Grok ที่แข่งกับ ChatGPT ของ OpenAI และ Google กลุ่มนี้รายได้เติบโตเร็วแต่ยังขาดทุนสูงจากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
ภาพรวมปี 2025 SpaceX มีรายได้รวมราว 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ จุดที่ต้องเข้าใจคือ แม้ธุรกิจหลักด้านอวกาศและ Starlink จะทำกำไรได้ดี โดยเฉพาะ Starlink ที่มีกำไรจากการดำเนินงานราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ แต่กลุ่ม AI (xAI) ขาดทุนจากการดำเนินงานราว 6.4 พันล้านดอลลาร์จากการลงทุนหนัก จึงทำให้ผลประกอบการรวมขาดทุนสุทธิ ดังนั้นควรพิจารณาที่ความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักและการลงทุนใน AI มากกว่าตัวเลขขาดทุนรวมเพียงอย่างเดียว

ด้านการเติบโต รายได้รวมเพิ่มขึ้นจากราว 1.04 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2023 มาอยู่ที่ราว 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปี ทั้งนี้ตัวเลขนี้รวมธุรกิจ xAI ที่เพิ่งควบรวมเข้ามาย้อนหลังตั้งแต่ปี 2023 ตามมาตรฐานบัญชี

1. ครองตลาดการปล่อยจรวดโลกด้วยจรวดใช้ซ้ำ
ปล่อยจรวดกว่า 160 ครั้งในปี 2025 คิดเป็นมากกว่าครึ่งของทั้งโลก ด้วยต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง ULA, Blue Origin, Arianespace และ Rocket Lab จากเทคโนโลยีนำจรวดกลับมาใช้ซ้ำ
2. Starlink เครือข่ายเน็ตดาวเทียมที่ใหญ่ที่สุด
มีผู้ใช้กว่า 12 ล้านราย ดาวเทียมราว 10,400 ดวง และทำกำไรจากการดำเนินงานราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่คู่แข่งอย่าง Amazon Kuiper ยังตามอยู่ห่าง
3. ธุรกิจหลักทำกำไรจริงและมีงบที่ตรวจสอบแล้ว
หลัง IPO บริษัทเปิดงบที่ผ่านการตรวจสอบ โดยกำไรก่อนหักรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) รวมเป็นบวกราว 6.6 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าธุรกิจหลักแข็งแรง
4. ฐานลูกค้าระดับรัฐและความมั่นคง
ลูกค้าหลักรวมถึง NASA, กองทัพอวกาศสหรัฐฯ และหน่วยข่าวกรอง รวมถึงสัญญา Starshield ราว 2.29 พันล้านดอลลาร์ และแม้แต่ Amazon ยังใช้จรวด Falcon ปล่อยดาวเทียมของตัวเอง
กลยุทธ์การเติบโตที่สำคัญของ SpaceX ประกอบไปด้วย 3 ด้านหลัก
1. ขยาย Starlink ทั้งผู้ใช้และบริการใหม่
เพิ่มจำนวนผู้ใช้ ต่อยอดบริการสำหรับองค์กร เครื่องบิน เรือ และกองทัพ รวมถึงบริการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือกับดาวเทียมโดยตรง ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ประจำที่เติบโตต่อเนื่อง
2. Starship และงานอวกาศภาครัฐ
พัฒนาจรวด Starship ให้รองรับสัมภาระขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อภารกิจดวงจันทร์ตามสัญญากับ NASA และเป้าหมายดาวอังคาร พร้อมเพิ่มความถี่การปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์และความมั่นคง
3. ต่อยอดธุรกิจ AI ผ่าน xAI
ผสานเทคโนโลยี AI ของ xAI และแพลตฟอร์ม X เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีทั้งโอกาสสูงและความเสี่ยงสูง
ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของ SpaceX ในปัจจุบันคือธุรกิจ AI (xAI) ที่เพิ่งควบรวมเข้ามา ซึ่งขาดทุนจากการดำเนินงานราว 6.4 พันล้านดอลลาร์ และใช้เงินสดจำนวนมากในการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้ผลประกอบการรวมพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ แม้ธุรกิจหลักด้านอวกาศและ Starlink จะทำกำไร หากการลงทุนใน AI ไม่คุ้มค่า ก็จะกดดันทั้งกลุ่ม
นอกจากนี้หุ้น SpaceX เพิ่งเข้าตลาดได้ไม่นานและราคาผันผวนสูง อีกทั้งมูลค่าบริษัทที่สูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ก็สะท้อนความคาดหวังการเติบโตในระดับสูงมาก รวมถึงการพึ่งพา Elon Musk ที่บริหารหลายบริษัทพร้อมกัน และการแข่งขันจาก Amazon Kuiper ในตลาด Starlink, Blue Origin และ Rocket Lab ในตลาดจรวด รวมถึง OpenAI และ Google ในตลาด AI ขณะที่จรวด Starship ยังอยู่ระหว่างพัฒนาและภารกิจดวงจันทร์อาจล่าช้า ทั้งนี้การลงทุนใน DR ยังมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
สนใจลงทุนในหุ้น SpaceX (SPCX,SPACEX23) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน
คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน