Digital Assets

JP Morgan และ BlackRock พร้อมสถาบันการเงินชั้นนำ กำลังปฎิวัติโครงสร้างหลักของ Wall Street ผ่านการ Tokenization

15 May 26 1:20 PM
Wealth1
สรุปสาระสำคัญ

Tokenization คือการนำสินทรัพย์ทางการเงินจริง เช่น พันธบัตร หุ้น กองทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ มาอยู่ในรูปแบบ Token บน Blockchain เพื่อให้โอนย้ายและซื้อขายได้รวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และช่วยให้เข้าถึงสินทรัพย์ได้ง่ายกว่าเดิม โดยเข้ามาแก้ Pain Point ของระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่ยังใช้ Settlement แบบ T+2 และพึ่งพาคนกลางจำนวนมาก

 

ปัจจุบันตลาด RWA บน Blockchain มีมูลค่ากว่า 31.6 พันล้านดอลลาร์ เติบโตเกือบ 3 เท่าใน 1 ปี โดย US Treasury เป็นสินทรัพย์หลักของตลาด สะท้อนว่าสถาบันการเงินเริ่มนำสินทรัพย์จริงเข้าสู่ Blockchain มากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน BlackRock, JPMorgan Chase  , Franklin Templeton เเละสถาบันกาเงินชั้นนำ ต่างเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผลิตภัณฑ์ทางการเงินบน Blockchain ทำให้ Tokenization และ RWA ถูกมองว่าอาจเป็น Mega Trend สำคัญของระบบการเงินโลกในอนาคต

Tokenization กำลังเปลี่ยนตลาดการเงินโลก จากระบบ T+2 สู่โลกการเงินแบบ Real-Time

 

ในอดีต หากนักลงทุนซื้อหุ้นหรือพันธบัตร แม้จะเห็นรายการซื้อขายเสร็จทันทีบนหน้าจอ แต่เบื้องหลังระบบการเงินจริงยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์จริง

 

นี่คือระบบที่เรียกว่า Settlement แบบ T+2
หรือการที่ผู้ซื้อจะได้รับสินทรัพย์ และผู้ขายจะได้รับเงินจริง หลังจากวันซื้อขายประมาณ 2 วันทำการ

 

ระหว่างนั้น ตลาดต้องพึ่งพาคนกลางจำนวนมาก ทั้ง Custodian, Clearing House, ตัวกลางรับฝากทรัพย์สิน และระบบตรวจสอบธุรกรรมที่ซับซ้อน ส่งผลให้ต้นทุนสูง ใช้เวลานาน และมีข้อจำกัดจำนวนมาก โดยเฉพาะในตลาดการเงินข้ามประเทศ

 

ยิ่งไปกว่านั้น สินทรัพย์หลายประเภทในโลก Traditional Finance ยังแบ่งย่อยได้ยาก นักลงทุนทั่วไปอาจไม่สามารถเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ระดับ Institutional, Private Credit หรือกองทุนขนาดใหญ่ได้ง่าย เพราะมีขั้นต่ำการลงทุนสูง และกระบวนการจัดการเอกสารซับซ้อน

 

แต่สิ่งเหล่านี้กำลังเริ่มเปลี่ยนไป

 

 

เมื่อ Blockchain ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ ตลาดคริปโท

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนจำนวนมากมอง Blockchain ว่าเป็นเพียงเทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการเก็งกำไร

 

แต่ในปี 2026 มุมมองนี้กำลังเปลี่ยนอย่างชัดเจน

 

สถาบันการเงินระดับโลกเริ่มมอง Blockchain เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรูปแบบใหม่ที่อาจเข้ามาช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบการเงินเดิม

 

แนวคิดนี้เรียกว่า “Tokenization

 

Tokenization คือการนำสินทรัพย์ทางการเงินจริง เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบ Token ดิจิทัล บน Blockchain

 

พูดง่ายๆ คือ
แทนที่ความเป็นเจ้าของจะถูกบันทึกไว้ในระบบปิดของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง
สินทรัพย์สามารถถูกบันทึกและโอนย้ายบนเครือข่าย Blockchain ได้โดยตรง

 

สินทรัพย์ในโลกการเงินแบบดั้งเดิมที่ถูกนำขึ้นมาอยู่บน Blockchain เหล่านี้ เรียกว่า
RWA (Real World Assets)

 

Screenshot-2026-05-14-093956.png

source : rwa.xyz as of 14 May 2026

 

ปัจจุบันตลาด RWA บน Blockchain มีมูลค่ารวมกว่า $31.6 พันล้านดอลลาร์ และเติบโตเกือบ 3 เท่าในเวลาเพียง 1 ปี

 

โดยสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดตอนนี้ คือ US Treasury หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
สะท้อนว่าสถาบันการเงินไม่ได้เริ่มจากสินทรัพย์เก็งกำไร แต่เริ่มจากสินทรัพย์ดั้งเดิมที่มีการใช้งานจริงอยู่แล้วในระบบการเงินโลก

 

 

แล้ว Tokenization แก้ปัญหาอะไร?

 

สิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มจริงจังกับ Tokenization ไม่ใช่แค่เรื่องคริปโท
แต่คือการที่มันสามารถแก้ Pain Point ของระบบการเงินเดิมได้หลายด้านพร้อมกัน

 

1. ลดระยะเวลาการชำระราคา

 

จากเดิมที่ระบบ Settlement ต้องใช้เวลา T+2
Blockchain สามารถทำให้การโอนสินทรัพย์และเงินเกิดขึ้นได้เกือบแบบ Real-time ภายในไม่กี่นาที

นั่นหมายถึง

  • ลดความเสี่ยงระหว่างรอชำระราคา
  • ลดต้นทุนของตัวกลาง
  • ลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารจำนวนมาก

 

2. ทำให้สินทรัพย์ แบ่งย่อย ได้ง่ายขึ้น

 

ในโลกเดิม การลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทอาจต้องใช้เงินหลักล้าน

แต่เมื่อสินทรัพย์ถูก Tokenize นักลงทุนสามารถถือครองเพียง “บางส่วน” ของสินทรัพย์ได้ เช่น การถือครอง 0.01 ของกองทุน หรือบางส่วนของอสังหาริมทรัพย์

สิ่งนี้อาจช่วยเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงสินทรัพย์ที่เดิมเป็นของนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

 

3. เพิ่มสภาพคล่องให้สินทรัพย์

 

สินทรัพย์ที่เคยซื้อขายยาก เช่น Private Credit หรืออสังหาริมทรัพย์ อาจถูกซื้อขายหรือโอนย้ายได้ง่ายขึ้นบน Blockchain

รวมถึงยังสามารถนำไปใช้เป็น Collateral หรือเชื่อมต่อกับระบบ DeFi ได้ทันที

 

 

ไม่แปลกใจที่ยักษ์ใหญ่การเงินเริ่มเข้ามา

 

หาก Tokenization ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้การเข้าถึงสินทรัพย์ง่ายขึ้น
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สถาบันการเงินระดับโลกเริ่มเข้ามาในตลาดนี้อย่างจริงจัง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนโดย Startup หรือผู้เล่นดั้งเดิมในอุตสาหกรรมคริปโทเพียงอย่างเดียว แต่กำลังถูกผลักดันโดยสถาบันการเงินระดับโลกที่เริ่มแข่งขันกันพัฒนาโครงสร้างการเงินบน Blockchain อย่างจริงจัง

 

1. BlackRock — ผู้นำตลาด Tokenized Fund

 

  • กองทุน BUIDL บน Ethereum มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 2 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนึ่งในกองทุน Tokenized Treasury ที่ใหญ่ที่สุดในตลาด
  • ล่าสุดยื่นเอกสารต่อ SEC เพื่อเตรียมออก Tokenized Treasury Reserve Vehicle และ Blockchain-based Shares สำหรับกองทุนมูลค่ากว่า 7 พันล้านดอลลาร์

 

2. JPMorgan Chase — ธนาคารพาณิชย์ที่เคลื่อนไหวรวดเร็วที่สุด

 

  • ปลายปี 2025 เปิดตัว MONY (My OnChain Net Yield Fund) กองทุน Money Market บน Public Blockchain ที่ลงทุนใน US Treasury เป็นหลัก ถือเป็นหนึ่งในธนาคารขนาดใหญ่ระดับ GSIB รายแรกที่ขยับเข้าสู่โครงสร้างนี้อย่างชัดเจน
  • ปี 2026 เดินหน้าพัฒนากองทุน JLTXX เพื่อรองรับโครงสร้างสำรองสินทรัพย์ของ Stablecoin ภายใต้กรอบกฎหมายใหม่ของสหรัฐฯ
  • รวมถึงการพัฒนา JPM Coin บนเครือข่าย Base เพื่อให้สถาบันสามารถใช้ Tokenized Deposit เป็นหลักประกันและบริหารสภาพคล่องบน Public Chain ได้

 

3. Franklin Templeton — หนึ่งในผู้บุกเบิกตลาด Tokenization

 

  • เป็นสถาบันรายแรกที่เปิดตัว SEC-Registered Tokenized Money Market Fund บน Public Blockchain ตั้งแต่ปี 2021
  • ปัจจุบัน BENJI Token มีมูลค่าสินทรัพย์กว่า 800 ล้านดอลลาร์ และรองรับการบันทึกข้อมูลผู้ถือหน่วยบนหลายเครือข่าย เช่น Stellar และ Polygon

 

4. ผู้เล่นรายใหญ่อื่นที่เริ่มเข้ามา

 

  • Fidelity Investmentsเริ่มพัฒนา Tokenized Treasury Product บน Ethereum
  • Goldman Sachsทดสอบระบบซื้อคืนกองทุนแบบ Tokenized บน Private Blockchain
  • UBS, Citigroupและ HSBCเข้าร่วมโครงการทดลองด้าน Tokenized Bond และ On-Chain Settlement
  • Ondo Financeในฐานะผู้เล่นสาย Crypto-Native ที่เติบโตเร็ว กำลังผลักดันผลิตภัณฑ์ OUSG ซึ่งเชื่อมผลตอบแทนจาก US Treasury เข้ากับระบบ Blockchain อย่างเต็มรูปแบบ

 

เทรนด์นี้อาจไม่ได้มาแทนระบบเดิมทันที แต่กำลังเชื่อมโลกเก่าและโลกใหม่เข้าด้วยกัน

 

การเติบโตของ Tokenization ในปี 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ได้รับแรงหนุนจากการเริ่มวางกรอบกำกับดูแลในสหรัฐฯ ผ่าน GENIUS Act ที่กำหนดแนวทางสำหรับ Stablecoin และการสำรองสินทรัพย์อย่างชัดเจน ส่งผลให้กองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบ Tokenized ถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินใหม่ ขณะที่ JPMorgan Chase และ Depository Trust & Clearing Corporation (DTCC) ก็เริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับตลาดนี้ ทำให้ Tokenization ถูกมองว่าอาจเป็น Mega Trend สำคัญของระบบการเงินโลกในอนาคต

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าสนใจของกระแส RWA และ Tokenization ในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องคริปโทแต่คือการที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง BlackRock, JPMorgan Chase และ Franklin Templeton กำลังเริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินบน Blockchain อย่างจริงจัง

 

ภาพของ Blockchain จึงกำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานการเงินยุคใหม่” ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และเปิดให้คนเข้าถึงสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อทั้งกฎหมาย เงินทุน และสถาบันการเงินเริ่มเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ตลาดจึงมองว่า Tokenization และ RWA อาจกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน Mega Trend สำคัญของระบบการเงินโลกในอนาคต



คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5