
DTCC ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดทุนสหรัฐฯ ได้ทดสอบการซื้อขายสินทรัพย์ Tokenized บน Blockchain ร่วมกับสถาบันการเงินราว 40 แห่ง เช่น JPMorgan, Goldman Sachs, Invesco และ Citadel Securities โดยจำลองกระบวนการตั้งแต่ซื้อขายหุ้นและพันธบัตร การโอนหลักประกัน Margin Call ไปจนถึง Repo และ DvP
จุดสำคัญคือ Tokenization กำลังขยับจากการ “ออก Token” ไปสู่การทดสอบใช้จริงในระบบหลังบ้านของตลาดทุน เช่น การนำสินทรัพย์ Tokenized ไปวางเป็นหลักประกันและเคลื่อนย้ายระหว่างสถาบันได้ใกล้เคียง Real-time ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน
อย่างไรก็ตาม ระบบยังต้องผ่านโจทย์ด้านกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และการเชื่อมต่อหลาย Blockchain โดย DTCC มีแผนขยายการทดสอบตั้งแต่เดือนตุลาคม หากพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงได้ Blockchain อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Infrastructure ตลาดทุนโลกในอนาคต

ล่าสุด DTCC หรือ The Depository Trust & Clearing Corporation ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของตลาดทุนสหรัฐฯ ได้ทดสอบระบบซื้อขายสินทรัพย์ Tokenized บน Blockchain ร่วมกับสถาบันการเงินประมาณ 40 แห่ง รวมถึง JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Invesco และ Citadel Securities
การทดลองในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำหุ้นหรือพันธบัตรมาออกเป็น Token แต่จำลองการทำงานจริงของตลาดการเงินตลอดหนึ่งวันภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่การซื้อขายหุ้นและพันธบัตรสหรัฐฯ การโอนหลักประกันระหว่างสถาบัน การตอบสนองต่อ Margin Call ไปจนถึงธุรกรรม Repo และ Delivery versus Payment (DvP) หรือการส่งมอบหลักทรัพย์พร้อมกับการชำระเงิน
สินทรัพย์ที่ใช้ในการทดลองมีทั้งหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ในรูปแบบดิจิทัล โดยทำธุรกรรมผ่าน Private Network ของ DTCC และ Canton Network
จุดสำคัญของการทดลองครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “หุ้นสามารถอยู่บน Blockchain ได้หรือไม่” แต่รวมไปถึงการทดสอบว่า ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ ผู้จัดการสินทรัพย์ และ Clearing House สามารถเชื่อมต่อกันและทำธุรกรรมผ่าน Blockchain โดยยังรักษาระบบชำระราคา การรับฝากสินทรัพย์ และการบริหารความเสี่ยงของตลาดการเงินเดิมไว้ได้หรือไม่

ที่ผ่านมา Tokenization มักเริ่มจากการแปลงสินทรัพย์ เช่น พันธบัตร กองทุน หรือหุ้น ให้อยู่ในรูป Token แต่กระบวนการหลังบ้านส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยระบบเดิมในการชำระราคา โอนหลักประกัน และตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง
การทดลองของ DTCC กำลังขยับไปอีกขั้น เพราะทดสอบว่า สินทรัพย์ Tokenized สามารถถูกนำไปใช้จริงในกระบวนการซื้อขายและบริหารหลักประกันได้หรือไม่
หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือ DTCC สามารถนำสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize ไปใช้เป็น Margin Collateral กับ CME Group ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ขณะที่ JPMorgan ทดลอง Tokenize หลักทรัพย์เพื่อใช้รองรับ Margin Call รวมถึงสินทรัพย์อย่าง Invesco QQQ ETF
ประโยชน์ที่ตลาดมองเห็นคือ หากหลักประกันสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างสถาบันได้เกือบ Real-time บริษัทการเงินอาจไม่จำเป็นต้องถือเงินสดหรือสินทรัพย์สำรองจำนวนมากรอไว้ในแต่ละระบบ และสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นจริงยังต้องมีหลายส่วนทำงานร่วมกัน Clearing House ต้องยอมรับ Tokenized Asset เป็นหลักประกัน Custodian ต้องสามารถดูแลและโอนสินทรัพย์เหล่านี้ได้ และระบบ Risk Management ของแต่ละสถาบันต้องติดตามสินทรัพย์บน Blockchain ได้ในมาตรฐานเดียวกับสินทรัพย์แบบเดิม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเข้ามาของ DTCC จึงสำคัญ เพราะ DTCC ไม่ใช่บริษัท Blockchain แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่ตลาดทุนสหรัฐฯ ใช้บันทึกและชำระธุรกรรมหลักทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์
พัฒนาการครั้งนี้สะท้อนว่า Blockchain กำลังขยับจากช่วง “พิสูจน์ว่าเทคโนโลยีทำงานได้หรือไม่” ไปสู่คำถามใหม่ว่า “สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเงินจริงทุกวันได้หรือไม่”
DTCC มีแผนขยายจากการทดลองแบบจำกัด ไปสู่การทดสอบระบบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม พร้อมเพิ่ม Blockchain Network และเพิ่มกระบวนการ เช่น การจ่ายดอกเบี้ยและการจัดการวันครบกำหนดของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงเปิดให้สถาบันการเงินที่ผ่านเกณฑ์รายอื่นเข้าร่วมมากขึ้น
จุดนี้สำคัญ เพราะการใช้งาน Blockchain ในตลาดทุนอาจเริ่มจากส่วนที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดก่อน เช่น การเคลื่อนย้ายหลักประกัน การบริหารเงินสด และการชำระราคา มากกว่าการเปลี่ยนหุ้นทุกตัวให้กลายเป็น Token ในทันที
ตลาด Real-World Asset หรือ RWA Tokenization ปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 38,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Citigroup ประเมินว่าตลาด Tokenized Asset อาจเติบโตถึงประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 และอาจสูงถึง 8.2 ล้านล้านดอลลาร์ในกรณีเชิงบวก

Source : rwa.xyz as of 13 August 2026
อย่างไรก็ตาม การทดลองเดือนกรกฎาคมยังใช้เวลาและสินทรัพย์ในวงจำกัด จึงยังไม่ได้พิสูจน์ว่าระบบสามารถรองรับธุรกรรมขนาดใหญ่ของตลาดจริงได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีโจทย์ทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ การเชื่อมต่อระหว่าง Blockchain หลายเครือข่าย และมาตรฐานการรับรู้สิทธิความเป็นเจ้าของสินทรัพย์
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อไม่ใช่เพียงจำนวนหุ้นหรือพันธบัตรที่ถูก Tokenize แต่คือ สถาบันการเงินจริงเริ่มนำสินทรัพย์เหล่านี้ไปใช้ชำระราคา วางหลักประกัน และบริหารสภาพคล่องในชีวิตประจำวันมากแค่ไหน หากการทดสอบของ DTCC ตั้งแต่เดือนตุลาคมสามารถขยายจาก Pilot ไปสู่การใช้งานจริงได้ นั่นอาจเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ Blockchain เปลี่ยนจากเทคโนโลยีของตลาดคริปโท ไปเป็นส่วนหนึ่งของ Infrastructure ของตลาดทุนโลก
คำเตือน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้