
Premium ของ Options สามารถอธิบายได้ผ่าน 2 ส่วนหลัก คือ Intrinsic Value และ Time Value
Intrinsic Value คือมูลค่าในตัวของสัญญา ณ ราคาปัจจุบันของ underlying ว่ามีส่วนที่อยู่ในสถานะได้เปรียบแล้วหรือยัง
Time Value คือมูลค่าอีกส่วนที่สะท้อนว่า สัญญายังมีเวลาเหลือให้ underlying เคลื่อนไหวได้ต่อ
ถ้าจำได้แค่ประโยคเดียว: Premium ของ Options ไม่ได้มาจากสิทธิ์อย่างเดียว แต่ยังมาจากเวลาที่เหลืออยู่ด้วย
หลังจากเข้าใจแล้วว่าเวลาเป็นปัจจัยสำคัญของ Options ผ่านเรื่อง Time Decay คำถามต่อมาที่มือใหม่ควรรู้คือ ราคาของ Options ที่เราเห็นในตลาดนั้นประกอบจากอะไรบ้าง
เวลาคุณเห็น Premium ของ Options หนึ่งสัญญา พรีเมียมนั้นสามารถแยกออกมาได้เป็น 2 ส่วนหลัก คือ Intrinsic Value และ Time Value
ถ้าเข้าใจ 2 ส่วนนี้ได้ คุณจะเริ่มอ่าน Options ได้เป็นระบบมากขึ้น ว่าสัญญาที่กำลังดูอยู่มีมูลค่าที่เกิดจาก “มูลค่าในตัว” มากน้อยแค่ไหน และมีส่วนที่เป็น “มูลค่าจากเวลา” อยู่ประมาณไหน ซึ่งจะช่วยให้การมอง Strike, Expiry และ Premium มีเหตุผลมากขึ้นกว่าการดูแค่ว่าแพงหรือถูก
Premium ของ Options มาจากอะไร
เวลาคุณเปิดดู Options Chain แล้วเห็นราคาของ Call หรือ Put ที่แสดงเป็น Premium ให้คิดก่อนว่า ตัวเลขนั้นไม่ใช่แค่ราคาซื้อสิทธิ์แบบกว้าง ๆ แต่เป็นราคาที่ตลาดสะท้อนมูลค่าของสัญญาในขณะนั้น
ในมุมของการเริ่มต้นทำความเข้าใจ สามารถแยกคิดได้แบบง่าย ๆ ว่า
Premium = Intrinsic Value + Time Value
สูตรนี้มีไว้ช่วยให้คุณมองสัญญาได้เป็นระบบขึ้น ว่าทำไม Options บางตัวดูแพงกว่าอีกตัว ทั้งที่อ้างอิง underlying ตัวเดียวกัน
Intrinsic Value คืออะไร
Intrinsic Value คือมูลค่าในตัวของ Options ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่าง Strike Price กับ ราคาปัจจุบันของ underlying
พูดให้เข้าใจง่าย Intrinsic Value คือส่วนที่สะท้อนว่า ถ้าดูจากราคาตอนนี้เพียงอย่างเดียวสัญญานั้นมีมูลค่าในตัวอยู่แล้วหรือยัง
ในมุมของผู้เริ่มต้น ให้จำแบบง่ายได้ดังนี้
ตัวอย่าง ราคาหุ้นปัจจุบัน $120 และ Call Option Strike Price $100 ค่าพรีเมียมอยู่ที่ $30 มีความหมายว่า Call Option มี Intrinsic Value = $20 เป็นต้น
ตัวอย่าง ราคาหุ้นปัจจุบัน $120 และ Put Option Strike Price $130 ค่าพรีเมียมอยู่ที่ $30 มีความหมายว่า Put Option มี Intrinsic Value = $10 เป็นต้น
ถ้ายังไม่เข้าเงื่อนไขนี้ Intrinsic Value จะเป็นศูนย์
ดังนั้น Intrinsic Value คือส่วนที่ผูกกับสถานะ In the Money โดยตรง
Time Value คืออะไร
Time Value คือมูลค่าอีกส่วนของ Premium ที่ไม่ได้มาจากสถานะได้เปรียบของราคาในตอนนี้ แต่เกิดจากการที่สัญญา ยังมีเวลาเหลืออยู่
เหตุผลที่ Time Value มีอยู่ เพราะตลาดมองว่า เมื่อยังมีเวลาเหลือ underlying ก็ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวไปในทางที่ทำให้สัญญามีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้อีกจึงพูดได้ว่า Time Value คือมูลค่าของโอกาสที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ Options ที่ยังมีเวลาเหลือ มักมีราคาแพงกว่าสัญญาที่ใกล้หมดอายุ แม้จะมี Strike เดียวกันหรืออยู่ในสถานะใกล้เคียงกัน
ทำไมมือใหม่ต้องแยก 2 ส่วนนี้ให้ออก
เพราะถ้าไม่แยกให้ชัด เวลาดู Premium คุณอาจเห็นแค่ว่า Options ตัวนี้ราคา 3 ดอลลาร์ ตัวนั้นราคา 8 ดอลลาร์ แล้วรู้สึกแค่ว่าอีกตัวแพงกว่า แต่ยังไม่รู้ว่าแพงเพราะอะไร
การแยก Intrinsic Value กับ Time Value จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า
นี่คือจุดเชื่อมสำคัญจากบทก่อนหน้า เพราะ Time Decay จะไปกดดัน Time Value ไม่ใช่ไปลด Intrinsic Value โดยตรง
ตัวอย่างแนวคิดแบบง่าย: ทำความเข้าใจ Call
สมมติหุ้น AAPL อยู่ที่ 105 ดอลลาร์ และมี Call ที่ Strike 100 ดอลลาร์
ในกรณีนี้ Call ตัวนี้จะมี Intrinsic Value อยู่ 5 ดอลลาร์ เพราะถ้าดูจากราคาปัจจุบันของหุ้น สัญญานี้อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบแล้ว
แต่ถ้า Premium ของ Call ตัวนี้ในตลาดเท่ากับ 7 ดอลลาร์ นั่นแปลว่า
ส่วน 2 ดอลลาร์หลังนี้สะท้อนว่า ตลาดยังให้มูลค่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของสัญญา เพราะยังมีโอกาสที่หุ้นจะขยับต่อได้อีกก่อนหมดอายุ
ตัวอย่างแนวคิดแบบง่าย: ทำความเข้าใจ Put
สมมติหุ้น AAPL อยู่ที่ 95 ดอลลาร์ และมี Put ที่ Strike 100 ดอลลาร์
ในกรณีนี้ Put ตัวนี้จะมี Intrinsic Value อยู่ 5 ดอลลาร์ เพราะราคาหุ้นต่ำกว่า Strike แล้ว
แต่ถ้า Premium ของ Put ตัวนี้ในตลาดเท่ากับ 6.5 ดอลลาร์ นั่นแปลว่า
ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า แม้สัญญาจะมีมูลค่าในตัวอยู่แล้ว แต่ราคาที่เห็นในตลาดอาจสูงกว่านั้นได้ เพราะยังมี Time Value รวมอยู่ด้วย
ถ้า Options ไม่มี Intrinsic Value แปลว่าไม่มีมูลค่าหรือไม่
ไม่ใช่
Options บางตัวอาจยังไม่มี Intrinsic Value เลย แต่ยังมีราคาอยู่ เพราะยังมี Time Value อยู่ในสัญญา
นี่คือสิ่งที่มือใหม่ควรเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะบางครั้งเห็นสัญญาที่ยัง Out of the Money แล้วสงสัยว่า “ยังไม่มีมูลค่าในตัว ทำไมยังมีราคา” คำตอบคือ ตลาดยังให้มูลค่ากับเวลาที่เหลืออยู่ และโอกาสที่สถานะจะเปลี่ยนได้ก่อนหมดอายุ
ดังนั้น การไม่มี Intrinsic Value ไม่ได้แปลว่า Options ไม่มีมูลค่า แต่หมายความว่า มูลค่าที่เหลืออยู่ตอนนั้นมาจากฝั่ง Time Value เป็นหลัก
แล้วถ้าใกล้หมดอายุ Time Value จะเป็นอย่างไร
เมื่อสัญญาเข้าใกล้วันหมดอายุ Time Value จะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า Time Decay ในบทก่อนหน้า
ยิ่งเหลือเวลาน้อย โอกาสที่ underlying จะเคลื่อนไหวแรงพอให้สัญญาได้เปรียบมากขึ้นก็ยิ่งลดลง ตลาดจึงให้มูลค่ากับเวลาเหลือน้อยลงตามไปด้วย
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณดูสัญญา 2 ตัวที่มี Intrinsic Value ใกล้เคียงกัน แต่ตัวหนึ่งเหลือเวลาอีกมากกว่า สัญญาที่มีเวลาเหลือมากกว่าก็มักจะมี Premium สูงกว่า เพราะมี Time Value มากกว่า
ความสัมพันธ์กับ In the Money, At the Money และ Out of the Money
ถ้าโยงกับเรื่อง moneyness ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกสถานะของ Options เมื่อเทียบระหว่างราคาปัจจุบันของ underlying กับ Strike Price ก็สามารถคิดแบบง่ายได้ดังนี้
การเข้าใจจุดนี้จะช่วยให้การมอง Strike ง่ายขึ้นมาก เพราะคุณจะไม่ได้ดูแค่ว่าสัญญาอยู่ฝั่งไหน แต่เริ่มมองออกด้วยว่า Premium ของมันน่าจะมาจากส่วนใดเป็นหลัก
ก่อนจะซื้อ Options ควรดูอะไรจาก 2 ส่วนนี้บ้าง
1) Premium ที่เห็น มี Intrinsic Value อยู่แล้วหรือยัง
คำถามนี้ช่วยให้คุณรู้ว่าสัญญาที่กำลังดูมีมูลค่าในตัวอยู่แล้ว หรือกำลังจ่ายเงินส่วนใหญ่ไปกับมูลค่าจากเวลาเป็นหลัก
2) ราคาที่จ่ายไป ส่วนใหญ่เป็น Time Value หรือไม่
ถ้าส่วนใหญ่ยังเป็น Time Value ก็ต้องเข้าใจว่าเวลาจะมีผลกับสัญญานี้มาก
3) Expiry ที่เลือก ทำให้เราจ่ายค่าเวลาแพงขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหน
ยิ่งมีเวลาเหลือมาก Time Value ก็มักยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย และเมื่อมองตามสถานะของ moneyness โดยทั่วไป Options แบบ ATM มักมีสัดส่วน Time Value สูงที่สุด เพราะราคาอยู่ใกล้ Strike มากที่สุด ส่วน ITM แม้จะยังมี Time Value ได้ แต่ Premium จะมีสัดส่วนของ Intrinsic Value เข้ามามากขึ้น ขณะที่ OTM ไม่มี Intrinsic Value เลย จึงประกอบด้วย Time Value เป็นหลัก
4) ถ้า underlying ยังไม่ขยับเร็วอย่างที่คิด เรายอมรับได้หรือไม่
เพราะเมื่อเวลาเดินไป Time Value ก็มีแนวโน้มลดลง
สำหรับคนที่ลงทุนหุ้นอยู่แล้ว ควรเข้าใจจุดนี้อย่างไร
ถ้ามาจากการลงทุนในหุ้น การดูราคาอาจคุ้นกับการมองว่าหุ้นตัวนี้ซื้อที่ราคาเท่าไร แล้วคาดหวังว่าราคาจะขึ้นหรือลงจากจุดนั้น
แต่ในโลกของ Options ค่า Premium ไม่ได้สะท้อนแค่ทิศทางที่คาด มันยังสะท้อนเวลาและโอกาสที่ยังเหลืออยู่ด้วย
ดังนั้น การดู Options ให้เข้าใจมากขึ้น คือการฝึกมองว่าราคาที่จ่ายไปไม่ได้ซื้อแค่สิทธิ์ แต่ซื้อทั้ง มูลค่าในตัว และ เวลาที่เหลือให้สิทธิ์นั้นมีโอกาสเปลี่ยนมูลค่าได้ต่อ
ประเด็นสำคัญที่ควรได้จากบทนี้
ประเด็นสำคัญของบทนี้ไม่ใช่แค่การรู้คำจำกัดความ แต่คือการแยกมอง Premium ให้ออก
ถ้าจับหลักนี้ได้ คุณจะเริ่มอ่านราคาของ Options แบบไม่มองเป็นตัวเลขก้อนเดียวอีกต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
1. ถ้า Options ไม่มี Intrinsic Value เลย ยังซื้อขายได้หรือไม่
ได้ เพราะสัญญายังอาจมี Time Value อยู่
2. Time Value เท่ากับกำไรในอนาคตหรือไม่
ไม่ใช่ Time Value คือมูลค่าที่ตลาดให้กับเวลาที่เหลืออยู่ ไม่ได้การันตีว่าผู้ถือจะได้กำไร
3. ทำไม Options บางตัวแพงทั้งที่ยัง Out of the Money
เพราะสัญญานั้นอาจยังมีเวลาเหลือมาก หรือมีโอกาสที่ตลาดประเมินว่ายังเคลื่อนไหวได้อีกมาก
4. ถ้าใกล้หมดอายุ Premium จะเหลือแค่ Intrinsic Value ใช่หรือไม่
โดยหลักการ เมื่อใกล้หมดอายุมากขึ้น Time Value จะลดลงมาก จน Premium มีแนวโน้มเหลือใกล้กับ Intrinsic Value มากขึ้น
สรุป
Intrinsic Value และ Time Value คือ 2 ส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า Premium ของ Options มาจากอะไร
Intrinsic Value ช่วยบอกมูลค่าในตัวของสัญญาจากราคาปัจจุบันของ underlying ส่วน Time Value คือมูลค่าจากเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งสะท้อนโอกาสที่สัญญาจะเปลี่ยนมูลค่าได้ต่อในอนาคต
เมื่อเข้าใจ 2 ส่วนนี้ คุณจะเริ่มมอง Options ได้ลึกขึ้นกว่าการดูแค่ราคาแพงหรือถูก และสามารถเชื่อมเรื่อง Strike, Expiry และ Time Decay เข้าด้วยกันได้เป็นระบบมากขึ้น
ตอนถัดไป คำสำคัญที่มือใหม่เจอบ่อยใน Options Chain นั่นคือ “In the Money, At the Money, Out of the Money คืออะไร? ดูสถานะของ Options ให้ออกก่อนเลือกสัญญา”
อ่านต่อในตอนถัดไป
ตอนที่ 8
---------------------
[ลิงก์อ่านบทความตอนที่ 8]