
1. หุ้นสหรัฐฯ ปิดนิวไฮต่อเนื่อง S&P 500 +0.3% ขณะ Nasdaq 100 ทำสถิติใหม่ รับแรงหนุนหุ้นเทค และความคืบหน้าการเจรจาหยุดยิง
2. ทรัมป์ชี้ดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน “ใกล้บรรลุข้อตกลง” ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิง 10 วันอิสราเอล-เลบานอนช่วยหนุนการเจรจาและ sentiment บวก
3. กองทุน Private Credit เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น หลังธนาคารเข้มงวดเงื่อนไขกู้ยืมและปรับลดมูลค่าหลักประกัน
4. Anthropic เปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ Opus 4.7 เน้นงานเขียนโค้ด พร้อมลดความสามารถด้านไซเบอร์เทียบ Mythos
5. เศรษฐกิจจีนไตรมาส 1/26 โต 5% สูงกว่าคาดการณ์ หนุนโดยภาคการส่งออก แต่ภาพเศรษฐกิจเดือน มี.ค. ยังอ่อนแรง
6. Netflix คาดการณ์กำไรต่ำกว่าคาดในไตรมาส 2 แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกแข็งแกร่ง พร้อมประกาศ Reed Hastings ลงจากบอร์ด
Bites for Breakfast
By INVX Investment Products & Strategy
17 April 2026
1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อเนื่อง โดย S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.3% ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ Nasdaq 100 บวก 0.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนหุ้นเทคโนโลยีหลัง TSMC ส่งสัญญาณดีมานด์ AI ยังแข็งแกร่ง แม้นักลงทุนยังติดตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านและข้อตกลงหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอนช่วยลดความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มเป็น 4.31% ด้านราคาน้ำมัน Brent เคลื่อนไหวใกล้ $98 ต่อบาร์เรล สะท้อนความไม่แน่นอนของสถานการณ์แม้ sentiment ตลาดยังอยู่ในโหมด risk-on
2. ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความเชื่อมั่นว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มบรรลุข้อตกลงถาวร โดยระบุว่าการเจรจา “เป็นไปในทิศทางที่ดีมาก” ขณะทั้งสองฝ่ายกำลังหารือขยายข้อตกลงหยุดยิงก่อนหมดอายุในสัปดาห์หน้า พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามลดความตึงเครียดในภูมิภาค หลังทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิง 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างเงื่อนไขสำหรับสันติภาพในระยะยาว แม้ทรัมป์อ้างว่าอิหร่านยอมรับเงื่อนไขสำคัญ เช่น การยุติโครงการนิวเคลียร์และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังไม่มีการยืนยันจากเตหะราน ขณะที่ผู้นำยุโรปและตะวันออกกลางประเมินว่าการเจรจาอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือน สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างในประเด็นหลัก เรามองว่าพัฒนาการดังกล่าวช่วยหนุน sentiment เชิงบวกต่อการลงทุน ผ่านความคาดหวังต่อการ de-escalation
3. กองทุน Private Credit กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น หลังสถาบันการเงินและธนาคารยักษ์ใหญ่เริ่มเข้มงวดเงื่อนไขการปล่อยกู้ โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและใช้สิทธิปรับลดมูลค่าหลักประกัน (mark down) ของสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันมากขึ้น ส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนต้องปรับพอร์ตหรือเปลี่ยนสินทรัพย์เพื่อลดผลกระทบ ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มไถ่ถอนเงินมากขึ้นจากความกังวลด้านคุณภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เสี่ยงถูก disrupt จาก AI ทั้งนี้ ธนาคารสหรัฐฯ มี exposure ต่อ private credit รวมราว $180,000 ล้าน และการเข้มงวดเงื่อนไขดังกล่าวอาจกดดันผลตอบแทนของกองทุน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อแรงขายสินทรัพย์ในตลาด
4. Anthropic เปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ Opus 4.7 ซึ่งพัฒนาให้มีความสามารถด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์สูงขึ้น โดยสามารถจัดการงานเขียนโค้ดที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทระบุว่าโมเดลดังกล่าวถูกออกแบบให้มีข้อจำกัดด้านความสามารถเชิงไซเบอร์เมื่อเทียบกับ Mythos ซึ่งเป็นโมเดลขั้นสูงที่เพิ่งจำกัดการใช้งานเฉพาะกลุ่มองค์กร หลังพบว่าสามารถตรวจจับและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการและเบราว์เซอร์หลักได้ Anthropic ยังได้ติดตั้งระบบป้องกันเพื่อบล็อกการใช้งานที่มีความเสี่ยงสูง ภาพรวมสะท้อนว่าแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม Software มีแนวโน้มผ่อนคลายลง หลังตลาดรับรู้ว่าผู้พัฒนา AI เริ่มควบคุมการปล่อยความสามารถระดับสูงมากขึ้น ส่งผลให้ความกังวลต่อ disruption ในระยะสั้นลดลง
5. เศรษฐกิจจีนขยายตัว 5% YoY ในไตรมาส 1/2026 สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส และสูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 4.8% โดยได้แรงหนุนจากภาคการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้มีผลกระทบจากสงครามอิหร่าน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังจำกัด สะท้อนจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม 5.7% ขณะที่การส่งออกพุ่ง 15% อย่างไรก็ดี อุปสงค์ภายในยังอ่อนแอ โดยยอดค้าปลีกโตเพียง 1.7% และการใช้จ่ายครัวเรือนขยายตัวเพียง 2.6% ด้านการลงทุนภาคเอกชนหดตัวเป็นครั้งแรกนับจากปี 2020 ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มตึงตัว อัตราว่างงานเพิ่มเป็น 5.4% นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจยังพึ่งพาภาคการผลิตเป็นหลัก และภาครัฐอาจใช้มาตรการกระตุ้นแบบจำกัดเพื่อพยุงการเติบโต
6. Netflix รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 แข็งแกร่ง โดยรายได้เพิ่มขึ้น 16% YoY สู่ $12.3 พันล้าน และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $1.23 สูงกว่าคาด แต่แนวโน้มไตรมาส 2 อ่อนแอกว่าที่ตลาดประเมิน โดยคาด EPS เพียง $0.78 ต่ำกว่าคาดที่ $0.84 และรายได้ $12.57 พันล้าน ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงราว 9% หลังประกาศผล ขณะเดียวกันบริษัทเผยว่า Reed Hastings ผู้ร่วมก่อตั้งจะลาออกจากบอร์ดหลังดำรงตำแหน่งกว่า 29 ปี โดยผู้บริหารย้ำยังคงมุ่งเน้นการลงทุนคอนเทนต์ เทคโนโลยี และการสร้างรายได้จากสมาชิก แม้ตลาดยังจับตาความสามารถในการรักษาการเติบโตในระยะถัดไป
ประเด็นที่ต้องติดตาม: Fed Barkin Speech