
1. ตลาดหุ้นโลกปรับตัวในทิศทางผสม น้ำมันร่วงจากความคืบหน้าข้อตกลงสหรัฐฯ–อิหร่าน ด้าน Bond Yield ปรับตัวเพิ่มขึ้น
2. ราคาน้ำมันร่วงกว่า 3% หลังข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านมีความคืบหน้า ช่วยคลายความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน
3. สหรัฐฯ อนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันชั่วคราว แลกกับการตรวจสอบด้านนิวเคลียร์และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
4. จีนขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออกบริษัท Rare Earth สัญชาติสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้มาตรการของสหรัฐฯ
5. ญี่ปุ่นปรับกลยุทธ์การสื่อสารเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน ขณะที่ตลาดจับตาความเสี่ยงที่เงินเยนอาจอ่อนค่าต่อ
Morning Brief
By INVX Investment Strategy & Research
23 June 2026
1. ตลาดหุ้นโลกผสมกันไป หุ้นสหรัฐอย่าง S&P 500 ลงราว 0.4% และ Nasdaq ลงราว 1.3% กดดันด้วยหุ้นเทคยักษ์ใหญ่ที่ร่วงแรง เช่น Alphabet ร่วงประมาณ 5% และ SpaceX ร่วงกว่า 16% ขณะที่หุ้นยุโรโดยอ้างอิง STOXX600 เป็นบวกราว 0.7% ด้านน้ำมันดิบร่วงแรง เพราะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคืบหน้า และสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรมากขึ้น ฝั่งเฟดมีท่าทีเข้มงวดเรื่องดอกเบี้ย ทำให้ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น
2. ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ร่วงกว่า 3% หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคืบหน้า และกลับมาเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง สหรัฐฯ อนุญาตให้เอิหร่านส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้ถึง 21 ส.ค. แม้การฟื้นตัวของซัพพลายยังไม่นิ่ง แต่การระบายน้ำมันสำรองและการส่งออกจากประเทศอื่นช่วยเติมน้ำมันเข้าสู่ตลาด ขณะที่ซาอุฯ ยังจำกัดการส่งออกต่อเนื่องอยู่
3. สหรัฐฯ อนุญาตแบบชั่วคราวให้ขายน้ำมันดิบอิหร่าน รวมถึงสินค้าปิโตรเคมีและน้ำมันสำเร็จรูปได้ถึง 21 ส.ค. แลกกับการให้ IAEA เข้าไปตรวจ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การเจรจาสันติภาพเดินหน้าต่อ พร้อมผ่อนคลายคว่ำบาตรด้านธนาคาร ประกัน และขนส่ง ทำให้ตลาดคาดว่าซัพพลายน้ำมันจะเพิ่ม ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลงหลังดีลชั่วคราวนี้
4. จีนประกาศใส่ชื่อ MP Materials, USA Rare Earth และบริษัทสหรัฐฯ อีก 8 แห่งในบัญชีควบคุมการส่งออก ห้ามขายสินค้าที่ใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหารให้บริษัทเหล่านี้ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ที่ออกมาตรการกดดันบริษัทจีน แต่ผลกระทบจริงต่อธุรกิจค่อนข้างจำกัด เพราะบริษัทกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐฯ และแทบไม่มีธุรกิจในจีนอยู่แล้ว
5. ฝ่ายการเงินญี่ปุ่นยังไม่ส่งสัญญาณชัดว่าจะเข้าแทรกแซงค่าเงิน แม้เยนอ่อนค่าใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 38 ปี ผู้เชี่ยวชาญมองว่าถ้ารัฐบาลจะลงมือจริง อาจต้องปรับวิธีสื่อสารให้ตลาดกลัวมากขึ้น ขณะเดียวกันนักเก็งกำไรก็เทขายเยนสุทธิในระดับสูงสุดตั้งแต่ ก.ค. 2024 ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ยังสูงอยู่
ประเด็นที่ต้องติดตาม: