PDF Available  
Macro Making Sense

มาตรการไทยช่วยไทยพลัส: ประสิทธิภาพของเฟส 1 และความเป็นไปได้ที่จะทำเฟส 2

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์, IAA|21 Aug 26 6:54 AM
สรุปสาระสำคัญ
  • InnovestX วิเคราะห์ประสิทธิภาพของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ที่เริ่มใช้สิทธิวันที่ 1 มิถุนายน 2026 จึงปรากฏในตัวเลข GDP ไตรมาส 2 เพียงเดือนเดียว โดยมียอดใช้จ่ายรวม 43,218 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินรัฐ 24,812 ล้านบาทและเงินประชาชน 18,407 ล้านบาท คิดเป็น 0.90% ของ GDP ไตรมาส 2 ณ ราคาประจำปีที่ 4,793,450 ล้านบาท เมื่อประเมินด้วยตัวคูณ (multiplier) ที่ 0.29 ทำให้ InnovestX ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวควรหนุนการเติบโตได้ราว 0.26 percentage point
  • การแยกองค์ประกอบยืนยันว่ามาตรการทำงานได้ตามคาด การชะลอตัวของการบริโภคในไตรมาส 2 แทบทั้งหมดมาจากฝั่งที่ไม่ใช่อาหาร โดยส่วนร่วมลดลงจาก 2.8 เหลือ 1.5 percentage point ขณะที่ส่วนร่วมของหมวดอาหารทรงตัวที่ 0.4 percentage point และอัตราการเติบโตยืนที่ 2.9% เท่ากับไตรมาสก่อนพอดี ทั้งที่ราคาน้ำมันขายปลีกพุ่งขึ้น 26.1% ถึง 29.9% จากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งดูดกำลังซื้อไปราว 3% ของงบประมาณครัวเรือน หากหมวดอาหารถูกกดลงในสัดส่วนเดียวกับหมวดอื่น (หากไม่มีมาตรการดังกล่าว) อัตราการเติบโตจะเหลือราว 1.4% (จากตัวเลขจริงที่ 1.9%) จึงประเมินได้ว่ามาตรการพยุงการบริโภคไว้ราว 0.5 percentage point หรือคิดเป็นผลต่อ GDP ราว 0.29 percentage point ใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้

  • สำหรับระยะที่สอง เราประเมินว่ามีโอกาสค่อนข้างสูง จากสัญญาณของฝ่ายบริหาร โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมอยู่แล้วทั้งฐานผู้ได้รับสิทธิ 26.04 ล้านรายและร้านค้ากว่า 1.07 ล้านแห่ง อัตราการเปิดใช้สิทธิที่ 98.64% และความเป็นไปได้ที่จะโยกเม็ดเงินบางส่วนจากกรอบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ยังไม่ชัดเจน หากดำเนินการในขนาดใกล้เคียงเดิม ผลต่อการเติบโตจะอยู่ที่ราว 0.20% ถึง 0.30% โดยยอดใช้จ่ายเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ออกมาใกล้เคียงกันมากที่ 43,218.39 และ 43,224.21 ล้านบาท ยืนยันว่าอัตราการเบิกจ่ายคงระดับได้ ข้อจำกัดสำคัญคือพื้นที่ทางการคลังที่หนี้สาธารณะอยู่ราว 66.9% ของ GDP และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล 12.0% ของ GDP

  • ในมิติการลงทุน มาตรการดึงกำลังซื้อจากบริษัทจดทะเบียนอยู่บ้าง เพราะค้าปลีกสมัยใหม่ไม่เข้าเกณฑ์ ทำให้เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 42.5% หรือราว 18,000 ล้านบาทต่อเดือนถูกโยกไปร้านรายย่อย แต่เมื่อเทียบกับฐานการบริโภคที่ 2,921,730 ล้านบาทต่อไตรมาส ประกอบกับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนยังเป็นผู้ป้อนสินค้า และธุรกิจค้าส่งที่ได้ประโยชน์ทางอ้อม ผลสุทธิจึงไม่มีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน การประคองการบริโภคช่วยรักษารายได้ของสาขาค้าปลีกที่ยังโต 4.5% และที่พักแรมและบริการอาหารที่โต 1.5% การต่ออายุมาตรการจึงลดความเสี่ยงที่รายได้กลุ่มนี้จะหดตัวในไตรมาส 4 และเศรษฐกิจที่ประคองตัวได้ดีกว่าย่อมหนุนความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุนในตลาดทุนโดยรวม
Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์, IAA

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5