
Update: ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ หนุนตลาดเปิดโหมด Risk-On
by INVX Investment Strategy & Research
15 มิถุนายน 2569
สรุปสถานการณ์
สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดสงคราม หลังสู้รบกันมาเกือบ 4 เดือน โดยทั้งสองฝ่ายตกลง “ยุติปฏิบัติการทางทหารทันทีและถาวร” ในทุกแนวรบ รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในเลบานอนด้วย ข้อตกลงนี้มี ปากีสถานเป็นตัวกลางเจรจา และจะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.
ประเด็นสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง หลังถูกปิดตั้งแต่ช่วงเริ่มสงคราม ทำให้การขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยติดขัดหนัก ราคาสินค้าพลังงานพุ่ง และตลาดกังวลเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงเหมือนภาวะ stagflation การเปิดเส้นทางนี้จึงช่วยลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและค่าครองชีพได้พอสมควร
ในเชิงการเมือง ฝั่งสหรัฐฯ โดยทรัมป์ยืนยันว่าดีลเสร็จสิ้นแล้ว และประกาศให้ยกเลิกการปิดกั้นทางเรือ ขณะที่สื่อรัฐของอิหร่านเสนอภาพว่า “สหรัฐฯ ถูกบังคับให้ยอมเซ็นดีล” สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังพยายามรักษาหน้าทางการเมืองของตัวเอง แม้จะตกลงหยุดยิงกันแล้วก็ตาม
ยุโรปและกาตาร์ออกมาสนับสนุนข้อตกลงนี้ โดยยุโรประบุว่าพร้อมผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน หากอิหร่านยอมดำเนินการเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และย้ำว่าอิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ข่าวดีนี้ถือเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เพราะลดความเสี่ยงสงครามและช่วยให้ราคาพลังงานมีโอกาสอ่อนลง แต่ตลาดยังต้องดูว่าอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซจริงตามกำหนดหรือไม่ และดีลนี้จะรอดจากความตึงเครียดในเลบานอน/Hezbollah ได้แค่ไหน ถ้าดีลเดินหน้าจริง ความกังวลเงินเฟ้ออาจลดลง และแรงกดดันให้ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจผ่อนคลายลงด้วย ด้านราคาน้ำมันปรับตัวลงแรงรับความคลี่คลายของสถานการณ์ดังกล่าว โดย WTI ปรับตัวลงกว่า 4.5% และ Brent ปรับตัวลดลงกว่า 4%
Implication
INVX ประเมินว่า การบรรลุข้อตกลงสหรัฐ–อิหร่านในครั้งนี้ จะช่วยให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอย่างยั่งยืน และผ่อนคลายอุปทานน้ำมันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ “ราคาพลังงาน” มีแนวโน้มปรับลงหรืออย่างน้อยจำกัด upside ของราคาน้ำมัน ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก สถานการณ์นี้จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันที่มีต่อธนาคารกลาง อาทิ เฟดอาจลดความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ที่มีการประชุมเฟด เราประเมินว่า ท่าทีของเฟดอาจจะยังคงมีความ Hawkish อยู่ แต่มีแนวโน้มไม่เร่งปรับ Policy Stance จากลดดอกเบี้ย มาสู่การขึ้นดอกเบี้ยโดยทันที และในกรณีนี้ที่มีแรงกดดันจากราคาพลังงงานลดลง จะช่วยเปิดทางให้เฟดสามารถลดความ Hawkish ลงได้
อย่างไรก็ตาม ในภาพเศรษฐกิจโลก เราประเมินว่ายังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อที่ยังอยู่ ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงมีโทนที่ Hawkish ขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับต้นปี ปัจจัยเหล่านี้ยังคงมีแนวโน้มให้ตลาดการเงินมีความผันผวนสูง แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานจะค่อยๆ ลดลง
ในภาพสินทรัพย์ เรามองว่าภาวะนี้เอื้อต่อโหมด risk-on ในตลาดหุ้น เพราะ (1) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง, (2) ราคาพลังงานผ่อนคลายช่วยลดต้นทุนและหนุนกำไรบริษัท และ (3) ความเสี่ยงที่เฟดต้อง “ขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าคาด” ลดลง จึงสนับสนุนการขยับขึ้นของราคาสินทรัพย์เสี่ยง แม้จะยังคงมีความผันผวนดังที่ได้กล่าวมา ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ลดลงช่วยหนุนมุมมองเชิงบวกต่อ ทองคำ ผ่านสองมิติ คือ(1) ลดโอกาสที่ real yield จะดีดขึ้นแรงจากการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม และ (2) หากตลาดเริ่มมองว่าเฟดมีโอกาสผ่อนคลายในระยะกลาง ทองคำจะได้ประโยชน์จากการคาดการณ์ดอกเบี้ยขาลง
คำแนะนำการลงทุน
เรามองว่า แม้ความกังวลเงินเฟ้อจะลดลงหลังตลาดสามารถคลายความกดดันด้านราคาพลังงานได้จากข้อตกลงสงบศึกดังกล่าง แต่ความเสี่ยงเชิงนโยบายยังคงอยู่ คือ เฟดอาจเลือก “ผ่อนคลายน้อยกว่าที่ตลาดหวัง” เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือด้านการควบคุมเงินเฟ้อ และต้องการเห็นหลักฐานเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอตัวอย่างต่อเนื่องก่อนส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายอย่างชัดเจน ดังนั้น การจัดพอร์ตจึงควรเน้นสินทรัพย์ที่ทนทานต่อทั้งกรณี “เศรษฐกิจชะลอ–ดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด” และกรณี “เฟดเริ่มผ่อนคลาย” ในระยะถัดไป
ในบริบทนี้ เรายังคงมองว่าการลงทุนในกองทุน TUSHEALTH ที่เน้นกลุ่ม Healthcare สหรัฐฯ เป็นแกนสำคัญที่เหมาะสม ทั้งในเชิงป้องกันความเสี่ยง (Defensive) และโอกาสเติบโตระยะยาว กลุ่ม Healthcare มีความผันผวนต่ำกว่าตลาดโดยรวม มีดีมานด์ค่อนข้างเสถียรแม้เศรษฐกิจผันผวน และมักทำได้ดีเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงชะลอตัวหรือเฟดยังรักษาดอกเบี้ยในระดับสูง
อีกด้านหนึ่งเรายังคงแนะนำนักลงทุนอาจพิจารณา “เพิ่มหรือทยอยเข้าลงทุน” ใน หุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุน KFCSI300-A ที่ได้ประโยชน์จาก ต้นทุนพลังงานที่ลดลง ขณะที่ EPS Growth ในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตสูง จากหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI, Clean Energy ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน
ขณะที่เรายังคงแนะนำถือกองทุนทองคำต่อ โดยประเมินว่าทองคำยังคงมีแนวโน้มผันผวนก่อนการประชุมเฟด อย่างไรก็ตามหากการประชุมเฟดมีโทนที่ไม่ Hawkish มากนักดังที่เราคาด มีโอกาสที่จะเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำในระยะถัดไป