Offshore Stock Update

อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์จีน ตลาดในประเทศชะลอตัว แต่ส่งออกยังเป็นแรงหนุนสำคัญ

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|26 May 26 11:55 AM
chinese solar
สรุปสาระสำคัญ

อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์จีนปี 2026 เผชิญภาวะชะลอตัวในประเทศและต้นทุนแร่เงินที่สูงขึ้น แต่ยังได้แรงหนุนสำคัญจากการส่งออกและนโยบายเร่งขยายระบบกักเก็บพลังงานของภาครัฐ โดย INVX มีมุมมองบวกต่อหุ้นผู้นำที่มีกระแสเงินสดแกร่งและเทคโนโลยีเด่นอย่าง Longi และผู้ให้บริการระบบกักเก็บพลังงานอย่าง Sungrow

ตลาดโซลาร์ในจีนส่งสัญญาณชะลอตัวในครึ่งปีแรก


ภาพรวมอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของประเทศจีนกำลังเผชิญกับสภาวะตลาดที่แยกออกเป็นสองทางอย่างชัดเจน โดยความต้องการติดตั้งภายในประเทศเริ่มอิ่มตัวและลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในจีนลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สี่ ณ เดือนเมษายน

 

โดยมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 9.52 กิกะวัตต์ ซึ่งแม้จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่ 8.91 กิกะวัตต์ แต่นับว่าลดลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ปี 2025) ที่เคยพุ่งสูงถึง 45.22 กิกะวัตต์ จากอานิสงส์ของการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย 

 

นอกจากนี้ สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แห่งประเทศจีนยังคาดการณ์ว่า ยอดการติดตั้งรวมในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 180-240 กิกะวัตต์ ซึ่งลดลงอย่างมากถึง 24-43% เมื่อเทียบกับปี 2025 ขณะที่ยอดการผลิตโซลาร์เซลล์ในภาพรวมประจำเดือนเมษายนก็หดตัวลง 26% เช่นกัน 

 

ตลาดส่งออกที่แข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก

 

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะยกเลิกการคืนภาษีสำหรับการส่งออกสินค้าพลังงานสะอาดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ซึ่งส่งผลให้ยอดส่งออกในเดือนเมษายนลดลง 31.3% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม (เนื่องจากมีการเร่งส่งออกไปก่อนล่วงหน้าในเดือนมีนาคม) แต่หากพิจารณาในแง่มุมของมูลค่าและปริมาณ ยอดส่งออกในเดือนเมษายนยังคงเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ยอดส่งออกเชิงปริมาณของโซลาร์เซลล์เติบโตขึ้นถึง 60% โดยปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดส่งออกให้ยังคงแข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง ได้แก่:

 

  • ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและสงครามอิหร่าน: ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ บีบให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือกเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
  • ราคาแผงโซลาร์เซลล์เริ่มทรงตัว: ราคาแผงโซลาร์เซลล์ชนิด TOPCon ในจีนเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 0.75 หยวนต่อวัตต์ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยแผงที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปจะมีราคาสูงกว่าประมาณ 10-15% ซึ่งราคาเหล่านี้ได้รับแรงหนุนจากความต้องการในต่างประเทศและมาตรการป้องกันการแข่งขันที่รุนแรงเกินไปของรัฐบาลจีน 

 

การลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน 

 

เนื่องจากการเติบโตที่รวดเร็วเกินไปของพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้จีนประสบปัญหาคอขวดในระบบโครงข่ายไฟฟ้า และทำให้อัตราการนำพลังงานไปใช้งานจริง (Utilization Rate) ลดลงอย่างมาก โดยในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ อัตราการใช้งานพลังงานโซลาร์เซลล์ลดลงเหลือ 90.8% จาก 93.9% ในปีก่อนหน้า และพลังงานลมลดลงเหลือ 91.5% จาก 93.8% ในปีก่อนหน้า เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลจีนจึงเร่งดำเนินการดังนี้:

 

  • เพิ่มงบประมาณโครงข่ายไฟฟ้า: ทางการจีนวางแผนทุ่มงบประมาณสูงถึง 4 ล้านล้านหยวนในการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างปี 2026-2030 (เฉลี่ยปีละ 8 แสนล้านหยวน) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2021-2025 ถึง 44%
  • เร่งขยายระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่: จีนตั้งเป้าหมายที่จะมีระบบกักเก็บพลังงานรวม 180 กิกะวัตต์ภายในปี 2026 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2027 โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 มีการติดตั้งกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นถึง 11.8 กิกะวัตต์ เติบโตขึ้น 108% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • นโยบายค่าไฟฟ้าตามกำลังการผลิต: รัฐบาลได้นำกลไกนี้มาใช้เพื่อช่วยให้โครงการกักเก็บพลังงานได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการเตรียมพร้อมจ่ายกระแสไฟฟ้า นอกเหนือจากรายได้ตามปกติ 

 

แรงกดดันจากต้นทุนโลหะเงินที่สูงขึ้น และการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรม

 

ผู้ผลิตโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กกำลังเผชิญความยากลำบากจากราคาโลหะเงินที่เพิ่มขึ้น 276% ในรอบหนึ่งปี ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโซลาร์เซลล์ เพิ่มขึ้นถึง 80% และต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์โดยรวมเพิ่มขึ้นกว่า 30% 

 

สภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง ทำให้อุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงการควบรวมกิจการ โดยบริษัทขนาดเล็กหรือผู้ผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ มีแนวโน้มที่จะต้องปิดตัวลงในครึ่งปีหลัง เนื่องจากความเปราะบางทางการเงิน สะท้อนจากดัชนีชี้วัดโอกาสในการล้มละลาย (Altman Z-score) ของผู้ผลิตจีนในปีที่ผ่านมาที่เฉลี่ยอยู่เพียง 1.6 ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งในต่างประเทศที่อยู่ที่ 4.5 อย่างมาก 

 

มุมมองของ INVX 

 

เรามองว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยกลุ่มผู้ผลิตที่เป็นผู้นำตลาดที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและฐานะทางการเงินแข็งแกร่งจะได้เปรียบและฟื้นตัวได้ดี ขณะที่ผู้ผลิตรายย่อยหรือผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพจะทยอยล้มละลายหรือถูกควบรวมกิจการไป 

 

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม 

 

  • การควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมจะเด่นชัดขึ้น: เรามองว่าอุตสาหกรรมจีนประสบปัญหากำลังการผลิตล้นตลาด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มลดลง จากแรงกดดันด้านต้นทุนแร่เงินและการควบคุมของรัฐบาล ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะเห็นการปิดตัวของโรงงานขนาดเล็กและการควบรวมกิจการโดยกลุ่มทุนใหญ่มากขึ้น เช่น กรณี Tongwei ซื้อกิจการ Lihao Clean Energy และ Zhonghuan ซื้อ DAS Solar ในไตรมาสที่ 1
  • ห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนผ่านสู่ระบบกักเก็บพลังงาน: บริษัทที่สามารถนำเสนอแผงโซลาร์ควบคู่ไปกับระบบกักเก็บพลังงาน จะเป็นผู้ชนะในตลาดและรักษาอัตรากำไรไว้ได้ ส่วนบริษัทที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกตัดออกจากตลาด 

 

หุ้นที่ INVX มองบวก

 

1. Longi Green Energy Technology (ผู้ผลิตแผงและเวเฟอร์โซลาร์เซลล์)

 

  • แนวโน้ม: คาดว่าจะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังของปี 2026 แม้ว่าในไตรมาสที่ 1 จะยังคงรายงานผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 1.92 พันล้านหยวนก็ตาม
  • ปัจจัยบวก:
    • ความแข็งแกร่งทางการเงิน: เป็นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนติดลบอยู่ที่ -21.9% ซึ่งหมายถึงมีเงินสดมากกว่าหนี้สิน ขณะที่คู่แข่งรายอื่นส่วนใหญ่มีสัดส่วนนี้สูงเกิน 100% ทำให้ Longi มีเงินทุนเพียงพอในการวิจัยและพัฒนา
    • เทคโนโลยีทางเลือก: กำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตขนานใหญ่ในสายการผลิตหลัก โดยเปลี่ยนจากการใช้แร่เงินราคาแพงมาใช้โลหะพื้นฐานอื่นทดแทน เช่น ทองแดง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและพลิกฟื้นอัตรากำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ 

 

2. Sungrow Power Supply (ผู้ให้บริการระบบกักเก็บพลังงานและอินเวอร์เตอร์)

 

  • แนวโน้ม: ผลประกอบการในระยะสั้นได้รับแรงกดดัน แต่การเติบโตในระยะยาวตามความต้องการของตลาดยังคงแข็งแกร่ง
  • ปัจจัยบวก:
    • โอกาสเติบโตในตลาดโลก: ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังเกิดขึ้น Sungrow ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดจัดส่ง ในปี 2026 ไว้ไม่ต่ำกว่า 40% โดยการมุ่งเน้นไปที่ตลาดต่างประเทศและการมีชื่อเสียงของแบรนด์ในระดับพรีเมียมจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยชดเชยแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงภายในประเทศจีนได้
    • อัตรากำไรขั้นต้นเริ่มฟื้นตัว: แม้ว่ากำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1 จะลดลง 40.1% เนื่องจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและฐานที่สูงในปีก่อน แต่อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 สามารถกลับขึ้นมาอยู่ที่ 33.3% ซึ่งเป็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ที่เคยลดลงไปอยู่ที่ 23% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและรักษาเสถียรภาพของกำไรได้ดี ท่ามกลางภาวะราคาวัตถุดิบ (เช่น ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต) ที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

ความเสี่ยงที่แนะนำตาม: 1) ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ 2) ข้อจำกัดของระบบโครงข่ายไฟฟ้าในระยะสั้น 3) ความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ

 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5