Offshore Stock Update

เจาะลึกวิกฤต Super El Niño ใครได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์?

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|11 Jun 26 11:35 AM
elnino
สรุปสาระสำคัญ

ปรากฏการณ์  El Nino ทวีความรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน กำลังสร้างความเสี่ยงเชิงลบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกผ่าน 3 ปัจจัยหลัก คือ เงินเฟ้อรอบใหม่จากราคาพืชผลเกษตรต้นน้ำและปุ๋ยที่พุ่งสูง, การขาดแคลนวัตถุดิบและแร่ธาตุในห่วงโซ่อุปทาน , และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลงจากค่าครองชีพและค่าพลังงานที่แพงขึ้น โดยในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เราบวกโดยตรงต่อกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรต้นน้ำ, กลุ่มเครื่องดื่ม, และกลุ่มพลังงานดั้งเดิม/ก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่จะส่งแรงกดดันเชิงลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำ, กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า, กลุ่มอาหารแปรรูป, กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม

โลกกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่รอบใหม่ เมื่อหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและภูมิอากาศระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) , ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศแห่งสหรัฐฯ (NOAA CPC) และ สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้ออกประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ปรากฏการณ์ El Nino ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ซึ่งนับเป็นการกลับมาครั้งแรกนับตั้งแต่รอบปี 2023–2024

 

ความน่ากังวลที่สุดของ El Nino ในรอบปี 2026 นี้ คือการที่ El Nino กำลังถูกเร่งปฏิกิริยาโดยภาวะโลกร้อน ซึ่งแบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ชี้ไปในทางเดียวกันว่า มีโอกาสสูงถึง 67% ที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็น Super El Nino หรือเอลนีโญระดับรุนแรงมาก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนานหลายปี และซ้ำเติมวิกฤตเงินเฟ้อและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ตึงเครียดอยู่แล้วจากผลกระทบของสงครามและการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลาง

 

el-nino-1.png

 

ปรากฏการณ์ El Nino คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

ในสภาวะปกติลมค้า (Trade Winds) ในมหาสมุทรแปซิฟิกจะพัดจากทิศตะวันออก (ฝั่งอเมริกาใต้) ไปยังทิศตะวันตก (ฝั่งเอเชียและออสเตรเลีย) ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นและกระแสฝนถูกพัดมารวมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีฝนตกชุกตามฤดูกาล 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปรากฏการณ์ El Nino ลมค้าเหล่านี้จะอ่อนกำลังลง หรือเปลี่ยนทิศทางพัดย้อนกลับ ส่งผลให้น้ำทะเลที่อุ่นผิดปกติไหลบ่าไปยังทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่ชายฝั่งอเมริกาใต้แทน 

 

วัฏจักรการเกิด (ENSO Cycle)

 

สภาวะภูมิอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกจะแกว่งตัวเป็นวัฏจักร (ENSO Cycle) สลับไปมาระหว่าง 3 รูปแบบ: 

 

  1. เอลนีโญ (El Nino): ช่วงที่มหาสมุทรอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้เอเชียแห้งแล้ง แต่อเมริกาใต้ฝนตกหนัก
  2. ลานีญา (La Nina): ช่วงที่ลมค้าแรงขึ้น ทำให้น้ำทะเลเย็นกว่าปกติ เกิดฝนตกหนักในเอเชียและภัยแล้งในอเมริกา
  3. สภาวะปกติ: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่อุณหภูมิน้ำทะเลอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย 

 

โดยทั่วไป เอลนีโญและลานีญามักจะเริ่มก่อตัวในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และจะทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ปรากฏการณ์นี้จะคงอยู่ประมาณ 9-12 เดือน หรืออาจลากยาวได้ถึง 2 ปีในบางครั้ง และจะเวียนกลับมาเกิดซ้ำในทุก ๆ 2 ถึง 7 ปี 

 

แนวโน้ม ENSO ตลอดทั้งปี 2026 และอุณหภูมิในแต่ละเดือน

 

el-nino-2.png

 

หมายเหตุ: AMJ = เม.ษ., MIJ = พ.ค., JJA = มิ.ย., JAS = ก.ค., ASO = ส.ค., SON = ก.ย., OND = ต.ค., NDJ = พ.ย., DJF = ธ.ค.

 

ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและสินค้าโภคภัณฑ์โลก

 

El Nino จะทำให้ปริมาณผลผลิตเกษตรทั่วโลกตึงตัวและผลักดันราคาให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน: 

 

  • ข้าวและข้าวโพด: ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกระทบต่อการปลูกข้าว ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ภาวะภัยแล้งที่ฝังลึกในแถบมิดเวสต์จะทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง 3%
  • น้ำตาล: องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศ (ISO) คาดการณ์ว่าผลผลิตน้ำตาลทั่วโลกในฤดูกาล 2026-2027 จะลดลงประมาณ 2 ล้านตัน ส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนจากภาวะเกินดุลมาเป็นขาดแคลน
  • โกโก้และกาแฟ: ความแห้งแล้งในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งปลูกโกโก้ และบราซิล ซึ่งเป็นแหล่งแหล่งปลูกกาแฟ จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น
  • สัตว์น้ำและประมง: อุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นส่งผลให้ฝูงปลากระจายตัวไปสู่น้ำลึก ทำให้ปริมาณการจับปลาลดลงอย่างมาก เช่น ประเทศเปรูที่ต้องประกาศขยายเวลาสั่งห้ามจับปลาแอนโชวี่ 

 

ผลกระทบของ El Nino ต่อการผลิตและราคาของสินค้าเกษตร

 

el-nino-3.png

 

ผลผลิตข้าวโพดสหรัฐฯ ในแต่ละช่วงสภาพอากาศ

 

el-nino-4.png

 

ผลกระทบต่อภาคพลังงานและสาธารณูปโภค

 

  • วิกฤตไฟฟ้าพลังน้ำ: ภัยแล้งที่รุนแรงจะทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศจีน โดยเฉพาะมณฑลเสฉวนและยูนนาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักกว่า 50% ของประเทศ คาดว่าจะลดลงถึง 9%
  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง: คาดว่าคลื่นความร้อนจะทำให้ประชาชนเปิดเครื่องปรับอากาศมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของจีนเพิ่มขึ้น 6% และเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับหรือการจำกัดการใช้ไฟในภาคอุตสาหกรรม
  • การแย่งชิงก๊าซธรรมชาติ: การที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำผลิตไฟได้ลดลง ทำให้เอเชียต้องหันมาพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น นำไปสู่การแย่งชิงก๊าซเรือนขนส่งจากฝั่งยุโรป และดันราคาพลังงานโลกให้สูงขึ้น

 

ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยและสัดส่วนการกระจายตัวของแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำทั่วประเทศจีน

 

el-nino-5.png

 

การคาดการณ์ปริมาณการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำของประเทศจีน

 

el-nino-6.png

 

มุมมองของ INVX

 

สัญญาณเตือนจากบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก บ่งชี้ผลกระทบเชิงลบมากกว่าบวก

 

จากการรวบรวมข้อมูลผ่านงบการเงินและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก พบว่ามีมากกว่า 1,200 บริษัทที่เริ่มระบุถึงความกังวลต่อสถานการณ์เอลนีโญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นถึง 245% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และพุ่งสูงถึง 500% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

el-nino-7.png

 

สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า El Nino เป็น ผลกระทบเชิงลบมากกว่าเชิงบวก โดยความเสี่ยงได้แผ่ขยายไปในทุกอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:

 

  • กลุ่มที่ระบุผลกระทบมากที่สุด: กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง, กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม
  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม: กลุ่มบริการทางการแพทย์, กลุ่มสารสนเทศและการสื่อสารรวมถึงเทคโนโลยี ซึ่งแม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มแรก แต่ก็เผชิญความเสี่ยงในแง่ของต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 

 

ปัจจัยกดดันหลักต่อผลประกอบการและเศรษฐกิจมหภาค

 

ผลกระทบของ El Niño จะเริ่มฉุดแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดในครึ่งปีหลัง และจะปรากฏความเสียหายที่ชัดเจนที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของปีถัดไป โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนความเสี่ยง 3 ด้าน ดังนี้:

 

  1. การลดลงของกำลังซื้อ: สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้รายได้ของภาคเกษตรกรรมลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากราคาอาหารและพลังงานที่แพงขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจหดตัว
  2. การขาดแคลนวัตถุดิบ: ภัยแล้งทำลายผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ ยังลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่อาจเผชิญภาวะขาดแคลนสารเคมีสำคัญอย่าง ลิเธียม และ ทองแดง จากการหยุดชะงักของภาคการเหมืองแร่
  3. ภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่: ราคาพืชผลทางการเกษตรทั่วโลก เช่น ข้าว และข้าวโพด ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ซึ่งคิดเป็น 50% ของต้นทุนผันแปรในการปลูกธัญพืช ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารและเงินเฟ้อรุนแรงในภูมิภาคอเมริกาใต้ และอาเซียน ความเสี่ยงนี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น

 

สรุปผลกระทบแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม

 

กลุ่มอุตสาหกรรม

แนวโน้มผลกระทบ

รายละเอียดและปัจจัยหนุน/ปัจจัยกดดัน

หุ้นที่เกี่ยวข้อง

เกษตรกรรม

(พืชบางชนิด)

บวก

ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ข้าว และ ปาล์มน้ำมัน จากปัญหาภัยแล้งในเอเชีย

ADM (Archer-Daniels-Midland) –ผู้ค้าและบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานธัญพืชโลก

 

BG (Bunge Global) – ผู้นำด้านการแปรรูปพืชน้ำมันและซัพพลายเชนเกษตรกรรม

พลังงานและสาธารณูปโภค

บวก

สภาพอากาศที่ร้อนจัด ผลักดันความต้องการใช้ ก๊าซธรรมชาติ และ ถ่านหิน เพื่อผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานน้ำที่ขาดแคลน รวมถึงหนุนค่าการกลั่นของน้ำมันสำเร็จรูป

LNG (Cheniere Energy) – ผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ของสหรัฐฯ

 

1088 HK (China Shenhua Energy) – ผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของจีนที่ได้อานิสงส์จากโรงไฟฟ้าความร้อน

เครื่องดื่ม

บวก

ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากสภาพอากาศที่ร้อนรุนแรงและยาวนาน ช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มคลายร้อนทั่วโลก

KO (The Coca-Cola Company) – ผู้นำตลาดเครื่องดื่มที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าแข็งแกร่งในเขตร้อน

 

PEP (PepsiCo) –ผู้เล่นหลักกลุ่มเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว

เกษตรกรรม (อเมริกาใต้)

ลบ

ปริมาณฝนที่มากกว่าปกติในบางพื้นที่ของอเมริกาใต้ เช่น ทางตอนใต้ อาจช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตถั่วเหลือง ส่งผลกดดันให้ราคาทั่วโลกปรับตัวลดลง

SOYB (Teucrium Soybean Fund) – กองทุน ETF ที่อ้างอิงราคาฟิวเจอร์สของถั่วเหลือง (ได้รับผลกระทบเชิงลบจากแรงกดดันด้านราคา)

 

CTVA (Corteva) – บริษัทเมล็ดพันธุ์และเคมีเกษตรระดับโลก

ยานยนต์

ลบ

ยอดการส่งออกชิ้นส่วนและตัวรถยนต์ลดลงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบางลงจากภาวะเงินเฟ้อ

TSLA (Tesla) – เผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อและต้นทุนห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่

 

1211 HK (BYD) – ผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนแร่ธาตุ

ท่องเที่ยวและโรงแรม

ลบ

ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น คลื่นความร้อนสูง และวิกฤตไฟป่า  ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง

BKNG (Booking Holdings) – แพลตฟอร์มจองการเดินทางออนไลน์

 

MAR (Marriott International) – เครือโรงแรมระดับโลกที่เผชิญต้นทุนค่าไฟพุ่งสูงและผลกระทบจากสภาพอากาศ

ธุรกิจอาหารและผู้ผลิตเนื้อสัตว์แปรรูป

ลบ

ราคาพืชผลและธัญพืชต้นน้ำ เช่น ข้าวโพด, ข้าวสาลี ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของ El Nino จะกลายเป็นแรงกดดันในฐานะ ต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ยากที่จะผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภคได้เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงจากภาวะเงินเฟ้อ

TSN (Tyson Foods) - บริษัทผู้ผลิต แปรรูป และจัดจำหน่ายอาหารประเภทโปรตีน อันดับ 1 ของสหรัฐฯ

เหมืองแร่

ลบ

ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมขังในพื้นที่ทำเหมือง เช่น ในแถบอเมริกาใต้หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและอุปทานของ ทองแดง ทั่วโลกหดตัวลง

FCX (Freeport-McMoRan) – หนึ่งในผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

BHP (BHP Group) –ผู้นำตลาดด้านการทำเหมืองแร่ระดับโลก

 

สรุปนัยเชิงกลยุทธ์การลงทุนและหุ้นรายตัว 

 

กลุ่มที่มองบวกจากปรากฏการณ์ El Nino

 

  • กลุ่มพลังงานดั้งเดิมและก๊าซธรรมชาติ: สภาพอากาศที่ร้อนจัดแปรปรวนจะผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง  สวนทางกับปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดลงจนกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาและเร่งการเผาเชื้อเพลิงดั้งเดิมอย่างก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเพิ่มขึ้น หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ Cheniere Energy (LNG) ผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ และ China Shenhua Energy (1088.HK) ผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของจีนที่จะได้รับอานิสงส์จากความต้องการเชื้อเพลิงสำรองของโรงไฟฟ้า
  • กลุ่มเกษตรกรรมต้นน้ำและผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่: ราคาพืชผลทางการเกษตรและซัพพลายเชนทั่วโลกได้รับแรงกดดันจากภัยแล้ง ส่งผลให้ราคาขายสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทรายใหญ่ที่เป็นผู้บริหารจัดการและค้าขายธัญพืชระดับโลกจะได้ประโยชน์จากส่วนต่างกำไรที่กว้างขึ้น ได้แก่ Archer-Daniels-Midland (ADM) และ Bunge Global (BG) รวมถึงบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่เนื่องจากเกษตรกรต้องเร่งใช้ปุ๋ยในสภาวะที่สภาพอากาศแปรปรวน
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทเครื่องดื่มและเครื่องทำความเย็น: คลื่นความร้อน รุนแรงและยาวนานจะกระตุ้นปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มคลายร้อนทั่วโลก รวมถึงความต้องการในระบบทำความเย็น หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ The Coca-Cola Company (KO) และ Carrier Global (CARR) ผู้ผลิตระบบทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศชั้นนำของโลก 

 

กลุ่มที่มองว่ามีแรงกดดันจากปรากฏการณ์ El Nino

 

  • กลุ่มพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ: ปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนผลิตไฟฟ้าลดลง ซึ่งจะกดดันขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าและฉุดรายได้อย่างรุนแรง หุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีความเสี่ยงสูง คือ China Yangtze Power (600900.CH) และ Sichuan Chuantou Energy (600674.CH)
  • กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและผู้ผลิตแบตเตอรี่: เผชิญผลกระทบทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากภัยแล้งและสภาพอากาศสุดขั้วในพื้นที่เหมืองแร่ฝั่งอเมริกาใต้และเอเชีย ส่งผลให้อุปทานและการผลิตแร่สำคัญอย่างทองแดง และลิเธียมหดตัวลง ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ทำให้อาจเกิดภาวะต้นทุนพุ่งสูงบีบอัดกำไร หุ้นที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่ Tesla (TSLA) และ BYD (1211.HK)
  • กลุ่มธุรกิจอาหารและผู้ผลิตเนื้อสัตว์แปรรูป: ราคาพืชผลและธัญพืชต้นน้ำ เช่น ข้าวโพด, ข้าวสาลี ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของ El Nino จะกลายเป็นแรงกดดันในฐานะ ต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ยากที่จะผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภคได้เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงจากภาวะเงินเฟ้อ หุ้นที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคือ Tyson Foods (TSN)
  • กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และจองการเดินทาง: ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง จากคลื่นความร้อนสูง และปัญหาไฟป่า จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอหรือปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางในบางฤดูกาล อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าในระบบทำความเย็นที่พุ่งสูงขึ้นบีบกำไรเพิ่มขึ้นด้วย หุ้นที่อาจเผชิญความผันผวน ได้แก่ Booking Holdings (BKNG) และ Marriott International (MAR)
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5