ลงทุนก้าวแรก

การลงทุนระยะยาวดีอย่างไร? สรุปให้เข้าใจในหนึ่งบทความ

12 May 26 2:23 PM
Wealth3
สรุปสาระสำคัญ

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มสนใจลงทุน คำถามที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ ลงทุนแล้วต้องรอนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ: ยิ่งนาน ยิ่งได้เปรียบ และบทความนี้จะอธิบายให้เห็นภาพว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ตลาดผันผวนในระยะสั้น — แต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดในระยะยาว

หลายคนที่เริ่มลงทุนครั้งแรกพอเงินลงทุนติดลบก็รีบขายออกเพื่อหนีความเสี่ยง ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่เสียโอกาสมากที่สุด เพราะว่า

ในระยะสั้น ผลตอบแทนของพอร์ตอาจจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกมากมายเช่น สงคราม, ข่าวด้านลบ และอื่นๆ ทำให้แรงเทขายจากความกังวลของตลาด แต่ในระยะยาว ปัจจัยหลักคือมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งราคาจะปรับตัวเข้าใกล้อย่างสม่ำเสมอ

กราฟด้านล่างนี้เปรียบเทียบพอร์ต 2 สินทรัพย์

สินทรัพย์แรกคือ Global Information Technology Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากบริษัททั่วโลก

แบบที่สองคือ Core Portfolio ที่กระจายลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทในระดับความเสี่ยง 5

แต่ละแท่งในกราฟแสดงว่า ถ้าถือพอร์ตนั้นไว้ 1, 3, 5 หรือ 10 ปี ผลตอบแทนสูงสุดและต่ำสุดที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีตคือเท่าไร

Picture1.png

Source: Bloomberg

จากกราฟจะเห็นว่าในช่วง 1 ปี แท่งสีฟ้าของ Global IT Index ขึ้นได้ถึง +88% แต่ก็ลงได้ถึง -51% ในปีที่แย่ที่สุด ความผันผวนที่มากในปีเดียวอาจจะทำให้หลายๆคนตกใจจนรีบถอนเงินออกมาทั้งที่พอร์ตยังติดลบอยู่

แต่พอขยับมามองที่ช่วง 5 ปีและ 10 ปี แท่งในกราฟเริ่มสั้นลงและใกล้เคียงกันมากขึ้น โอกาสติดลบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และ Core Portfolio ที่กระจายสินทรัพย์มีความผันผวนต่ำกว่าอย่างชัดเจน โดยไม่ได้เสียผลตอบแทนระยะยาวไปมากนัก

กลายเป็นว่า เวลา คือเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด

 

การลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อน แค่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

การลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) คือการลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นโดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่

การพยายามคาดเดาจุดต่ำสุดหรือสูงสุดของตลาดเป็นเรื่องยากมาก แต่ DCA ช่วยให้ไม่ต้องกังวลกับจุดนั้น เพราะลงทุนต่อเนื่องโดยไม่สนใจสภาพตลาด ณ ขณะนั้น ทำให้ไม่ตัดสินใจจากอารมณ์ในช่วงที่ตลาดผันผวน

ลองดูตัวเลขครับ ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นว่าถ้าลงทุนใน S&P 500 เดือนละแค่ 5,000 บาท ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี จะเกิดอะไรขึ้นในท้ายที่สุด

 

Picture2.png

ตัวเลขจำลองจากสมมติฐานผลตอบแทน 8% ต่อปีแบบทบต้น — ผลตอบแทนจริงอาจแตกต่างกันตามสภาวะตลาด

 

สิ่งที่น่าสนใจในตารางนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขปลายทาง แต่คืออัตราของการเติบโตของเงินลงทุนครับ ในปีแรกกำไรอาจดูน้อยมาก (+3.7%) จนหลายคนอาจรู้สึกท้อและเลิกกลางคัน แต่ถ้าอดทนผ่านไปถึง 10 ปี เงินต้น 600,000 บาท จะโตเป็น 914,730 บาท และถ้าถือต่อถึง 20 ปี เงิน 1.2 ล้านบาทจะกลายเป็นเกือบ 3 ล้านบาท โดยที่คุณแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

 

อย่าขายตอนตลาดลง — เพราะคุณอาจพลาดวันที่สำคัญที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ วันที่ดีที่สุดในตลาดมักเกิดขึ้นติดกับวันที่แย่ที่สุด คนที่รีบขายตอนตลาดลงจึงมักพลาดการฟื้นตัวที่สำคัญที่สุดไปพร้อมกันเลย

กราฟนี้เปรียบเทียบให้เห็นว่าถ้าซื้อและถือ S&P 500 ไว้ตลอด 20 ปีด้วยเงิน $10,0000 เทียบกับกรณีที่ถอนเงินออกไปและพลาดวันที่ตลาดดีที่สุดไปกี่วัน จะส่งผลต่อเงินปลายทางอย่างไร

 

Picture3.png

Source: JP Morgan S&P500 Index total return from 01/01/2003 to 30/12/2022

 

คนที่ถือครบตลอด 20 ปี มีเงินปลายทางถึง ฿64,844 แต่ถ้าพลาดแค่ 10 วันที่ดีที่สุด เงินทุนรวมกับผลตอบแทนเหลือเพียง ฿29,708 และถ้าพลาด 30 วัน เงินเหลือแค่ ฿11,701 เท่านั้น

สรุปแล้วทำไมถือนานแล้วถึงได้เปรียบ?

  1. ลดความผันผวนด้วยเวลา

ยิ่งถือนาน โอกาสติดลบยิ่งลดลง อย่างที่เห็นจากกราฟแรกว่าในช่วง 10 ปี ผลตอบแทนเริ่มนิ่งและเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ

  1. ดอกเบี้ยทบต้นทำงานแทนคุณ

ยิ่งเริ่มเร็วและถือนาน เงินยิ่งโตเร็วขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เห็นในตาราง DCA ว่าผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีขึ้นไป

  1. เวลาในตลาดสำคัญกว่าการเลือกเวลาเข้าตลาด

ไม่มีใครจับจังหวะตลาดได้แม่นยำ และอย่างที่เห็นจากกราฟ JP Morgan ว่าการพลาดการลงทุนแค่ไม่กี่วันที่ดีที่สุด อาจตัดผลตอบแทนออกไปเกินครึ่ง

 

สรุป — การเริ่มช้าอาจทำให้คุณพลาดโอกาศไปมากกว่าที่คิด

การลงทุนระยะยาวด้วยวิธี DCA ไม่ได้ต้องการความเก่ง ไม่ต้องการดูกราฟทุกวัน และไม่ต้องรอมีเงินก้อนใหญ่ — สิ่งที่ต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่คำนึงถึงสภาวะตลาด และหลีกเลี่ยงการพยายามคาดการณ์ตลาด

 

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5