ETFs

ลงทุนในเมมโมรีชิป จุดคอขวดของยุค AI ผ่าน DRAM ETF

6 May 26 7:14 PM
AI ROBOT
สรุปสาระสำคัญ

Roundhill Memory ETF (DRAM) คือ ETF Pure-Play เมมโมรีรายแรกที่เปิดตัวเมื่อ 2 เมษายน 2026 บน Cboe BZX ออกแบบมาเพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงกลุ่มผู้ผลิตชิปเมมโมรีระดับโลกในกองเดียว โดยไม่เจือปนกับ Logic Chip อย่าง NVIDIA หรือเครื่องจักรอย่าง ASML ที่มีอยู่แล้วใน SOXX และ SMH

จุดแข็งของ DRAM ไม่ใช่แค่การลงทุนในเมมโมรีทั่วไป แต่คือการกระจุกตัวในผู้เล่นหลักที่ควบคุมตลาด (Oligopoly) ที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการชิป Samsung, SK Hynix และ Micron ครองตลาด DRAM รวมกันกว่า 95% และทั้ง 3 รายเป็น Top 3 Holdings ที่รวมกันหนักกว่า 72% ของพอร์ต ขณะที่ Demand ด้านเมมโมรี HBM จาก AI Server ยังเติบโตต่อเนื่อง และ Supply ใหม่ยังตามไม่ทัน ทำให้วงจรราคาเมมโมรียังเป็นขาขึ้นในปี 2026 

Roundhill Memory ETF (DRAM): ลงทุนในเมมโมรีชิป

จุดคอขวดของยุค AI

 

เมื่อพูดถึง AI นักลงทุนไทยส่วนใหญ่นึกถึง NVIDIA และ GPU เป็นอันดับแรก แต่ยังมีชิปอีกประเภทที่กำลังเป็นคอขวดของอุตสาหกรรม AI นักลงทุนรู้หรือไม่ว่าชิปที่พูดถึงนี้คืออะไร? คำตอบคือเมมโมรี โดยเฉพาะ HBM (High-Bandwidth Memory) ที่ถูกใช้ใน AI Server รุ่นใหม่ ซึ่งผลักดันรายได้ของผู้ผลิตเมมโมรี Top 3 ของโลกพุ่งทะยานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

 

Roundhill Memory ETF ภายใต้ ticker DRAM เปิดตัวเมื่อ 2 เมษายน 2026 บน Cboe BZX จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มหุ้นเมมโมรีทั่วโลกแบบ Pure-Play ในกองเดียว

 

ระบบนิเวศ AI Semiconductor และที่ว่างของ DRAM ETF

อุตสาหกรรม AI Semiconductor แบ่งกว้างๆ เป็น 3 เลเยอร์ที่ทำงานร่วมกัน:

 

Logic / Compute
ชิปประมวลผลหลัก ทั้ง GPU, CPU และ AI Accelerator ผู้นำคือ NVIDIA, AMD, Broadcom และ TSMC ในฐานะโรงงานผลิต

Equipment / Foundry
เครื่องจักรลิโทกราฟี สารตั้งต้น และผู้รับจ้างผลิตชิป ผู้นำคือ ASML, Applied Materials และ Lam Research

Memory
ชิปเก็บข้อมูลใกล้ GPU ครอบคลุม DRAM, HBM และ NAND Flash ผู้นำคือ Samsung, SK Hynix, Micron, Kioxia และ SanDisk

 

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนไทยที่ต้องการ Exposure ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มักเลือกระหว่าง 2 ETF หลัก คือ SOXX (iShares Semiconductor ETF) เปิดตัวตั้งแต่ปี 2001 และ SMH (VanEck Semiconductor ETF) เปิดตัวตั้งแต่ปี 2000 ทั้ง 2 กองให้น้ำหนักไปที่หุ้น Logic Chip รายใหญ่อย่าง NVIDIA, AMD และ TSMC เป็นหลัก โดยมีหุ้นเมมโมรีปะปนเพียงเล็กน้อย

 

แต่เมื่อเทรนด์ AI เป็นขาขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จุดคอขวดของ AI Server กลับไปอยู่ที่ High-Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นเมมโมรีที่ประกอบติดกับ GPU โดยตรง ผลักดันให้ราคา และอุปสงค์เมมโมรีพุ่งทะยาน ขณะที่ ETF เซมิคอนดักเตอร์ที่มีอยู่กลับเข้าถึงเรื่องนี้ได้เพียง บางส่วน

 

Roundhill Memory ETF (DRAM) จึงเปิดตัวเมื่อ 2 เมษายน 2026 เพื่อเติมช่องว่างนี้ในฐานะกอง Pure-Play เมมโมรีรายแรก ๆ ที่นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้

 

ทำความรู้จัก DRAM ETF

DRAM ETF บริหารโดย Roundhill Investments มีกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นผู้ผลิตชิปเมมโมรี ระดับโลก ครอบคลุมเมมโมรีหลากหลายประเภทได้แก่ชิปเมมโมรี่ความเร็วสูงเช่น HBM และ DRAM รวมไปถึงเมมโมรี่เน้นเก็บข้อมูลเช่น NAND flash, NOR flash, HDD ขณะที่ ETF เซมิคอนดักเตอร์ทั่วไปจะรวมหุ้น Logic Chip และผู้ผลิตเครื่องจักรเข้าไปด้วย

โครงสร้างพอร์ตของกองกระจุกตัวสูงในผู้นำตลาด โดยหุ้น Top 3 รวมกันมีน้ำหนัก เกินครึ่งของพอร์ต บ่งบอกถึงลักษณะกอง Pure-Play ที่เน้นให้ผู้ลงทุน เข้าถึงผู้นำเมมโมรี โดยตรง ในเชิงภูมิศาสตร์ พอร์ตน้ำหนักไปทางเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยมีญี่ปุ่นและไต้หวันเป็นสัดส่วนรอง

 

ทำไมเมมโมรีคือคอขวดของ AI

ปัจจัยหลัก 3 ข้อขับเคลื่อน Theme เมมโมรีในรอบนี้ได้แก่

 

  1. อุปสงค์ HBM (High-Bandwidth Memory) จาก AI Server
    GPU รุ่นใหม่ของ NVIDIA ใช้เมมโมรี HBM มากขึ้นทุกรุ่น โดยล่าสุดใช้ความจุสูงกว่ารุ่นก่อนๆ ราว 1 เท่าตัว ส่วนรุ่นถัดไป NVDIA จะย้ายไปใช้ HBM เจเนอเรชันใหม่ที่เร็วขึ้นและราคาแพงขึ้นอีก

ผลที่ตามมาคือผู้ผลิตชิปเมมโมรีได้ประโยชน์ 2 ทางพร้อมกัน ทั้งขายได้ปริมาณมากขึ้น และราคาต่อชิ้นที่ปรับสูงขึ้น (Average Selling Price หรือ ASP)

 

  1. ตลาดเป็นแบบผูกขาดจากผู้เล่นรายใหญ่ (Oligopoly)
    Samsung, SK Hynix และ Micron รวมกันครองส่วนแบ่งตลาด DRAM กว่า 95% โดยทั้ง 3 รายลดงบการลงทุนในระยะยาว (CapEx) ในปี 2023-2024 เพื่อควบคุมปัจจัยด้านอุปทาน ขณะที่อุปสงค์จาก AI ระเบิด จึงทำให้ในปัจจุบัน Supply-Demand ตึงตัวสูงส่งผลต่อราคาขาย

 

  1. วงจรเมมโมรีกลับเป็นขาขึ้น
    ราคาสปอตของเมมโมรีประเภท DRAM และ NAND ฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2024 ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย (Average Selling Price) ปี 2026 จะยังเติบโตระดับสูงในระดับ Double Digit จากการขาดแคลนเมมโมรี่ HBM และการลงทุน ใหม่ยังตามไม่ทันอุปสงค์

 

ทั้ง 3 ปัจจัยจึงสนับสนุนให้กลุ่มหุ้นเมมโมรีมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูง ในรอบวงจรปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ผลิตที่มีสัดส่วนในสินค้า HBM สูง

 

หุ้น Top 5 ในกองทุน DRAM

หุ้น Top 5 รวมกันมีน้ำหนักประมาณ 82% ของพอร์ต ประกอบไปด้วย:

 

  1. Samsung Electronics (005930 KS) 25.02%
    ผู้นำตลาดเมมโมรีรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองทั้ง DRAM, NAND และ HBM โดยมีสายธุรกิจ Foundry รับจ้างผลิตและธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าควบคู่ ปัจจุบัน Samsung เร่งพัฒนา HBM3e และ HBM4 เพื่อชิงส่วนแบ่งจาก SK Hynix
  2. Micron Technology (MU) 24.13%
    ผู้ผลิตเมมโมรีจากสหรัฐฯ รายเดียวที่อยู่ใน Top 3 ของโลก เน้นกลุ่ม Data Center และ HBM3e ที่ NVIDIA เลือกใช้ใน AI Accelerator รุ่นใหม่ มีโรงงานผลิตทั้งในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไต้หวัน
  3. SK Hynix (000660 KS) 23.61%
    ผู้ผลิตเมมโมรีอันดับ 2 ของโลก แต่กลับเป็นผู้นำ HBM ที่ทัดเทียม Samsung โดยเป็น Supplier หลักให้ NVIDIA สำหรับ HBM3 และ HBM3e ทำให้ได้ประโยชน์โดยตรงจากการขยาย AI Server ในช่วงที่ผ่านมา และมีบริษัท Hyperscaler รายใหญ่ของสหรัฐฯ และจีนเป็นฐานลูกค้าที่กระจายตัวค่อนข้างดี
  4. Kioxia (285A JP) 4.98%
    ผู้ผลิตเมมโมรี่ความจำ NAND flash จากญี่ปุ่นที่แตกตัวมาจาก Toshiba ในปี 2018 มีพันธมิตรร่วมทุนกับ Western Digital เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ Enterprise SSD สำหรับ Data Center และ AI ที่ต้องการ Storage ความเร็วสูง
  5. SanDisk (SNDK) 4.81%
    เป็น Pure-Play Flash Storage ครอบคลุมตั้งแต่ Memory Card สำหรับผู้บริโภคไปจนถึง Enterprise SSD โดยใช้เทคโนโลยี NAND ร่วมกับ Kioxia เป็นฐานการผลิตหลัก

 

เปรียบเทียบ DRAM กับ ETF เซมิคอนดักเตอร์อื่น

นักลงทุนไทยอาจคุ้นเคยกับ ETF เซมิคอนดักเตอร์อย่าง SOXX (iShares Semiconductor) และ SMH (VanEck Semiconductor) ซึ่งเป็น ETF ที่กระจายตัวในอุตสาหกรรมชิป ขณะที่ DRAM มีจุดต่างสำคัญคือเป็น กอง Pure-Play เมมโมรีล้วน ไม่กระจายไปยัง Logic Chip อย่าง NVIDIA หรือ AMD และไม่รวมผู้ผลิตเครื่องจักรอย่าง ASML หรือ AMAT

 

ดูจาก Top 5 Holdings ของแต่ละกอง จะเห็นความแตกต่างของวิถีลงทุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น:

 

SOXX (Top 5 รวม 37.33%) กระจายตัวกว้างในอุตสาหกรรมชิปสหรัฐฯ
ถือครองหุ้น ชิป Logic เป็นหลัก โดยมีหุ้นเมมโมรีอย่าง Micron เพียง 1 ตัว โดยรวมกระจายการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวไม่เกิน 9% ของพอร์ต

 

SMH (Top 5 รวม 48.86%) เน้นผู้นำเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่
ไม่มีหุ้นเมมโมรีอยู่ใน Top 5 เลย  โครงสร้างเอนไปทางผู้ออกแบบและผู้รับจ้างผลิตชิป ระดับโลกเป็นหลัก ถือหุ้นอย่าง NVDA สูงสุดในพอร์ตราว 16%

 

DRAM (Top 5 รวม 82.55%) เน้นเมมโมรีล้วน
หุ้น 5 ตัวเป็นผู้ผลิตเมมโมรีหรือ Storage โดยตรงโดยน้ำหนักราว 75% ของพอร์ตกระจุกตัวในผู้ผลิตเมมโมรี่ประเภท HBM

 

ETF

DRAM
Roundhill Memory ETF

SOXX
iShares Semiconductor ETF

SMH
VanEck Semiconductor ETF

1

Samsung Electronics

25.02%

Micron Technology

8.49%

NVIDIA

16.81%

2

Micron Technology

24.13%

Broadcom

7.92%

TSMC

10.47%

3

SK Hynix

23.61%

AMD

7.73%

Broadcom

7.98%

4

Kioxia

4.98%

NVIDIA

6.81%

Intel

7.36%

5

Sandisk

4.81%

Intel

6.38%

AMD

6.24%

รวม TOP 5

82.55%

37.33%

48.86%

ค่าธรรมเนียม

0.65%

0.35%

0.35%

 

ในแง่ของการกระจายความเสี่ยง SOXX ถือหุ้นราว 34 ตัว และ SMH ถือราว 26 ตัว มีน้ำหนักในผู้ผลิตชิปประเภทอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Theme เมมโมรี ขณะที่ DRAM กระจุกตัวในผู้ผลิตเมมโมรีราว 13 ตัว จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มีมุมมองชัดเจน ต่อวงจรเมมโมรี และต้องการ Beta สูงต่อ Theme HBM และ AI Memory Demand มากกว่าการกระจายความเสี่ยงในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด

 

หมายเหตุ: ผู้ลงทุนควรศึกษาทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ข้อมูลสัดส่วนการถือครอง DRAM ETF ณ วันเปิดกองทุน 2 เมษายน 2026 และ SOXX/SMH ณ ต้นเดือนพฤษภาคม 2026 อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5