
Source: Charles Schwab Asset Management as of 31 Mar 26
ถ้าพูดถึง ETF สายปันผลในสหรัฐฯ ชื่อที่แทบทุกคนในวงการต้องเคยได้ยิน คือ Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) โดยกองทุน ETF นี้นั้นได้รับการพูดถึงในกลุ่มนักลงทุนทั่วโลกที่อยากสร้าง passive income จากหุ้นปันผลมากที่สุดกองหนึ่ง
โดยสิ่งที่ทำให้ SCHD ได้รับความนิยมจากนักลงทุนจำนวนมาก คือ การเป็นหนึ่งในไม่กี่กองทุน ETF ที่ให้ทั้ง หุ้นปันผลคุณภาพสูง + ประวัติผลตอบแทนในระยะยาวที่พิสูจน์แล้ว ในกองเดียวกัน จากการคัดหุ้นปันผลคุณภาพด้วยหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด และมีประวัติการดำเนินงานยาวนานตั้งแต่ปี 2011
โดยกองทุน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) จะลงทุนแบบ Passive ตามดัชนี Dow Jones U.S. Dividend 100 Index ซึ่งมีแนวทางการคัดเลือกหุ้น ดังนี้
นั่นหมายความว่ากองทุน SCHD ETF จะลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพดีและมีการจ่ายปันผลในระดับสูง จากนั้นกองทุนยังมีเกณฑ์การคัดเลือกเพิ่มด้วยเกณฑ์ 4 ด้าน ได้แก่ Free Cash Flow to Total Debt, ROE, Dividend Yield และ 5-Year Dividend Growth Rate เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นที่จะเข้ามาสู่กองทุนต้องเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดี และมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง
พูดง่าย ๆ คือ กองทุนนี้ไม่ได้ไล่เก็บหุ้น yield สูงแบบสุ่ม ๆ แต่เน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแรงที่สามารถจ่ายปันผลได้อย่างยั่งยืน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเทคฯขนาดใหญ่และธีม AI เป็นหลัก ทำให้หุ้นปันผลดูน่าเบื่อในสายตานักลงทุนจำนวนมาก
แต่ในปี 2026 ภาพกลับเปลี่ยนไป โดยนับตั้งแต่ต้นปี SCHD ให้ผลตอบแทนประมาณ 13.9% ซึ่งเอาชนะ ETF อย่าง VOO ที่อ้างอิงดัชนี S&P 500 ที่ทำผลตอบแทนได้ 3.5% จึงสะท้อนว่าหุ้นปันผลคุณภาพสูงกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
อีกแรงหนุนสำคัญคือ SCHD มี Beta ต่ำกว่าตลาด โดย 5 ปีย้อนหลัง กองทุนมีค่า Beta อยู่ที่ประมาณ 0.7-0.8 เมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ซึ่งหมายความว่ากองทุนมีความผันผวนที่ต่ำกว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงทำให้กองทุนได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงที่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง
Source: Bloomberg as of 21 April 2026
กองทุน SCHD มีหุ้นอยู่ในพอร์ตทั้งหมด 104 บริษัท และมี Top 10 holdings ได้แก่
มีการกระจายลงทุนครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้:
Source: Charles Schwab Asset Management as of 21 April 2026 (Sector Allocation as of 31 March 2026)
ภาพรวมพอร์ตสะท้อนว่ากองทุนเน้นหุ้น Mega Cap / Large Cap ที่อยู่ในอุตสาหกรรม Defensive และมีกระแสเงินสดแข็งแรง โดยแม้หุ้นกลุ่มพลังงานจะปรับตัวขึ้นแรงมาเป็น holding อันดับ 1 ในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีกลุ่มอุตสาหกรรมใดที่มีน้ำหนักเกิน 20% ของพอร์ต จึงถือว่ากองทุนกระจายกลุ่มอุตสาหกรรมได้ค่อนข้างสมดุล และถ้ามองในแง่ของขนาดบริษัทที่อยู่ในพอร์ต กองทุนเน้นลงทุนในกลุ่ม Large Cap Value ซึ่งมักจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำ ทำให้ความผันผวนโดยรวมของกองทุนนั้นต่ำกว่าตลาดหุ้นโดยรวม
ถ้าเทียบกับ ETF ดัชนีทั่วไปอย่าง VOO หรือ QQQ กองทุนนี้มีลักษณะ factor tilt ที่ชัดมาก ซึ่งแปลว่า
ดังนั้นผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคนคาดหวังว่าลงทุน SCHD แล้วจะได้ผลตอบแทนเท่า S&P 500 แต่บวก yield ความจริงอาจไม่ตรงแบบนั้นเสมอไป
กองทุนนี้น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่
แต่กองทุนนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่
คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์