Bites for Breakfast

Bites for Breakfast - เรื่องต้องรู้ ก่อนเทรด วันนี้ 5 มี.ค. 2569

5 Mar 26 7:30 AM
Bites-Thumbnail-01
สรุปสาระสำคัญ

1. ตลาดหุ้นเอเชียดีดตัวแรง นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ หลังได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่น้ำมันปรับขึ้นต่อวันที่ห้า ทองคำฟื้น 

2. สก็อต เบสเซนส์เผย Global Tariff 15% จะมีผลภายในสัปดาห์นี้เป็นเวลา 5 เดือนและจะกลับมาใช้อัตราภาษีเดิมก่อนศาลสูงฯ ตัดสินภายในปีนี้

3. อินเดียตั้งคณะทำงานรับมือความเสี่ยงสงครามอิหร่าน หลังราคาน้ำมันพุ่ง 15% กระทบรูปี เงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัด

4. ภาคบริการสหรัฐฯ โตแรงสุดตั้งแต่ปี 2022 ดัชนี ISM Services พุ่งแตะระดับ 56.1 ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อและจ้างงานเร่งตัว

5. จีนตั้งเป้า GDP ปี 2026 ที่ 4.5%–5% เป็นเป้าอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดตั้งแต่ปี 1991 คงขาดดุลงบประมาณ 4% ของ GDP

6. ภาครัฐไทยหารือกับภาคเอกชนเตรียมรับความผันผวนด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังและพลังงานจะร่วมดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมัน

Bites for Breakfast
By INVX Investment Products & Strategy
5 March 2026

1. ตลาดหุ้นเอเชียรีบาวด์หลังแรงขายวันก่อนหน้า โดยดัชนี Kospi เกาหลีใต้พุ่ง 11% ฟื้นจากวันก่อนที่ร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี MSCI Asia Pacific เพิ่มขึ้น 2.8% ตามแรงหนุนจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้าน S&P 500 ปรับขึ้น 0.8% และ Nasdaq 100 บวก 1.5% จากแรงซื้อหุ้นเทค หลังข้อมูลภาคบริการสหรัฐฯ แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันดิบ WTI ขยับใกล้ $76 ต่อบาร์เรล ส่วน Brent ปิดใกล้ $83 หลังพุ่งกว่า 11% ในช่วงต้นสัปดาห์ ทองคำซื้อขายใกล้ $5,170 ต่อออนซ์ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ราว 4.09% นักลงทุนยังจับตาทิศทางสงครามอิหร่านและความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

 

2. รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ระบุว่า ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มปรับขึ้นภาษีนำเข้าแบบครอบคลุม (Universal tariff) จาก 10% เป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ มาตรการดังกล่าวอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินที่มีอายุไม่เกิน 150 วัน หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกโครงสร้างภาษีเดิม ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลจะพิจารณาใช้กฎหมายการค้าอื่น เช่น มาตรา 301 และ 232 เพื่อรื้อฟื้นอัตราภาษีในรูปแบบที่มีความคงทนมากกว่า เบสเซนต์ยังระบุว่าตลาดน้ำมันโลกมีอุปทานเพียงพอ แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังดำเนินอยู่ ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าความเสี่ยงด้านการค้าโลกยังอยู่ในระดับสูง

 

3. รัฐบาลอินเดียเร่งมาตรการปกป้องเศรษฐกิจ หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแทบหยุดชะงัก โดยอินเดียนำเข้าน้ำมันราว 90% และครึ่งหนึ่งมาจากอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมันดิบพุ่งประมาณ 15% ตั้งแต่เกิดการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้รูปีอ่อนค่าทำสถิติต่ำสุด และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ต้องเข้าดูแลความผันผวน รัฐบาลตั้งคณะทำงานติดตามความเสี่ยง ทบทวนคลังสำรองน้ำมันที่เพียงพอเกือบ 8 สัปดาห์ และเตรียมหาแหล่งนำเข้าอื่น รวมถึงเพิ่มการซื้อจากรัสเซียหากจำเป็น โดย RBI ประเมินว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% อาจดันเงินเฟ้อขึ้น 0.3% และกดดัน GDP ลงราว 0.15% เราประเมินว่าสถานการณ์สงครามที่ตึงเครียดมีแนวโน้มกดดันต่อตลาดหุ้นอินเดียในระยะสั้น

 

4. กิจกรรมภาคบริการสหรัฐฯ เดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 โดยดัชนี ISM Services เพิ่มขึ้น 2.3 จุด สู่ระดับ 56.1 สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg คาดการณ์ และอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งสะท้อนการขยายตัว ด้านดัชนีคำสั่งซื้อใหม่พุ่งแตะ 58.6 สูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่การจ้างงานภาคบริการขยายตัวแข็งแกร่งสุดในรอบปี ข้อมูล ADP ยังระบุว่าเอกชนจ้างงานเพิ่ม 63,000 ตำแหน่ง มากสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่แรงกดดันต้นทุนภาคบริการชะลอลง โดยดัชนีราคาจ่ายลดลงสู่ระดับต่ำสุดเกือบหนึ่งปี สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลงบางส่วน

 

5. จีนกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ที่ 4.5%–5% ต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี และเป็นการปรับลดอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 สะท้อนการยอมรับว่าโมเดลเติบโตเดิมที่พึ่งพาอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานเริ่มอ่อนแรง รัฐบาลคงเป้าขาดดุลงบประมาณที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ 4% ของ GDP พร้อมออกพันธบัตรพิเศษระยะยาว 1.3 ล้านล้านหยวน และพันธบัตรท้องถิ่น 4.4 ล้านล้านหยวน เป้าเงินเฟ้อคงไว้ที่ 2% และตั้งเป้าสร้างงานมากกว่า 12 ล้านตำแหน่ง  นักวิเคราะห์จาก Bloomberg มองว่าเป้าหมายที่อนุรักษ์นิยมช่วยลดแรงกดดันให้ต้องออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ ท่ามกลางความเสี่ยงการค้าและสงครามในตะวันออกกลาง

 

6. ภาครัฐหารือกับภาคเอกชนเตรียมรับความผันผวนด้านพลังงาน ราคาสินค้า และการขนส่งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ได้ข้อสรุปว่า ก. คลังและพลังงานจะร่วมดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมัน, สั่งเร่งการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยและสั่งซื้อ LNG จากแหล่งอื่น และนำเข้าไฟฟ้าจากลาว และจะใช้กลไกการค้าภายในป้องการการฉวยโอกาสขึ้นราคา ขณะที่วานนี้ตลาดหุ้นไทยเกิด Circuit Breaker ระดับที่ 1 หลังดัชนีปรับลงถึงระดับ -8% โดยระหว่างวันปรับลงมากถึง -125 จุด ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับระหว่างวัน ทำให้ลดช่วงลบเหลือ -82 จุด ปิดที่ระดับ 1384.61 จุด
 
ประเด็นที่ต้องติดตาม: Retail Sales MoM ของยุโรป เดือน ม.ค. คาดว่าจะออกมาที่ 0.5% จากก่อนหน้าที่ -0.5% และ Initial Jobless Claims ของสหรัฐฯ (FEB/28) คาดว่าจะออกมาที่ 215.0K จากก่อนหน้าที่ 212K

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5