
1. ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยกระแส AI ยังคงเป็นปัจจัยหนุน ขณะที่สงครามตะวันออกกลางเป็นตัวกดดัน
2. ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่สต็อกน้ำมันลดลงและอยู่ในระดับต่ำ
3. OECD เตือนสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวช้าลง ดันเงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลก เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
4. สหรัฐฯ เตรียมแผนขึ้นภาษีนำเข้า 10%–12.5% สำหรับสินค้าจาก 60 ประเทศ และจะเปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่ 6 ก.ค.
5. เงินเยนอ่อนค่าถึงระดับ 160 ต่อดอลลาร์ มีโอกาสเกิดการแทรกแซงค่าเงินเพิ่มเติมจากรัฐบาลญี่ปุ่น
1. ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยโดยฟิวเจอร์สดัชนี Dow Jones ปรับลดลง 0.2% ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.1% และ Nasdaq 100 แทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังดัชนี S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง โดยแรงหนุนจากกระแสการลงทุนใน AI ช่วยชดเชยแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สะท้อนความคาดหวังต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้น นำโดยหุ้นอย่าง Marvell ที่ปรับตัวขึ้นแรงหลังได้รับมุมมองเชิงบวกจากผู้บริหาร Nvidia
2. ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ปรับขึ้นมากกว่า 1% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านที่หยุดชะงัก ขณะเดียวกัน IEA เตือนว่าสต็อกน้ำมันโลกอาจลดลงสู่ระดับต่ำในช่วงความต้องการสูงฤดูร้อน ส่วนสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ก็ลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 ทำให้ตลาดกังวลมากขึ้นและหนุนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น
3. OECD เตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้เศรษฐกิจโลกโตช้าลง เหลือประมาณ 2.8% ในปี 2026 และ 3.1% ในปี 2027 หรืออาจต่ำกว่านี้หากเกิดปัญหาพลังงานรุนแรง ซึ่งจะดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในบางประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
4. USTR เสนอเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 10%–12.5% กับสินค้าจาก 60 ประเทศ เพราะมองว่ายังแก้ปัญหาแรงงานบังคับไม่ได้ โดยบางประเทศ เช่น EU, แคนาดา และเม็กซิโก จะถูกเก็บ 10% ส่วนอีก 45 ประเทศถูกเก็บ 12.5% ทั้งนี้มีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น พลังงาน แร่หายาก และเนื้อวัว และจะเปิดให้แสดงความคิดเห็นถึงวันที่ 6 ก.ค. ก่อนมาตรการภาษีเดิมจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค.
5. ค่าเงินเยนอ่อนลงมาแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง แม้ว่าญี่ปุ่นเพิ่งใช้เงินกว่า 11.7 ล้านล้านเยนเข้าแทรกแซงค่าเงินครั้งใหญ่เมื่อเดือนก่อน โดยรัฐมนตรีการคลัง Katayama ระบุว่าพร้อมเข้าดูแลตลาดอีกหากจำเป็น ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาท่าทีของ BOJ เรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
-----
ที่มา: Investing.com
ดาวน์โหลดแอป InnovestX วันนี้ เพื่อเข้าถึงโอกาสการลงทุนในหุ้นสหรัฐและตลาดทั่วโลก
📱 ดาวน์โหลดแอป: https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b