
1. ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้น รับความหวังความตึงเครียดสงครามลดลง และแรงหนุนจากงบ Amazon
2. Trump สั่งระงับโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แต่กรอบข้อตกลง Hormuz ยังเปราะบางและพร้อมพลิกได้เสมอ
3. ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงกว่า 5% หลังความเสี่ยงอุปทานผ่อนคลายและ OPEC+ เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิต
4. ตลาดจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ISM ภาคการผลิตฝั่งสหรัฐฯ หลังเห็นการชะลอตัวในเดือนมิ.ย.
5. Palantir เตรียมรายงานงบหลังตลาดปิด นักลงทุนรอเห็นการเติบโต AI ท่ามกลาง Valuation และการแข่งขันสูง
6. SET ปิดลบเล็กน้อย DELTA-กลุ่มพลังงานถ่วง ด้านท่องเที่ยวและหุ้น Laggard พยุงตลาด
1. ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นในวันจันทร์ โดย Dow Futures บวก 0.5% S&P 500 Futures บวก 0.6% และ Nasdaq 100 Futures บวก 0.8% หลังตลาดรับสัญญาณลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางและเตรียมเข้าสู่สัปดาห์ที่มีทั้งผลประกอบการและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยคืนวันศุกร์ตลาดได้แรงหนุนจากหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะ Amazon ที่รายงานรายได้เติบโตสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ช่วยลดความกังวลต่อ AI Spending บางส่วน อย่างไรก็ดี หุ้นชิปยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม 20% สะท้อนว่าตลาดยังฟื้นไม่เต็มที่
2. ประธานาธิบดี Trump สั่งระงับแผนโจมตีอิหร่านช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมระบุว่าเริ่มเห็นกรอบข้อตกลงสำหรับเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง หลังได้รับคำขอจากอิหร่านและหลายประเทศในตะวันออกกลาง ข่าวนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่สงครามจะลุกลามและหนุน Sentiment สินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ดี ตลาดยังต้องระวัง เพราะข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือน มิ.ย. เคยพังลงภายในไม่กี่สัปดาห์จากการโจมตีเรือพาณิชย์ ดังนั้นการตอบรับเชิงบวกรอบนี้ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าการเจรจาและการเปิดเส้นทางขนส่งจริง
3. ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลง 5.1% มาอยู่ราว 83.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลัง Trump ระงับการโจมตีอิหร่านและเพิ่มความหวังต่อการเปิดช่องแคบ Hormuz ขณะเดียวกัน OPEC+ มีมติเพิ่มกำลังผลิตราว 188,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเท่ากับทยอยคืนกำลังผลิตที่เคยลดไว้ทั้งหมดในปี 2023 การลดลงของราคาน้ำมันช่วยผ่อนแรงกดดันเงินเฟ้อ ลดความเสี่ยงที่ Fed ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย และหนุนหุ้น Growth ระยะสั้น อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังอ่อนไหวต่อข่าวการเจรจาและอุปทานจริงจากตะวันออกกลาง
4. ตลาดรอติดตามดัชนี ISM ภาคการผลิตสหรัฐฯ เดือน ก.ค. ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเป็น 54.0 จาก 53.3 ในเดือนก่อน โดยตัวเลขเหนือ 50 สะท้อนว่าภาคการผลิตยังขยายตัว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเดือนมิ.ย. ชะลอลง จากการที่ธุรกิจลดการเร่งสั่งซื้อล่วงหน้า หลังความกังวลผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานจากสงครามอิหร่านเริ่มผ่อนคลาย ทั้งนี้ ภาคโรงงานสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องมาแล้ว 6 เดือน ส่วนหนึ่งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ช่วยชดเชยแรงกดดันจากสงครามและห่วงโซ่อุปทาน
5. Palantir เตรียมรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 หลังตลาดปิด โดยบริษัทได้แรงหนุนจากความต้องการซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล AI ทั้งจากกองทัพสหรัฐฯ และลูกค้าภาคธุรกิจ หลังรายได้ไตรมาสก่อนทำสถิติ 1.63 พันล้านดอลลาร์ เพิ่ม 85% YoY พร้อมคาดรายได้ปี 2026 ที่ 7.65–7.66 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี หุ้นลดลงมากกว่า 26% ตั้งแต่ต้นปี จากความกังวลเรื่อง Valuation และการแข่งขันจาก AI Startup ที่มีต้นทุนต่ำกว่า งบรอบนี้จึงต้องพิสูจน์ว่าการเติบโตยังเร็วพอรองรับราคาหุ้นได้
6. SET Index วันที่ 3 ส.ค. 2569 ปิดที่ 1,621.90 จุด ลดลง 1.74 จุด (-0.11%) มูลค่าซื้อขาย 7.5 หมื่นล้านบาท ตลาดโดยรวมเคลื่อนไหวในกรอบแคบและถูกกดดันจากแรงขาย DELTA และกลุ่มพลังงาน รวมถึงความกังวลผลกระทบจากการแทรกแซงเงินเยน อย่างไรก็ตาม กลุ่มท่องเที่ยวฟื้นเด่น เช่น ERW (+5.17%), CENTEL (+3.90%), AWC (+2.70%) ขณะที่หุ้น Laggard อย่าง HMPRO (+4.62%), BDMS (+2.08%) และ TU (+4.92%) ช่วยพยุงตลาด ส่วน TASCO (+10.71%) เด่นจากข่าวนำเข้าน้ำมันจาก PDVSA
-----
ที่มา: Investing.com
ดาวน์โหลดแอป InnovestX วันนี้ เพื่อเข้าถึงโอกาสการลงทุนในหุ้นสหรัฐและตลาดทั่วโลก
📱 ดาวน์โหลดแอป: https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b