Digital Assets Weekly Pulse

สินทรัพย์ดิจิทัลยังคงผันผวน ดัชนีความกลัวลงมาต่ำสุดในรอบ 4 ปี

11 Feb 26 3:41 PM
Digital Asset
สรุปสาระสำคัญ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะสภาพคล่องในระบบที่ลดลงและการบังคับปิดสถานะจำนวนมากในตลาดอนุพันธ์ ส่งผลให้ดัชนี Fear & Greed ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี

 

แรงกดดันดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังข้อมูลตลาดแรงงานที่อ่อนแอเพิ่มความกังวลต่อมูลค่าหุ้นในธีม AI ทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้นและกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ Bitcoin ปรับตัวลงแตะระดับใกล้ 60,000 ดอลลาร์ก่อนฟื้นกลับมาใกล้ 70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum อ่อนตัวลงสู่บริเวณ 1,700 ดอลลาร์ก่อนรีบาวด์กลับใกล้ 2,000 ดอลลาร์ สะท้อนพฤติกรรมลดความเสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านมหภาค

 

ในเชิงเทคนิค ระยะสั้นตลาดยังมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยมีโอกาสลงทดสอบแนวรับ 62,000–58,000 ดอลลาร์ สลับกับการรีบาวด์ หากฟื้นตัว แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 72,000–78,000 ดอลลาร์ ซึ่งอาจเผชิญแรงขายทำกำไรอีกครั้ง อย่างไรก็ดี แรงกดดันจากฝั่งหุ้นเทคโนโลยีเริ่มมีสัญญาณชะลอลง และผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ได้ประกาศไปแล้ว (ยกเว้น NVIDIA) ทำให้ประเมินว่าปัจจัยลบจากประเด็นนี้มีแนวโน้มจำกัดลงในระยะถัดไป

Key Highlights

 

การปรับฐานครั้งนี้เกิดจากสภาพคล่องลดลงและปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว

 

การปรับฐานคริปโทรอบนี้เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะสภาพคล่องที่ลดลงและการบังคับปิดสถานะจำนวนมาก จุดเริ่มต้นมาจากตลาดทำจุดสูงสุดต้นต.ค. 2025 พร้อมเลเวอเรจที่เพิ่มขึ้น ต่อมาเกิด liquidation ครั้งใหญ่ ทำให้สภาพคล่องหดและราคาปรับลงแรง ช่วงปลายปีถึงต้นปี 2026 ตลาดแกว่งในกรอบแต่ความเชื่อมั่นไม่ฟื้น เมื่อหลุดกรอบในเดือนมกราคม แรงขายระลอกใหม่จึงเร่งตัว ต้นก.พ. มูลค่าตลาดรวมลดจาก $2.82 ล้านล้าน เหลือ $2.23 ล้านล้าน (-21%) ขณะที่ altcoins ลดราว -20% และ Bitcoin dominance อยู่ใกล้ 58%

 

Sentiment เข้าสู่โซน Extreme Fear ต่ำสุดในรอบ 4 ปี อาจเปิดทางสู่การรีบาวด์ระยะสั้น

 

ดัชนี Fear & Greed เคยลดลงแตะระดับ 5 ในสัปดาห์ที่ราคา Bitcoin ร่วงใกล้ 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนความตื่นตระหนกในตลาด ก่อนฟื้นขึ้นมาบริเวณ 14 ในปัจจุบัน แม้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในโซน Extreme Fear แสดงว่าบรรยากาศการลงทุนยังระมัดระวัง ระดับความกลัวลักษณะนี้เคยเกิดในปี 2020, 2021 และ 2022 ก่อนตลาดรีบาวด์ระยะสั้นในเวลาต่อมา

 

On-chain data - Realized Loss เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มักเกิดใกล้ช่วงที่แรงขายเริ่มอ่อนลง

 

ตัวชี้วัด Realized Loss ใช้ประเมินมูลค่าเหรียญที่ถูกขายออกต่ำกว่าต้นทุนจริง ซึ่งขณะนี้เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงขายที่กดดันตลาดและการบังคับปิดสถานะของนักลงทุนจำนวนมาก ในรอบปัจจุบัน Realized Loss ปรับขึ้นเหนือ 1.26 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน หลังราคา Bitcoin ร่วงสู่บริเวณ 60,000 ดอลลาร์ บ่งชี้ความกลัวในตลาดที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ในเชิงสถิติ ระดับ Realized Loss ที่พุ่งสูงมักเกิดใกล้ช่วงที่แรงขายเริ่มอ่อนลง เนื่องจากผู้ที่จำเป็นต้องขายได้ทยอยออกไปแล้ว จึงควรติดตามตัวชี้วัดนี้ควบคู่กับโครงสร้างราคาเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป

 

Bitcoin มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับ US Software Stocks สะท้อนว่าตลาดมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin ถูกมองเป็น “Digital Gold” จากอุปทานจำกัดและความเป็นอิสระทางการเงิน แต่ระยะหลังราคาไม่เคลื่อนไหวตามทองคำ ความสัมพันธ์ระหว่างสองสินทรัพย์อ่อนตัวลง ขณะที่ตั้งแต่ปี 2024 Bitcoin กลับเคลื่อนไหวสอดคล้องกับหุ้นเทคโนโลยี สะท้อนว่าตลาดมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย

 

นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ยังคงเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

 

นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ยังคงเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนมุมมองระยะยาว โดย Binance ปรับ กองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์มาเป็น Bitcoin ปัจจุบันถือครอง 10,455 BTC ขณะที่ MicroStrategy ซื้อเพิ่ม 1,142 BTC รวม 714,644 BTC ที่ต้นทุนเฉลี่ย 76,056 ดอลลาร์ แม้ขาดทุนไตรมาส 4/2025 กว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วน BitMine ถือ Ethereum ราว 3.58% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด

 

 

Big Cap Performance

 

Screenshot-2026-02-11-141338.png

 

Source : TradingView as of 11 February 2026

 

 

รายละเอียดข่าว (Key highlights)

 

เรียงลำดับเหตุการณ์การปรับฐานรอบล่าสุด

 

การปรับฐานรุนแรงของตลาดคริปโทในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากข่าวเชิงลบด้านกฎระเบียบหรือเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญโดยตรง แต่เป็นผลจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด โดยเฉพาะสภาพคล่องที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และการบังคับปิดสถานะ (liquidation) ในวงกว้าง ซึ่งเร่งให้ราคาปรับลงลึกกว่าปกติ

 

1.จุดเริ่มต้นของแรงกดดัน

 

ตลาดคริปโททำจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2025 หลังแรงเก็งกำไรจากช่วงหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ระดับราคาที่สูงขึ้นมาพร้อมกับเลเวอเรจในระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบางในเชิงโครงสร้าง

 

2.เหตุการณ์ Liquidation ครั้งใหญ่ ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2026

 

ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดเผชิญการบังคับปิดสถานะมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สภาพคล่องหดตัวอย่างรวดเร็ว และ market depth ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแรงขายไม่สามารถถูกดูดซับได้ ราคาและ sentiment จึงปรับลงพร้อมกันในลักษณะเร่งตัว

 

3.ช่วงตลาดแกว่งในกรอบ แต่ความเชื่อมั่นไม่ฟื้น

 

ในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ราคาบิตคอยน์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ แม้มีการรีบาวด์เป็นระยะ แต่ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ สะท้อนภาวะ risk-off  และความกังวลว่าปัญหาด้านสภาพคล่องยังไม่คลี่คลาย

 

4.การหลุดกรอบและแรงขายระลอกใหม่

 

เมื่อราคาหลุดกรอบดังกล่าวในเดือนมกราคม แนวโน้มขาลงชัดเจนขึ้น แรงขายจากการลดเลเวอเรจกลับมาอีกครั้ง และเริ่มส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ในตลาดการเงินโลก สะท้อนการปรับพอร์ตในเชิงระบบมากกว่าปัจจัยเฉพาะตัวของคริปโท

 

5. ความผันผวนภายในต้นสัปดาห์ของเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผันผวน

 

ตลาดคริปโทเข้าสู่ช่วงแรงขายตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมูลค่าตลาดรวมปรับลดจากราว $2.82 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ $2.23 ล้านล้านดอลลาร์ (-21%) สะท้อนแรงขายในวงกว้าง ขณะที่กลุ่ม altcoins ปรับฐานเฉลี่ยราว -20% และ Bitcoin dominance ขยับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ใกล้ระดับ 58%

 

 

Fear & Greed อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ในระดับ Extreme Fear อาจเห็นการรีบาวด์ในระยะสั้น

 

BTCUSD_2026-02-11_13-45-57.png

 

Source : TradingView as of 11 February 2026

 

ดัชนี Fear & Greed ล่าสุดเคยปรับตัวลงไปแตะระดับ 5 ในช่วงสัปดาห์ที่ตลาดเผชิญแรงขายรุนแรงและราคา Bitcoin ปรับตัวลงใกล้บริเวณ 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนภาวะความตื่นตระหนกของนักลงทุนในวงกว้าง ก่อนที่ดัชนีจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 14 ในปัจจุบัน แม้จะปรับขึ้นจากจุดต่ำสุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Extreme Fear แสดงให้เห็นว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง และแรงขายในตลาดยังมีอิทธิพลอยู่ในระดับสูง

 

ระดับความกลัวในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต ทั้งในช่วงปี 2020, 2021 และ 2022 ซึ่งเป็นจังหวะที่ตลาดเผชิญแรงเทขายรุนแรงจากทั้งปัจจัยมหภาคและโครงสร้างภายในตลาดคริปโท ก่อนที่จะเกิดการฟื้นตัวระยะสั้นตามมาในเวลาต่อมา

 

 

On-chain data : Realized Loss เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงขายที่ยังไม่คลี่คลาย

 

Screenshot-2026-02-10-234536.png

 

Source : Glassnode as of 10 February 2026

 

ตัวชี้วัด Realized Loss ใช้ประเมินระดับการขาดทุนจากมูลค่าเหรียญที่ถูกขายออกในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงภายในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแรงขายที่ยังคงกดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนจำนวนมากถูกบังคับให้ขายออกในภาวะขาดทุน

 

ในการปรับฐานรอบปัจจุบัน Realized Loss ปรับขึ้นเหนือระดับ 1.26 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน หลังราคา Bitcoin เผชิญแรงขายรุนแรงและทำจุดต่ำสุดบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ สะท้อนความกลัวและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในตลาด

 

ในเชิงสถิติ ระดับ Realized Loss ที่พุ่งสูงมักเกิดใกล้ช่วงที่แรงขายเริ่มอ่อนลง เนื่องจากนักลงทุนที่จำเป็นต้องขายได้ทยอยขายออกไปแล้ว ตัวอย่างเช่น ช่วงรีบาวด์จากบริเวณ 72,000 ดอลลาร์ ซึ่ง Realized Loss รายวันพุ่งเกิน 2.4 พันล้านดอลลาร์ หรือเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ย 7 วัน โดยในอดีตลักษณะนี้มักเป็นสัญญาณของจุดเปลี่ยนในระยะสั้น เมื่อแรงขายที่ถูกบังคับเริ่มลดลงและราคาเข้าสู่ช่วงทรงตัวชั่วคราว

 

ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามพฤติกรรมของ Realized Loss ควบคู่กับโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทั้งระดับความเสี่ยงและโอกาสการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไปอย่างรอบคอบ

 

 

Bitcoin มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับ US Software Stocks สะท้อนว่าตลาดยังคงมอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทอง

 

Picture1ใใใ.jpg

 

Source : Golman Saches as of 10 February 2026

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin ถูกวางตำแหน่งในฐานะ “Digital Gold” ด้วยจุดแข็งด้านอุปทานจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ และความเป็นอิสระจากนโยบายการเงินของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมราคาในระยะหลังสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า ตลาดกำลังตีความ Bitcoin แตกต่างจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

ในช่วงที่ ทองคำ ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ Bitcoin ไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ความสัมพันธ์เชิงสถิติระหว่างทั้งสองสินทรัพย์อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าในภาวะที่นักลงทุนต้องการหลบเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยแต่เงินทุนไม่ได้ไหลเข้าสู่ Bitcoin ในลักษณะเดียวกับทองคำ

 

ในทางกลับกัน ตั้งแต่ต้นปี 2024 เป็นต้นมา Bitcoin กลับมีความสัมพันธ์เชิงบวกเพิ่มขึ้นกับหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่ม Growth Asset แรงขายล่าสุดในหุ้นซอฟต์แวร์ ซึ่งเกิดจากความกังวลว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกทั้ง Bitcoin เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน  ทำให้ทราบว่าตลาดกำลังจัดวาง Bitcoin ไว้ในกลุ่ม “สินทรัพย์เสี่ยง” มากกว่าสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

 

 

นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ยังคงเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ยังคงเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดย Binance ปรับพอร์ตกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) ซึ่งเป็นกองทุนสำรองฉุกเฉินมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์มาเป็น Bitcoin ปัจจุบันถือครองราว 10,455 BTC ขณะที่ MicroStrategy ซื้อเพิ่มอีก 1,142 BTC ส่งผลให้ถือครองรวม 714,644 BTC ด้วยต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 76,056 ดอลลาร์ต่อเหรียญ  แม้ขาดทุนทางบัญชีไตรมาส 4/2025 กว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วน BitMine Immersion Technologies ยังคงถือครอง Ethereum คิดเป็นราว 3.58% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด แม้เผชิญผลขาดทุนทางบัญชีในระยะสั้น แต่ยังคงสะสมต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานระยะยาว

 

 

มุมมองทางด้านเทคนิค

 

BTC

 

Screenshot-2026-02-11-142556.png

 

ราคาแกว่งตัวผันผวนหลังรีบาวด์ขึ้นจากกรอบล่าง downtrend channel ขณะที่ Stochastic เริ่มฟื้นขึ้นจากโซน oversold แต่MACD ยังคงอยู่ใต้แกน 0 ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้นเป็นการแกว่งตัว โดยอาจลงมาทดสอบจุดต่ำเดิมสลับกับการดีดตัวกลับขึ้นไป

แนวรับ: 2,050,000-1,910,000 บาท (62,000 – 58,000 ดอลลาร์)

แนวต้าน: 2,300,000-2,500,000 บาท (72,000 – 78,000 ดอลลาร์)

 

 

ETH

 

Screenshot-2026-02-11-142755.png

 

ราคาเริ่มย่อตัวลงหลังรีบาวด์ขึ้นจากกรอบล่าง downtrend channel ขณะที่ Stochastic เริ่มฟื้นขึ้นจากโซน oversold แต่ MACD ยังคงอยู่ใต้แกน 0 ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้นเป็นการแกว่งตัว โดยอาจย่อลงมาทดสอบจุดต่ำเดิม หากไม่หลุดกรอบล่างน่าจะเห็นการดีดรีบาวด์ขึ้นไปได้อีกครั้ง

แนวรับ: 57,000-50,000 บาท (1,800 – 1,700 ดอลลาร์)

แนวต้าน: 69,000-75,000 บาท (2,200 – 2,450 ดอลลาร์)

 

 

Factors to Watch

 

Date

Events

19 February 2026

Initial Jobless Claims

20 February 2026

Core PCE Price index (MoM) (Dec)

GDP (QoQ) (Q4)

Core PCE Price Index (YoY) (Dec)

Manufacturing PMI (Feb)

Services PMI (Feb)

 

 

ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามตัวแรกเลยคือตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศสหรัฐ (CPI) ที่จะมีการรายงานในวันที่ 13 ก.พ. ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% MoM และ 2.5% YoY ซึ่งถ้าออกมาต่ำกว่าคาดจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาในระยะสั้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม INVX คาดว่าการลดดอกเบี้ยจะยังคงเกิดในช่วงกลางปี 2026 และจะเป็นการลด 25 bps

 

สำหรับสัปดาห์หน้า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตามากที่สุดคือตัวเลข PCE หรือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลที่จะประกาศในวันที่ 20 ก.พ. เป็นปัจจัยที่อาจจะเพิ่มความผันผวนของตลาดได้ในกรณีที่ตัวเลขออกมามากกว่าหรือน้อยกว่าตลาดคาด โดยปัจจุบันตลาดคาดว่าจะเติบโต 0.2% MoM และ 2.8% YoY

 

 

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

 

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5