
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะสภาพคล่องในระบบที่ลดลงและการบังคับปิดสถานะจำนวนมากในตลาดอนุพันธ์ ส่งผลให้ดัชนี Fear & Greed ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี
แรงกดดันดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังข้อมูลตลาดแรงงานที่อ่อนแอเพิ่มความกังวลต่อมูลค่าหุ้นในธีม AI ทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้นและกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ Bitcoin ปรับตัวลงแตะระดับใกล้ 60,000 ดอลลาร์ก่อนฟื้นกลับมาใกล้ 70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum อ่อนตัวลงสู่บริเวณ 1,700 ดอลลาร์ก่อนรีบาวด์กลับใกล้ 2,000 ดอลลาร์ สะท้อนพฤติกรรมลดความเสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านมหภาค
ในเชิงเทคนิค ระยะสั้นตลาดยังมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยมีโอกาสลงทดสอบแนวรับ 62,000–58,000 ดอลลาร์ สลับกับการรีบาวด์ หากฟื้นตัว แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 72,000–78,000 ดอลลาร์ ซึ่งอาจเผชิญแรงขายทำกำไรอีกครั้ง อย่างไรก็ดี แรงกดดันจากฝั่งหุ้นเทคโนโลยีเริ่มมีสัญญาณชะลอลง และผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ได้ประกาศไปแล้ว (ยกเว้น NVIDIA) ทำให้ประเมินว่าปัจจัยลบจากประเด็นนี้มีแนวโน้มจำกัดลงในระยะถัดไป
การปรับฐานคริปโทรอบนี้เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะสภาพคล่องที่ลดลงและการบังคับปิดสถานะจำนวนมาก จุดเริ่มต้นมาจากตลาดทำจุดสูงสุดต้นต.ค. 2025 พร้อมเลเวอเรจที่เพิ่มขึ้น ต่อมาเกิด liquidation ครั้งใหญ่ ทำให้สภาพคล่องหดและราคาปรับลงแรง ช่วงปลายปีถึงต้นปี 2026 ตลาดแกว่งในกรอบแต่ความเชื่อมั่นไม่ฟื้น เมื่อหลุดกรอบในเดือนมกราคม แรงขายระลอกใหม่จึงเร่งตัว ต้นก.พ. มูลค่าตลาดรวมลดจาก $2.82 ล้านล้าน เหลือ $2.23 ล้านล้าน (-21%) ขณะที่ altcoins ลดราว -20% และ Bitcoin dominance อยู่ใกล้ 58%
ดัชนี Fear & Greed เคยลดลงแตะระดับ 5 ในสัปดาห์ที่ราคา Bitcoin ร่วงใกล้ 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนความตื่นตระหนกในตลาด ก่อนฟื้นขึ้นมาบริเวณ 14 ในปัจจุบัน แม้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในโซน Extreme Fear แสดงว่าบรรยากาศการลงทุนยังระมัดระวัง ระดับความกลัวลักษณะนี้เคยเกิดในปี 2020, 2021 และ 2022 ก่อนตลาดรีบาวด์ระยะสั้นในเวลาต่อมา
ตัวชี้วัด Realized Loss ใช้ประเมินมูลค่าเหรียญที่ถูกขายออกต่ำกว่าต้นทุนจริง ซึ่งขณะนี้เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงขายที่กดดันตลาดและการบังคับปิดสถานะของนักลงทุนจำนวนมาก ในรอบปัจจุบัน Realized Loss ปรับขึ้นเหนือ 1.26 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน หลังราคา Bitcoin ร่วงสู่บริเวณ 60,000 ดอลลาร์ บ่งชี้ความกลัวในตลาดที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ในเชิงสถิติ ระดับ Realized Loss ที่พุ่งสูงมักเกิดใกล้ช่วงที่แรงขายเริ่มอ่อนลง เนื่องจากผู้ที่จำเป็นต้องขายได้ทยอยออกไปแล้ว จึงควรติดตามตัวชี้วัดนี้ควบคู่กับโครงสร้างราคาเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin ถูกมองเป็น “Digital Gold” จากอุปทานจำกัดและความเป็นอิสระทางการเงิน แต่ระยะหลังราคาไม่เคลื่อนไหวตามทองคำ ความสัมพันธ์ระหว่างสองสินทรัพย์อ่อนตัวลง ขณะที่ตั้งแต่ปี 2024 Bitcoin กลับเคลื่อนไหวสอดคล้องกับหุ้นเทคโนโลยี สะท้อนว่าตลาดมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย
นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ยังคงเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนมุมมองระยะยาว โดย Binance ปรับ กองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์มาเป็น Bitcoin ปัจจุบันถือครอง 10,455 BTC ขณะที่ MicroStrategy ซื้อเพิ่ม 1,142 BTC รวม 714,644 BTC ที่ต้นทุนเฉลี่ย 76,056 ดอลลาร์ แม้ขาดทุนไตรมาส 4/2025 กว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วน BitMine ถือ Ethereum ราว 3.58% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด

Source : TradingView as of 11 February 2026
การปรับฐานรุนแรงของตลาดคริปโทในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากข่าวเชิงลบด้านกฎระเบียบหรือเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญโดยตรง แต่เป็นผลจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด โดยเฉพาะสภาพคล่องที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และการบังคับปิดสถานะ (liquidation) ในวงกว้าง ซึ่งเร่งให้ราคาปรับลงลึกกว่าปกติ
1.จุดเริ่มต้นของแรงกดดัน
ตลาดคริปโททำจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2025 หลังแรงเก็งกำไรจากช่วงหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ระดับราคาที่สูงขึ้นมาพร้อมกับเลเวอเรจในระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบางในเชิงโครงสร้าง
2.เหตุการณ์ Liquidation ครั้งใหญ่ ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2026
ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดเผชิญการบังคับปิดสถานะมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สภาพคล่องหดตัวอย่างรวดเร็ว และ market depth ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อแรงขายไม่สามารถถูกดูดซับได้ ราคาและ sentiment จึงปรับลงพร้อมกันในลักษณะเร่งตัว
3.ช่วงตลาดแกว่งในกรอบ แต่ความเชื่อมั่นไม่ฟื้น
ในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ราคาบิตคอยน์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ แม้มีการรีบาวด์เป็นระยะ แต่ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ สะท้อนภาวะ risk-off และความกังวลว่าปัญหาด้านสภาพคล่องยังไม่คลี่คลาย
4.การหลุดกรอบและแรงขายระลอกใหม่
เมื่อราคาหลุดกรอบดังกล่าวในเดือนมกราคม แนวโน้มขาลงชัดเจนขึ้น แรงขายจากการลดเลเวอเรจกลับมาอีกครั้ง และเริ่มส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ในตลาดการเงินโลก สะท้อนการปรับพอร์ตในเชิงระบบมากกว่าปัจจัยเฉพาะตัวของคริปโท
5. ความผันผวนภายในต้นสัปดาห์ของเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผันผวน
ตลาดคริปโทเข้าสู่ช่วงแรงขายตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมูลค่าตลาดรวมปรับลดจากราว $2.82 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ $2.23 ล้านล้านดอลลาร์ (-21%) สะท้อนแรงขายในวงกว้าง ขณะที่กลุ่ม altcoins ปรับฐานเฉลี่ยราว -20% และ Bitcoin dominance ขยับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ใกล้ระดับ 58%

Source : TradingView as of 11 February 2026
ดัชนี Fear & Greed ล่าสุดเคยปรับตัวลงไปแตะระดับ 5 ในช่วงสัปดาห์ที่ตลาดเผชิญแรงขายรุนแรงและราคา Bitcoin ปรับตัวลงใกล้บริเวณ 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนภาวะความตื่นตระหนกของนักลงทุนในวงกว้าง ก่อนที่ดัชนีจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 14 ในปัจจุบัน แม้จะปรับขึ้นจากจุดต่ำสุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Extreme Fear แสดงให้เห็นว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง และแรงขายในตลาดยังมีอิทธิพลอยู่ในระดับสูง
ระดับความกลัวในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต ทั้งในช่วงปี 2020, 2021 และ 2022 ซึ่งเป็นจังหวะที่ตลาดเผชิญแรงเทขายรุนแรงจากทั้งปัจจัยมหภาคและโครงสร้างภายในตลาดคริปโท ก่อนที่จะเกิดการฟื้นตัวระยะสั้นตามมาในเวลาต่อมา

Source : Glassnode as of 10 February 2026
ตัวชี้วัด Realized Loss ใช้ประเมินระดับการขาดทุนจากมูลค่าเหรียญที่ถูกขายออกในราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงภายในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแรงขายที่ยังคงกดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนจำนวนมากถูกบังคับให้ขายออกในภาวะขาดทุน
ในการปรับฐานรอบปัจจุบัน Realized Loss ปรับขึ้นเหนือระดับ 1.26 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน หลังราคา Bitcoin เผชิญแรงขายรุนแรงและทำจุดต่ำสุดบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ สะท้อนความกลัวและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในตลาด
ในเชิงสถิติ ระดับ Realized Loss ที่พุ่งสูงมักเกิดใกล้ช่วงที่แรงขายเริ่มอ่อนลง เนื่องจากนักลงทุนที่จำเป็นต้องขายได้ทยอยขายออกไปแล้ว ตัวอย่างเช่น ช่วงรีบาวด์จากบริเวณ 72,000 ดอลลาร์ ซึ่ง Realized Loss รายวันพุ่งเกิน 2.4 พันล้านดอลลาร์ หรือเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ย 7 วัน โดยในอดีตลักษณะนี้มักเป็นสัญญาณของจุดเปลี่ยนในระยะสั้น เมื่อแรงขายที่ถูกบังคับเริ่มลดลงและราคาเข้าสู่ช่วงทรงตัวชั่วคราว
ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามพฤติกรรมของ Realized Loss ควบคู่กับโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทั้งระดับความเสี่ยงและโอกาสการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไปอย่างรอบคอบ

Source : Golman Saches as of 10 February 2026
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin ถูกวางตำแหน่งในฐานะ “Digital Gold” ด้วยจุดแข็งด้านอุปทานจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ และความเป็นอิสระจากนโยบายการเงินของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมราคาในระยะหลังสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า ตลาดกำลังตีความ Bitcoin แตกต่างจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
ในช่วงที่ ทองคำ ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ Bitcoin ไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ความสัมพันธ์เชิงสถิติระหว่างทั้งสองสินทรัพย์อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าในภาวะที่นักลงทุนต้องการหลบเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยแต่เงินทุนไม่ได้ไหลเข้าสู่ Bitcoin ในลักษณะเดียวกับทองคำ
ในทางกลับกัน ตั้งแต่ต้นปี 2024 เป็นต้นมา Bitcoin กลับมีความสัมพันธ์เชิงบวกเพิ่มขึ้นกับหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่ม Growth Asset แรงขายล่าสุดในหุ้นซอฟต์แวร์ ซึ่งเกิดจากความกังวลว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกทั้ง Bitcoin เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน ทำให้ทราบว่าตลาดกำลังจัดวาง Bitcoin ไว้ในกลุ่ม “สินทรัพย์เสี่ยง” มากกว่าสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
ขณะเดียวกัน นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ยังคงเดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดย Binance ปรับพอร์ตกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) ซึ่งเป็นกองทุนสำรองฉุกเฉินมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์มาเป็น Bitcoin ปัจจุบันถือครองราว 10,455 BTC ขณะที่ MicroStrategy ซื้อเพิ่มอีก 1,142 BTC ส่งผลให้ถือครองรวม 714,644 BTC ด้วยต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 76,056 ดอลลาร์ต่อเหรียญ แม้ขาดทุนทางบัญชีไตรมาส 4/2025 กว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วน BitMine Immersion Technologies ยังคงถือครอง Ethereum คิดเป็นราว 3.58% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด แม้เผชิญผลขาดทุนทางบัญชีในระยะสั้น แต่ยังคงสะสมต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานระยะยาว

ราคาแกว่งตัวผันผวนหลังรีบาวด์ขึ้นจากกรอบล่าง downtrend channel ขณะที่ Stochastic เริ่มฟื้นขึ้นจากโซน oversold แต่MACD ยังคงอยู่ใต้แกน 0 ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้นเป็นการแกว่งตัว โดยอาจลงมาทดสอบจุดต่ำเดิมสลับกับการดีดตัวกลับขึ้นไป
แนวรับ: 2,050,000-1,910,000 บาท (62,000 – 58,000 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 2,300,000-2,500,000 บาท (72,000 – 78,000 ดอลลาร์)

ราคาเริ่มย่อตัวลงหลังรีบาวด์ขึ้นจากกรอบล่าง downtrend channel ขณะที่ Stochastic เริ่มฟื้นขึ้นจากโซน oversold แต่ MACD ยังคงอยู่ใต้แกน 0 ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้นเป็นการแกว่งตัว โดยอาจย่อลงมาทดสอบจุดต่ำเดิม หากไม่หลุดกรอบล่างน่าจะเห็นการดีดรีบาวด์ขึ้นไปได้อีกครั้ง
แนวรับ: 57,000-50,000 บาท (1,800 – 1,700 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 69,000-75,000 บาท (2,200 – 2,450 ดอลลาร์)
|
Date |
Events |
|
19 February 2026 |
Initial Jobless Claims |
|
20 February 2026 |
Core PCE Price index (MoM) (Dec) GDP (QoQ) (Q4) Core PCE Price Index (YoY) (Dec) Manufacturing PMI (Feb) Services PMI (Feb) |
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามตัวแรกเลยคือตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศสหรัฐ (CPI) ที่จะมีการรายงานในวันที่ 13 ก.พ. ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% MoM และ 2.5% YoY ซึ่งถ้าออกมาต่ำกว่าคาดจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาในระยะสั้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม INVX คาดว่าการลดดอกเบี้ยจะยังคงเกิดในช่วงกลางปี 2026 และจะเป็นการลด 25 bps
สำหรับสัปดาห์หน้า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตามากที่สุดคือตัวเลข PCE หรือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลที่จะประกาศในวันที่ 20 ก.พ. เป็นปัจจัยที่อาจจะเพิ่มความผันผวนของตลาดได้ในกรณีที่ตัวเลขออกมามากกว่าหรือน้อยกว่าตลาดคาด โดยปัจจุบันตลาดคาดว่าจะเติบโต 0.2% MoM และ 2.8% YoY
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้