
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลง หลังตลาดกังวลว่าหุ้นกลุ่ม AI มี Valuation สูงเกินไปในช่วงที่ต้นทุนการกู้ยืมยังอยู่ในระดับสูง และการลงทุนใน Data Center ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Alphabet, Meta, Microsoft และ Amazon ถูกขายแรง กดดัน Sentiment ของหุ้น Growth
เนื่องจากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสินทรัพย์เสี่ยงและหุ้น Growth ในช่วงที่นักลงทุนลดการรับความเสี่ยง (Risk-off) แรงขายในหุ้น AI และเทคโนโลยีจึงส่งผลลบต่อ Sentiment ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้นด้วยเช่นกัน
ด้านราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดของสัปดาห์ที่ประมาณ 67,200 ดอลลาร์ ก่อนอ่อนตัวลงมาบริเวณ 62,200 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดราว 1,859 ดอลลาร์ ก่อนปรับตัวลงสู่บริเวณ 1,670 ดอลลาร์
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯตัวแรกที่ต้องติดตามคือ Core PCE หรือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน ของเดือน พ.ค. โดยจะรายงานในวันที่ 25 มิ.ย. โดยความสำคัญของของตัวเลขนี้คือหนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินและอัตราดอกเบี้ย โดยสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามคือตัวเลขที่ออกมาจะทำให้ตลาดเปลี่ยนมุมมองเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หรือไม่ ถ้าเป็นการออกมาต่ำกว่าคาดแต่ตลาดยังเชื่อว่า Fed จะยังคงขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ เรามองว่าราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจะตอบสนองในเชิงบวกที่จำกัด มุมมองของ INVX เองยังมองว่า Fed จะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
อีกหนึ่งตัวเลขที่ต้องติดตามคือ ISM Manufacturing PMI หรือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของเดือน มิ.ย. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 1 ก.ค. โดยตัวเลขนี้เป็นการวัดกิจกรรมทางธุรกิจและสภาวะเศรษฐกิจในภาคการผลิตของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก โดยถ้าตัวเลขออกมาแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งและโอกาสในการลดดอกเบี้ยจะลดลง และจะทำให้ภาพรวมราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจะยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่อง

Source : TradingView as of 24 June 2026

Source : Glassnode as of 23 June 2026
1. 200-Week Moving Average (200WMA) บอกอะไรกับตลาด?
200WMA เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดระยะยาวที่นักลงทุนคริปโทติดตามมากที่สุด เนื่องจากในอดีตมักทำหน้าที่เป็นแนวรับสำคัญในช่วงตลาดหมี ปัจจุบันเส้นดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 62,400 ดอลลาร์ หาก Bitcoin สามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ อาจสะท้อนว่าแรงขายเริ่มจำกัดและตลาดยังรักษาโครงสร้างระยะยาวไว้ได้
2. สถานการณ์ปัจจุบัน
ขณะนี้ Bitcoin กำลังซื้อขายใกล้ระดับ 200WMA ทำให้ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดว่าราคาจะสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญนี้ได้หรือไม่ หากหลุดลงมา จุดสนใจของนักลงทุนอาจย้ายไปที่ Realized Price ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 53,457 ดอลลาร์
3. สัญญาณนี้บอกอะไร?
Realized Price คือราคาทุนเฉลี่ยของ Bitcoin ทั้งระบบ และในอดีตเคยเป็นแนวรับสุดท้ายก่อนตลาดสร้างจุดต่ำสุดของรอบ โดยในทุกวัฏจักรตลาดหมีสำคัญ Bitcoin เคยปรับตัวลงต่ำกว่า Realized Price ชั่วคราวก่อนฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ในรอบปัจจุบัน Bitcoin ยังไม่เคยลงไปทดสอบระดับดังกล่าว ทำให้ช่วง 50,000–54,000 ดอลลาร์กลายเป็นโซนสำคัญที่นักลงทุนกำลังจับตา หากราคาหลุดต่ำกว่า Realized Price อาจเพิ่มแรงกดดันด้านจิตวิทยาและกระตุ้นแรงขายจากนักลงทุนที่เริ่มขาดทุนได้

Source : Glassnode as of 23 June 2026
1. Realized Price แยกตามขนาด Wallet บอกอะไรกับตลาด?
การวิเคราะห์ Realized Price ตามขนาดการถือครองช่วยให้เห็นต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่ม Whales ที่ถือ 10,000–100,000 BTC มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 54,300 ดอลลาร์ ขณะที่ผู้ถือรายใหญ่ที่สุดที่ถือมากกว่า 100,000 BTC มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่า 49,000 ดอลลาร์ สะท้อนระดับราคาที่นักลงทุนรายใหญ่อาจให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
2. สถานการณ์ปัจจุบัน
ปัจจุบัน Bitcoin ยังคงซื้อขายเหนือช่วงต้นทุนของนักลงทุนรายใหญ่ โดยระดับ 50,000–54,000 ดอลลาร์เริ่มถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากเป็นบริเวณที่สอดคล้องกับต้นทุนเฉลี่ยของกลุ่ม Whales หลายกลุ่ม ขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่ถือไม่ถึง 1 BTC ยังมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่า 48,000 ดอลลาร์ ทำให้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสถานะกำไร
3. สัญญาณนี้บอกอะไร?
ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่าหาก Bitcoin ปรับตัวลงต่อ โซน 50,000–54,000 ดอลลาร์อาจเป็นแนวรับสำคัญที่มีแรงซื้อจากนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาช่วยพยุงราคาได้ อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากวัฏจักรในอดีต Bitcoin มักปรับตัวลงต่ำกว่า Realized Price ของตลาดโดยรวมก่อนสร้างจุดต่ำสุดของรอบอย่างชัดเจน ทำให้ระดับดังกล่าวยังคงเป็นโซนสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด
1. สาระสำคัญ
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายด้านที่อยู่อาศัยด้วยคะแนนเสียง 85 ต่อ 5 โดยมีบทบัญญัติห้ามธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) เป็นการชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2030 แม้ปัจจุบัน Fed จะยังไม่มีแผนออก Digital Dollar อย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม ทั้งนี้ ร่างกฎหมายยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและได้รับการลงนามจากประธานาธิบดี Donald Trump ก่อนมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย
2. สัญญาณนี้บอกอะไรกับตลาด?
การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวสะท้อนทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับ Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลภาคเอกชนมากกว่า CBDC ของภาครัฐในช่วงหลายปีข้างหน้า อีกทั้งยังช่วยลดความกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจออก Digital Dollar มาแข่งขันกับ Stablecoin ภาคเอกชน จึงถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมคริปโทโดยรวม อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามดังกล่าวมีผลเพียงชั่วคราวจนถึงปี 2030 และอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตหากทิศทางนโยบายของรัฐบาลหรือสภาคองเกรสเปลี่ยนไป

Source : InnovestX Research as of 24 June 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ฐานเดิมอีกครั้ง ขณะที่ RSI กลับมาเคลื่อนไหวในโซน Bearish ส่วน MACD กำลังลงมาตัด signal line ลง และอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ประเมินว่าราคามีแนวโน้มลงมาเคลื่อนไหวบริเวณฐานเดิม หากไม่หลุดต่ำลงมีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้น แต่หากหลุดลงมาจะเป็นสัญญาณลบและมีโอกาสลงได้ต่อทดสอบกรอบล่าง downtrend channel
แนวรับ: US$ 59,000-54,500
แนวต้าน: US$ 66,000-69,500

Source : InnovestX Research as of 24 June 2026
ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ฐานเดิมอีกครั้ง ขณะที่ RSI พลิกกลับลงมาเคลื่อนไหวในโซน Bearish ส่วน MACD กำลังลงมาตัด signal line ลง และอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ประเมินว่าราคามีแนวโน้มลงมาเคลื่อนไหวบริเวณฐานเดิม หากไม่หลุดต่ำลงมีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้น แต่หากหลุดลงมาจะเป็นสัญญาณลบและมีโอกาสไหลลงได้ต่อ
แนวรับ: US$ 1,450-1,350
แนวต้าน: US$ 1,950-2,200
|
Date |
Events |
|
30 June 2026 |
CB Consumer Confidence (Jun) |
|
1 July 2026 |
ADP Nonfarm Employment Change (Jun) Manufacturing PMI (Jun) ISM Manufacturing PMI (Jun) |
|
2 July 2026 |
Nonfarm Payrolls (Jun) Unemployment Rate (Jun) Average Hourly Earnings (MoM) (Jun) Initial Jobless Claims |
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้