PDF Available  
เคาะซื้อ Weekly strategy

เคาะซื้อ Weekly Strategy: Value มาแรงแซง Growth อินเดียฟอร์มดีบรรลุข้อตกลงสหรัฐฯ (9 - 13 February 2026)

By ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ|6 Feb 26 2:20 PM
สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 9-13 ก.พ. 2026
 
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์

ตราสารทุน

ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในระยะสั้น จากแรงกดดันด้าน sentiment โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคฯ หลังการปรับฐานของหุ้นเติบโต โดยเฉพาะกลุ่ม Software รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโทฯ อย่างไรก็ดี สัญญาณของ broadening ของผลตอบแทนทั้งในเชิงสไตล์และขนาด ยังคงสะท้อนว่าโครงสร้างของตลาดหุ้นขาขึ้นในภาพรวมยังไม่ถูกทำลาย ในเชิง  กลยุทธ์ เรายังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ หุ้นกลุ่ม Value มากกว่าหุ้นกลุ่ม Growth ซึ่งช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในระยะสั้นสำหรับการลงทุนระยะสั้น เราได้ปิดสถานการณ์ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Digital Asset ไปเมื่อวันที่ 3 ก.พ. หลังจากเห็นสัญญาณเชิงลบในตลาดคริปโทฯ สำหรับการลงทุนระยะกลาง เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ หุ้น US Small Cap แม้ในระยะสั้นอาจได้รับแรงกดดันทาง sentiment จากกลุ่มเทคฯ แต่ประเมินว่าการย่อตัวลงเป็นจังหวะในการทยอยสะสม ขณะเดียวกัน แนะนำ ทยอยสะสมหุ้นอินเดีย หลังบรรลุดีลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งมองเป็นปัจจัยหนุนเชิง sentiment และเสถียรภาพของค่าเงินรูปี

 

ตราสารหนี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ยังมีแนวโน้มแกว่งตัวบริเวณ 4.20% ตลาดย่อยข้อมูลเกี่ยวกับท่าทีของ Kevin Warsh ในขณะที่ดัชนี PMI ของสหรัฐฯ ยังชี้ว่าเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งเป็นตัวกดดันให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงได้จำกัดในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตามตลาดยังคงคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อีก 1-2 ครั้ง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะจำกัดการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ Bond Yield โดยเฉพาะ Bond Yield ของพันธบัตรระยะสั้น-กลาง เรายังคงประเมินว่าตราสารหนี้อายุ 2–5 ปี เป็นช่วงอายุตราสารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน

 
 สินทรัพย์ทางเลือก
 
ราคาทองคำปรับตัวลงแรงจากแรงขายทำกำไรและการบังคับขายหลังภาวะซื้อมากเกินไป สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่าทองคำมีโอกาสพักฐานระยะสั้น หลัง RSI อยู่ในโซน overbought อย่างไรก็ดี แนวโน้มระยะยาวของทองคำยังคงน่าสนใจ แนะนำทยอยสะสมตามแนวรับ ที่ $4,780 และแนวรับถัดไปที่ 4,520-4,650 ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่ 5,020-5100

ด้าน REITs ไทยมีแนวโน้มได้รับปัจจัยบวกจากการใช้นโยบายการเงินของ ธปท. ที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเป็นแรงกดดันต่อ REITs ในระยะสั้น โดยเราชื่นชอบ REITs ไทย มากกว่า REITs โลก จากอัตราเงินปันผลและ Dividend yield spread ที่น่าสนใจมากกว่า
[Theme Play] 
 
หุ้นอินเดีย: ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลดภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียเหลือ 18% จาก 25% และเปิดทางลดอุปสรรคทางการค้าต่อสหรัฐฯ ข้อตกลงดังกล่าวช่วยคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ดำเนินมาหลายเดือน และเพิ่มความสามารถการแข่งขันทางการค้าของอินเดีย ซึ่งช่วยหนุน GDP อินเดียราว 0.2–0.3% ขณะที่ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP อินเดียปี 2026 จาก 6.7% เป็น 6.9% เรามองว่าการบรรลุดีลครั้งนี้ช่วยคลาย overhang ที่กดดันตลาดหุ้นอินเดียมาหลายเดือนและทำให้ผลตอบแทน Laggard ตลาด EM โดยรวม ทั้งยังเป็นปัจจัยหนุน sentiment การลงทุนและช่วยสร้างเสถียรภาพให้ค่าเงินรูปีในระยะถัดไป ซึ่งช่วยหนุนกระแสเงินทุนและการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีต่ำกว่าตลาดหลักอื่นๆ ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดในช่วงที่ตลาดกังวลความเสี่ยงด้าน AI ขณะที่ Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียมี premium เทียบ MSCI Asia Pacific อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อน risk-reward ที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมในระยะกลาง-ยาว
 
หุ้น US Small Cap: ในระยะสั้น หุ้นขนาดเล็กอาจเผชิญแรงกดดันจาก sentiment ตลาด ภายหลังแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต อย่างไรก็ดี เรายังมองว่าหุ้นขนาดเล็กมีความทนทานต่อความผันผวนของตลาดโดยรวม และยังคงมีความน่าสนใจในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงและการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจขณะเดียวกัน สัญญาณล่าสุดจากเฟดสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งเอื้อต่อหุ้นขนาดเล็กที่มีสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศสูง นอกจากนี้ ประมาณการกำไรของหุ้นขนาดเล็กยังถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นมีพื้นฐานรองรับจากการฟื้นตัวของปัจจัยพื้นฐาน เราประเมินว่าแนวโน้มที่หุ้นขนาดเล็กจะทำผลตอบแทนโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มีโอกาสดำเนินต่อและเห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปี 2026 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของกำไรหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กที่คาดว่าจะฟื้นตัวในอัตราเร่งและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ระดับ valuation ยังอยู่ในโซนที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ เราจึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กในจังหวะที่ตลาดอ่อนตัวลง


China Technology: ดัชนี Hang Seng Tech Index (HSTECH) มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้าน sentiment ในระยะสั้น จากประเด็นการปรับหมวดภาษีบริการโทรคมนาคมของจีน ซึ่งส่งผลให้อัตรา VAT ปรับเพิ่มจาก 6% เป็น 9% และกระทบต่อรายได้และกำไรของกลุ่มดังกล่าว ประเด็นนี้ได้สร้างความกังวลว่ามาตรการอาจถูกขยายไปยังกลุ่ม Internet Platform และบริการดิจิทัลอื่น ๆ แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนจะออกมาปฏิเสธแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายยังอาจกดดันตลาดในช่วงสั้น ในมุมมองระยะกลาง–ยาว เรายังมองว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนยังมีความน่าสนใจ จากปัจจัยพื้นฐานของภาคเทคโนโลยีจีนยังคงปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากแนวโน้มกำไรปี 2026 ที่มีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ระดับ valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยดัชนีซื้อขายที่ FWD P/E ราว 20 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 22.8 เท่า ทั้งนี้ เราประเมินแนวรับสำคัญของดัชนี HSTECH ไว้บริเวณ 5,300 จุด
Author
DR RHATSARUN TANAPAISANKIT
ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ

Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5