PDF Available  
เคาะซื้อ Weekly strategy

เคาะซื้อ Weekly Strategy: เฟดคงดอกเบี้ย ระบุเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น เคาะขาย TUSENGY หลังราคาถึงเป้า (2 - 6 February 2026)

By ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ|30 Jan 26 3:00 PM
สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 2-6 ก.พ. 2026
 
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์

ตราสารทุน

ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในเชิงบวก จากผลประกอบการโดยรวมออกมาดีกว่าคาด ช่วยหนุนตลาดให้ยังปรับตัวขึ้นต่อได้ ขณะเดียวกัน สัญญาณของ broadening ของผลตอบแทนทั้งด้านสไตล์และขนาด ช่วยเสริมความแข็งแกร่งต่อตลาดหุ้นขาขึ้นในภาพรวม ระยะสั้น เราแนะนำขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานสหรัฐฯ หลังราคาปรับตัวขึ้นแตะระดับเป้าหมายที่ประเมินไว้ แม้ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน กลุ่มพลังงานยังได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น แต่การขายครั้งนี้เป็นไปตามวินัยการลงทุน โดยจะพิจารณากลับเข้าลงทุนอีกครั้งเมื่อมีจังหวะราคาที่เหมาะสม ขณะที่ หุ้นกลุ่ม Digital Asset ยังผันผวนตามราคาคริปโทฯ ในระยะสั้น แต่ความคืบหน้าของร่าง CLARITY Act ในอนาคต อาจช่วยหนุน sentiment และเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างต่อกลุ่มนี้ สำหรับระยะกลาง แนะนำสะสมหุ้น US Small Cap ซึ่งทำผลตอบแทน outperform สอดคล้องกับมุมมองของเรา พร้อมทั้งทยอยสะสม หุ้นเทคโนโลยีจีนและหุ้นอินเดีย จากระดับราคาปัจจุบันอยู่ในจุดที่น่าสนใจ

 

ตราสารหนี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ยังคงยืนเหนือระดับ 4.25% หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานมีความแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้เฟดไม่เร่งในการลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตามตลาดยังคงคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อีก 1-2 ครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะจำกัดการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ Bond Yield โดยเฉพาะ Bond Yield ของตราสารหนี้ระยะสั้น เรายังคงประเมินว่าตราสารหนี้อายุ 2–5 ปี เป็นช่วงอายุตราสารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน

 
 สินทรัพย์ทางเลือก
 
ทองคำปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ระยะสั้นมีโอกาสพักฐานจากแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ดี ภาพรวมปี 2026 เรายังคงมุมมองเชิงบวก โดยได้รับแรงดอกเบี้ยขาลง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์จากธนาคารกลางทั่วโลก คงเป้าราคา กรณี Best Case ที่ $5,700 และมองการย่อตัวบริเวณ $4,800-$5,000 เป็นโอกาสทยอยสะสม

ด้าน REITs ไทยมีแนวโน้มได้รับปัจจัยบวกจากการใช้นโยบายการเงินของ ธปท. ที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเป็นแรงกดดันต่อ REITs ในระยะสั้น โดยเราชื่นชอบ REITs ไทย มากกว่า REITs โลก จากอัตราเงินปันผลและ Dividend yield spread ที่น่าสนใจมากกว่า
[Theme Play] 
 
หุ้นอินเดีย: ตลาดหุ้นอินเดียปรับฐานลงในช่วงที่ผ่านมา แต่เริ่มทรงตัวได้บริเวณ 25,000 จุด ขณะที่ปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างเริ่มทยอยเข้ามา ล่าสุดอินเดียและสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี หลังเจรจายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ โดยยุโรปจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 99.5% ภายใน 7 ปี ขณะที่อินเดียลดภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป 96.6% ซึ่งยุโรปคิดเป็นราว 16% ของการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย เรามองว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยหนุนการส่งออกและการไหลเข้าของ FDI ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของอินเดียยังแข็งแกร่ง และการปรับฐานก่อนหน้าทำให้ Valuation ผ่อนคลายลง เพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน ระยะถัดไปคาดว่าตลาดจะได้แรงหนุนจากการประชุมธนาคารกลางอินเดียวันที่ 6 ก.พ. ซึ่ง Bloomberg คาดลดดอกเบี้ย 25 bps รวมถึงการพิจารณางบประมาณประจำปีในช่วงเดือนก.พ. แนะนำทยอยสะสมหุ้นอินเดีย เพื่อเปิดรับโอกาสการ rotation ของกระแสเงินลงทุน กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอินเดียในระยะถัดไป
 
หุ้น US Small Cap: สัญญาณ Rotation จากหุ้นขนาดใหญ่ไปสู่หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กค่อนข้างเด่นชัด โดยหุ้นขนาดเล็กได้แรงหนุนจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงและเฟดอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนอกจากนี้ สัญญาณล่าสุดจากเฟดสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งเอื้อต่อหุ้นขนาดเล็กที่มีสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศสูง  อีกทั้ง กำไรของหุ้นขนาดเล็กยังถูกปรับประมาณการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อนว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นมีพื้นฐานรองรับจากปัจจัยพื้นฐาน เราประเมินว่าแนวโน้มนี้มีโอกาสดำเนินต่อและเห็นชัดขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตกำไรของหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราเร่งและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ Valuation ของหุ้นขนาดเล็กยังอยู่ในระดับน่าสนใจมากกว่า เราประเมินว่าปัจจัยหนุนทั้งนโยบายการเงินผ่อนคลายและการฟื้นตัวของกำไรจะหนุนให้หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กมีโอกาสปรับตัวขึ้นโดดเด่นในระยะถัดไป

China Technology: ดัชนี Hang Seng Tech ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบขาขึ้น โดยตัวเลขกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีนในปี 2025 พลิกกลับมาเป็นบวก 0.6% ช่วยหนุนความคาดหวังที่อัตรากำไรของบริษัทจีนจะขยายตัวขึ้นในระยะถัดไป โดยเฉพาะในกลุ่มของ High Tech manufacturing ที่เป็นสินค้าหลักที่ช่วยหนุนกำไร จึงส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเรายังคงแนะนำทยอยเข้าสะสมสำหรับนักลงทุนระยะกลางจากระดับ Valuation ที่ยังอยู่ในเกณฑ์จูงใจ โดยปัจจุบันดัชนีซื้อขายที่ FWD P/E ราว 20 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 22.8 เท่า ขณะเดียวกัน แนวโน้มกำไรของบริษัทเทคโนโลยีมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2026
 
 
[Event Play]
 
หุ้น Digital Transformation: หุ้นกลุ่ม Digital Transformation มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความคืบหน้าด้านกรอบกำกับดูแลคริปโทเคอร์เรนซีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นราคาหุ้นยังมีแนวโน้มผันผวนตามทิศทางราคาคริปโทเคอร์เรนซี หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ เลื่อนการลงมติร่างกฎหมาย CLARITY Act จากกำหนดเดิมช่วงปลายเดือน ม.ค.อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการเลื่อนดังกล่าวเป็นประเด็นด้านกระบวนการมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และยังประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่วุฒิสภาสหรัฐฯ จะเดินหน้าลงมติร่างกฎหมายดังกล่าวในระยะถัดไป ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อกลุ่ม Digital Transformation ด้านปัจจัยพื้นฐาน Valuation ของกลุ่มอยู่ในระดับน่าสนใจ โดย DAPP ETF ซื้อขายที่ Trailing P/E เพียง 12.39 เท่า ต่ำกว่าดัชนี S&P 500 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สัญญาณทางเทคนิคยังคงสนับสนุนการฟื้นตัว หลังราคาเบรกเส้น downtrend และประคองตัวแถวเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน ซึ่งยังคงสนับสนุนมุมมองการฟื้นตัวในระยะสั้น

Author
DR RHATSARUN TANAPAISANKIT
ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ

Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5