สรุปสาระสำคัญ
Update สถานการณ์ : สงครามสหรัฐฯและอิสราเอล - อิหร่าน สถิติชี้หุ้นมีโอกาสฟื้นตัวใน 15 วันหลังเกิดเหตุการณ์ ขณะที่ทองคำและหุ้นกลุ่ม Defense ยังคงได้รับประโยชน์ พร้อมรีวิวกองทุนเคาะซื้อเพื่อข้ามผ่านความผันผวนของตลาดการเงิน
by INVX Investment Products & Strategy
4 มีนาคม 2026
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล–อิหร่านมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่การโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้สังหารผู้นำอิหร่าน อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายราย แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป
ความขัดแย้งเริ่มขยายวงในวันที่ 2–3 มีนาคม เมื่ออิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในหลายประเทศ เช่น กาตาร์ บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และจอร์แดน นอกจากฐานทัพสหรัฐฯ แล้ว ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านยังพุ่งเป้าไปยังสนามบิน ท่าเรือ และสิ่งปลูกสร้างพลเรือนในเมืองสำคัญของอ่าว เช่น ดูไบ โดฮา ทำให้การบินพาณิชย์และการขนส่งสินค้าถูกระงับบางส่วน นอกจากนี้ยังมีการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงในการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันโลก (Supply Disruption)
ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างเห็นว่าสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อ ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีอาจดำเนินต่อเนื่องอีก 4–5 สัปดาห์ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเคยรับคำสั่งตรงจากผู้นำอิหร่าน ยังคงประกาศพร้อมสู้ต่อ แม้ผู้นำของตนจะเสียชีวิตแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความวิตกต่อความยืดเยื้อของสงคราม
Implication การลงทุน
เราประเมินสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และตัดสินได้ยากว่าสงครามจะอยู่ในวงจำกัด หรือขยายวงลุกลามออกไป ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงมีความผันผวนสูง เนื่องจากสถานการณ์ที่แตกต่างนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลัก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น หรืออาจต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่สถานการณ์เลวร้าย
ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลในอดีตช่วงที่เกิดความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และนำไปสู่การใช้กำลังทหารของทั้ง 2 ฝ่ายพบว่า สินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นมักปรับตัวลดลงในระยะสั้น โดยเฉลี่ยมักมีจุดต่ำสุดอยู่ในช่วง 10-15 วันทำการ หลังเหตุการณ์ และจะค่อยฟื้นตัวในระยะถัดไป แต่อาจมีความผันผวนต่อเนื่องราว 2 เดือน หากเหตุการณ์มีการยืดเยื้อ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละเหตุการณ์วามขัดแย้ง แต่ยังมีโอกาสที่ตลาดจะปรับฐานต่อในช่วงหลังจากนั้น ในขณะที่สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทองคำ น้ำมัน พันธบัตร โดยเฉลี่ยมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
ด้วยข้อมูลนี้ส่งผลให้กลยุทธ์การ Buy on dip ตามแนวรับในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ที่ยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ ในขณะที่สินทรัพย์ที่ได้ผลบวกจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทองคำ จะยังคงได้รับประโยชน์ในช่วง 30 วันแรกหลังเกิดเหตุการณ์ แต่จะมีความผันผวนระหว่างทาง ทั้งนี้ เราได้รีวิว Position การลงทุนในช่วงเหตุการณ์ที่เหตุการณ์สงครามยังคงตึงเครียด ออกมาเป็นกลยุทธ์ดังนี้
รีวิว Position การลงทุนในพอร์ต Satellite
Event Play
1) ทองคำ: ยังน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจาก Geopolitical Risk แม้เมื่อคืนราคาผันผวนแรง
- ทองคำปรับตัวลงแรงเมื่อคืนท่ามกลางแรงกดดันจาก Bond yield และ Dollar
เมื่อคืนราคาทองคำปรับตัวลงค่อนข้างแรงและมีความผันผวนสูง หลังตลาดกังวลว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ US Bond Yield ปรับตัวขึ้นและค่าเงินดอลลาร์ (DXY) แข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำในระยะสั้น
- แรงขายส่วนหนึ่งมาจาก forced selling จากตลาดหุ้น
การปรับตัวลงของทองคำในรอบนี้มองว่าส่วนหนึ่งเกิดจาก forced selling จากนักลงทุนที่ถือ position แบบ leverage โดยต้องขายทองคำเพื่อนำสภาพคล่องไปเติม Margin Call จากการปรับฐานแรงของตลาดหุ้น โดยสังเกตว่าในช่วงเช้าวันอังคารทองคำยังปรับขึ้นตามความตึงเครียดของสงคราม แต่เริ่มเผชิญแรงขายในช่วงบ่ายพร้อมกับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค
- รูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นในช่วง Global shock ในอดีต
เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วง Global shock เช่นในช่วงต้นของวิกฤต 2008 Global Financial Crisis และช่วง COVID ปี 2020 ที่ทองคำปรับตัวลงพร้อมตลาดหุ้นในระยะแรก ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในระยะถัดมาเมื่อแรงขายจาก margin pressure คลี่คลาย
- ทองคำยังได้แรงหนุนจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการค้า
ปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนผ่านราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวขึ้นต่อ ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนด้านการค้าทั่วโลกยังคงอยู่ หลังสหรัฐฯ บังคับใช้ Section 122 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ปัจจัยดังกล่าวทำให้ทองคำยังคงน่าสนใจในฐานะ สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ในภาวะที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์อยู่ในระดับสูง รวมถึงเป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกัน Tail risk หากสถานการณ์ความขัดแย้งหรือความตึงเครียดทางการค้ารุนแรงกว่าที่ตลาดคาด
- มองเป้าหมายราคาทองคำที่ $5,500
ประเมินว่าราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยมองเป้าหมายที่ $5,500 ขณะที่แนวรับแรกอยู่บริเวณ $5,000 ซึ่งเป็นระดับแนวรับเชิงจิตวิทยาและเป็นบริเวณ เส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน ที่มักทำหน้าที่เป็นแนวรับระยะสั้นในช่วงขาขึ้นของทองคำ ส่วนแนวรับถัดไปอยู่ที่ $4,800 โดยประเมินว่าหากราคาทองคำยังไม่หลุดระดับดังกล่าว ภาพแนวโน้มขาขึ้นระยะกลางยังไม่เสีย และการอ่อนตัวในรอบนี้ยังมองเป็น opportunity buy
- ประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้ว่าทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ความผันผวนของราคาทองคำในระยะสั้นอาจเพิ่มขึ้นจาก 1) หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนผลักดันเงินเฟ้อให้กลับมาเร่งตัว อาจทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งผลให้ Bond yield และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำในระยะสั้น และ 2) หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายเร็วกว่าที่ตลาดประเมิน อาจทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง และส่งผลให้ราคาทองคำเกิดแรงขายทำกำไร
แนะนำกองทุน: K-GOLD-A(A) หรือ ETF ทองคำ SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM ETF)
2) หุ้นกลุ่ม Global Defense: เป็นหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
- คำสั่งซื้ออาวุธที่เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยสิ่งที่ใช้ไปในสงคราม
การรบระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอล - อิหร่าน มีการใช้ขีปนาวุธ โดรน และอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ จำนวนมากหนุนให้การผลิตอาวุธมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเพื่อชดเชยอาวุธที่ใช้ไปในการรบ
- งบกลาโหมในหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง เวเนซุเอล่า และอิหร่าน ชี้ถึงความจำเป็นของแต่ละประเทศที่ลงทุนด้านความมั่นคงให้กับตนเองมากขึ้นผ่านการปรับเพิ่มงบกลาโหม นำโดยสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ ประกาศจะขึ้นงบกลาโหมถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2027 ซึ่งเติบโตราว 50% จากปี 2025 ในขณะที่ยุโรปเน้นย้ำให้ประเทศภายในภูมิภาคปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายกลาโหมสู่ระดับ 5% ภายในปี 2035 ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้บริษัท Defense ทั่วโลกได้รับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาผ่าน Backlog ที่เพิ่มขึ้น หนุนนำการเติบโตของรายได้และกำไรบริษัทในระยะยาว
- กำไรของกลุ่ม Global Defense ยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง
EPS Growth มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่า MSCI Aerospace & Defense Index จะมี EPS Growth กว่า 40% ในปี 2026 และ 20% ในปี 2027 ตามลำดับ
- ประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้ว่าหุ้นกลุ่ม Global Defense มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของหลายประเทศ แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามจากพัฒนาการของสถานการณ์สงคราม หากความขัดแย้งคลี่คลายเร็วกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้ sentiment ต่อหุ้นกลุ่ม Defense ชะลอลงหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปแล้วบางส่วน
แนะนำกองทุน: DAOL-DEFENSE หรืออาจพิจารณาลงทุนผ่าน Global X Defense Tech ETF (SHLD) ที่ลงทุนใน Defense Tech ทั่วโลก
Theme Play
3) หุ้นอินเดีย: ตลาดหุ้นอินเดียยังน่าสนใจ แต่ถูกกดดันระยะสั้นจากราคาน้ำมัน
- ตลาดหุ้นอินเดียถูกกดดันระยะสั้นจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น
ภาพระยะสั้นของตลาดหุ้นอินเดียเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ซึ่งผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยโครงสร้างเศรษฐกิจอินเดียมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันค่อนข้างมาก เนื่องจากอินเดียนำเข้าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 80–90% ของการใช้พลังงานทั้งหมด อีกทั้งเส้นทางนำเข้าน้ำมันจำนวนมากยังพึ่งพาช่องแคบ Hormuz ทำให้ตลาดกังวลว่าหากความตึงเครียดยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจอินเดียผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
-
- เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
- การขาดดุลการค้ากว้างขึ้น เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น
- ค่าเงินรูปีมีแนวโน้มอ่อนค่า จากแรงกดดันด้านดุลบัญชีเดินสะพัด
- ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นอินเดียยังแข็งแกร่งและเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น
แม้ว่าตลาดจะเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากราคาน้ำมัน แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยพื้นฐานพบว่าภาพรวมของตลาดหุ้นอินเดียยังคงแข็งแกร่ง โดยหนึ่งในแรงหนุนสำคัญคือ การบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ หลังจากดีลดังกล่าวเริ่มเห็น เม็ดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นอินเดียประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ และทำให้เดือนกุมภาพันธ์เป็นหนึ่งในช่วงที่มี Fund Flow ไหลเข้าโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย
- ตลาดหุ้นอินเดียเริ่มเห็นการฟื้นตัวแบบ Broad-based แม้ถูกกดดันจากกลุ่ม IT
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอินเดียมีทิศทางเชิงบวก โดยหุ้นหลายกลุ่มสามารถปรับตัวขึ้นได้ดี สะท้อนลักษณะการฟื้นตัวที่ Broad-based จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ดัชนีโดยรวมยังถูกกดดันจาก กลุ่ม IT เนื่องจากตลาดกังวลผลกระทบจาก AI Disruption ต่อโมเดลธุรกิจ outsourcing ของบริษัท IT อินเดีย ส่งบ่งขี้ถึงทิศทางโดยรวมของตลาดหุ้นอินเดียที่มีพัฒนาการดีขึ้น
- Earnings ของตลาดหุ้นอินเดียกลับมาอยู่ในทิศทางปรับเพิ่มขึ้น
ด้าน 12-month Forward EPS ของตลาดหุ้นอินเดียเริ่มถูกปรับประมาณการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังจากในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในช่วงที่นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรลง สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนในอินเดียยังคงแข็งแกร่ง และแนวโน้มกำไรเริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น
- Valuation ของตลาดหุ้นอินเดียเริ่มน่าสนใจมากขึ้น
ในเชิง Valuation ปัจจุบัน FWD P/E ของดัชนี NIFTY50 อยู่ที่ประมาณ 19.2 เท่า ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ราว 18.6 เท่า ขณะที่ Relative valuation เทียบกับ MSCI Asia ex Japan เริ่มปรับตัวน่าสนใจมากขึ้น โดย Premium ของตลาดหุ้นอินเดียที่เคยสูงถึงประมาณ 90% ได้ลดลงมาอยู่ที่ราว 50% สะท้อนว่าความตึงตัวของ Valuation ได้ผ่อนคลายลงจากระดับสูงในอดีต
- Fund Flow ภายในประเทศยังแข็งแกร่งจาก SIP
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือเม็ดเงินลงทุนจากภายในประเทศ โดยเฉพาะกองทุน Systematic Investment Plan (SIP) ของอินเดียที่ยังคงมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นฐานสภาพคล่องสำคัญที่ช่วยลดความผันผวนของตลาดและสามารถช่วยรองรับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่เกิด External shock
- กลยุทธ์การลงทุน : ระยะสั้นแนะนำรอติดตามสถานการณ์สงคราม
โดยรวมเราประเมินว่าตลาดหุ้นอินเดียยังคงมีความน่าสนใจจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดของสงครามที่ผลักดันราคาน้ำมันสูงขึ้นอาจกดดันตลาดในระยะสั้น ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุน ติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด หากความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายอาจเปิดโอกาสในการทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุน หรือใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมที่แนวรับ ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองหุ้นอินเดียอยู่แล้ว แนะนำถือต่อ (Hold) เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานระยะกลาง-ยาวของเศรษฐกิจอินเดียยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
- ปรับระดับจุด Stop loss ของ NDIA ETF เพื่อรองรับความผันผวนจากค่าเงินรูปี
ทั้งนี้ ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าจากความตึงเครียดของสงครามส่งผลให้ Benchmark ที่เราใช้ติดตามตลาดอินเดีย คือ iShares MSCI India UCITS ETF (NDIA) ปรับตัวลงเข้าใกล้ระดับ Stop loss ที่เคยกำหนดไว้ ดังนั้นเพื่อรองรับความผันผวนที่เกิดจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดในช่วงสงคราม เราจึงปรับระดับจุด Stop loss ลงจาก $8.75 เป็น $7.80 เนื่องจากยังประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจอินเดียในระยะกลาง-ยาวยังคงแข็งแกร่ง
- ประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของอินเดียยังดูดี แต่ความผันผวนของตลาดหุ้นอินเดียในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันและพัฒนาการของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์สงครามขยายตัวจนทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงและค้างนาน อาจส่งผลให้เงินเฟ้อของอินเดียปรับตัวสูงขึ้น กดดันดุลการค้า และทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่า ซึ่งอาจกระทบต่อ sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียในระยะสั้น
4) หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก: มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากความตึงเครียดสงคราม แต่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง
- หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากความตึงเครียดสงคราม
ในระยะสั้น หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดของสถานการณ์สงครามที่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและ sentiment ของตลาดค่อนข้างมาก ทำให้เมื่อเกิดความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ดัชนี Russell 2000 มีโอกาสผันผวนสูงในระยะสั้น
- แนวโน้มกำไรยังแข็งแกร่งและเติบโตเด่น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน พบว่าภาพการเติบโตของกำไรยังคงแข็งแกร่ง โดยประมาณการกำไรของบริษัทในดัชนี Russell 2000 มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูล Bloomberg Consensus คาดว่ากำไรของดัชนี Russell 2000 จะเติบโต (YoY) ในระดับเลขสองหลักต่อไตรมาสตลอดทั้งปี 2026 และ 2027 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าดัชนี S&P 500 สะท้อนศักยภาพของหุ้นขนาดเล็ก
- Valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับ S&P 500
ในด้าน Valuation ดัชนี Russell 2000 ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยมี Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 16.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเล็กน้อยที่ 16.55 เท่า และอยู่ในระดับที่ตึงตัวน้อยกว่าดัชนี S&P 500 ที่มี Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 21.1 เท่า สะท้อนว่าเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Valuation กับการเติบโตของกำไร หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กถือว่ามีความน่าสนใจ
- Positioning นักลงทุนยังอยู่ในภาวะ Underweight
ขณะเดียวกัน ในด้าน positioning พบว่านักลงทุนยังถือครองหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กในสัดส่วนต่ำ โดย ETF market share ของหุ้นกลุ่มนี้ยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ สะท้อนภาวะ underweight ของนักลงทุนต่อกลุ่มนี้ ดังนั้น หากกำไรของบริษัทขนาดเล็กเติบโตได้ตามที่ตลาดคาด อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการ rotation ของเงินทุนเข้าสู่หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กมากขึ้นในระยะถัดไป ต่อเนื่องจากสัญญาณการไหลเข้าของเงินทุนที่เริ่มเห็นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
- กลยุทธ์การลงทุน: รอจังหวะสะสมเมื่อความเสี่ยงสงครามคลี่คลาย
แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานระยะกลาง-ยาวของหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กยังคงแข็งแกร่ง แต่จากความตึงเครียดของสถานการณ์สงครามที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ในระยะสั้นตลาดยังคงมีโอกาสผันผวนสูงอยู่ ดังนั้น แนะนำให้นักลงทุนติดตามพัฒนาการของสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด หากความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย อาจเปิดโอกาสให้ทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุน หรือทยอยสะสมตามระดับแนวรับสำคัญของดัชนี Russell 2000 ที่บริเวณ 2,500 จุด และ 2,400 จุด ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองอยู่แล้ว แนะนำถือต่อ (Hold) เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานระยะกลาง-ยาวยังคงสนับสนุนการเติบโตของกำไรในอนาคต
- ประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นสหรัฐฯขนาดเล็กยังคงแข็งแกร่งจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรและ valuation ที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ แต่ในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามจากพัฒนาการของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ sentiment ของตลาดการเงินทั่วโลกผันผวน หากความตึงเครียดขยายตัวจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความผันผวนสูงอย่างหุ้นขนาดเล็กได้ นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดัน valuation ของหุ้นขนาดเล็กที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่