
Update: การประชุม FOMC ในเดือน มี.ค. 26 คงอัตราดอกเบี้ยตามคาด Dot Plot ชี้ลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งปีนี้ แต่ประธาน Fed ส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น
by INVX Investment Products & Strategy and INVX Research
19 มีนาคม 2026
สรุปสถานการณ์
1) Fed คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.5-3.75% ตามตลาดคาด โดย Summary of Economic Projections ของ Fed ที่ออกมาจะยังเปิดช่องให้ลดดอกเบี้ยได้ (dovish bias) แต่ tone ใน press conference ของ Powell กลับ hawkish มากขึ้น เน้นความไม่แน่นอนและความเสี่ยงเงินเฟ้อจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะจากประเด็นเรื่องตะวันออกกลาง
2) ในการ press conference ของ Powell ระบุว่า Fed จะไม่ใช้ “look-through” playbook แม้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) จะแนะนำให้ธนาคารทั่วโลก look-through supply shock ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว โดย Powell แสดงท่าทีชัดว่า ยังไม่มองผ่าน (not look-through) shock จากสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อคาดการณ์ (inflation expectations)
3) Powell ยังเปิดเผยประเด็นที่สร้างความซับซ้อนในการเปลี่ยนผ่านผู้นำ ด้วยการยืนยันว่า หาก Kevin Warsh ยังไม่ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาก่อนวาระของเขาจะสิ้นสุดในวันที่ 15 พฤษภาคม เขาจะดำรงตำแหน่งประธาน Fed ต่อไป และ ไม่ลาออกจากตำแหน่งในคณะกรรมการ Fed (Board of Governors) ซึ่งมีวาระถึงต้นปี 2028 จนกว่าการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม (DOJ) จะสิ้นสุดอย่างชัดเจนและโปร่งใส ทำให้การ Agenda ในการลดดอกเบี้ยของ Warsh อาจทำได้ยากขึ้น
4) Dot plot Median ยังคงคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 และ 2027 (ไม่เปลี่ยนจาก ธ.ค.) อย่างไรก็ดี มีกรรมการถึง 7 รายที่มองว่าอาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปี 2026 และ distribution ของ dot plot มีลักษณะ กระจุกตัวในฝั่ง “ไม่ลด” กับ “ลด 1 ครั้ง” มากขึ้น สะท้อนว่า consensus ต่อ easing path อ่อนลง
5) เงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยง ดัชนี PPI ของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาสูงกว่าคาด สอดคล้องกับที่ Powell ระบุว่าเงินเฟ้อปัจจุบัน (~3%) มีสัดส่วน ราวครึ่งถึง 3/4 มาจาก tariffs แม้ Fed มองว่าเป็น one-off shock แต่ timing ไม่แน่นอน และอาจใช้เวลานานในการคลี่คลาย (บทเรียน post-COVID ใช้เวลาประมาณ 2 ปี) ทำให้แม้ไม่มีปัจจัยตะวันออกกลาง การลดดอกเบี้ยก็ยังต้องทำอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว
Implication ต่อการลงทุน
เรามองว่าผลประชุม FOMC รอบนี้มีลักษณะ hawkish hold คือคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ใช้ถ้อยคำที่เน้นความเสี่ยงเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเอียงไปทาง risk-off ในระยะสั้นเป็นอย่างน้อย ซึ่งจะกดดันหุ้นทั่วโลกที่มี Valuation อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน
ในขณะที่ Fed ปฏิเสธแนวทาง “look-through” ต่อสงครามตะวันออกกลางและ energy shock ทำให้โอกาสที่ Fed จะทนเงินเฟ้อสูงชั่วคราว และลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ มีความน่าจะเป็นน้อยลง ซึ่งมีนัยต่อเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Yield Curve) ทำให้ฝั่งระยะสั้นมีแรงกดดันจากการเลื่อนเวลาการลดดอกเบี้ยออกไป ขณะที่ฝั่งระยะยาวอาจสะท้อน inflation risk premium สูงขึ้นในช่วงแรก ทำให้เกิด yield curve flattening จนกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะมีความชัดเจนขึ้น
เรามองว่าความไม่แน่นอนด้านผู้นำ Fed ระหว่าง Powell และ Kevin Warsh ทำให้ “policy visibility” ของตลาดลดลง และเพิ่มความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยคาดการณ์ในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะหากการอนุมัติในวุฒิสภาถูกเลื่อนออกไปยาว ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านประธาน Fed ตลาดมักระมัดระวังมากขึ้นในการตีความ dot plot และ forward guidance เพราะมุมมองของประธานใหม่มีอิทธิพลต่อการปรับดอกเบี้ยในระยะถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ การที่ Powell ระบุว่าจะอยู่ในตำแหน่งประธาน Fed ต่อไป หาก Warsh ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ ทำให้เส้นทาง policy ในปี 2026 มีความเสี่ยงที่จะ “hawkish กว่าที่ตลาดเคยคาด” และชะลอการลดดอกเบี้ยออกไปอีก
มุมมองต่อสินทรัพย์การลงทุน
เรามองว่าในมุมสินทรัพย์ สถานการณ์นี้โดยรวมเอื้อให้เกิด rotation ภายในตลาดหุ้น โดยประเมินสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็น Defensive อยู่ในธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ มีความสามารถในการกำหนดราคาท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงมีสินทรัพย์ในรูปแบบของ Real Asset ที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ เช่น Grid มีโอกาสได้รับประโยชน์การจาก rotation
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
เรามองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากภาพ hawkish hold ของ Fed ซึ่งทำให้ตลาดต้องปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยลง ขณะที่ valuation ของตลาดยังอยู่ในระดับสูง จึงเสี่ยงถูกกดดันจาก bond yield ที่ทรงตัวสูงนานขึ้น ในระยะสั้นเราแนะนำให้ลงทุนแบบ selective โดยเน้นหุ้นกลุ่ม Defensive และ Quality เป็นหลัก สำหรับหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก เรามองว่ามีความเปราะบางมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในภาวะที่ Fed ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย เนื่องจากอ่อนไหวต่อภาวะการเงินตึงตัวมากกว่า อย่างไรก็ดี หุ้นขนาดเล็กยังน่าสนใจในภาพทั้งปี 2026 จาก valuation ที่ยังไม่แพงและโอกาสได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐฯ ดังนั้น เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นขนาดเล็กในระยะกลาง-ยาว แต่แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนในระยะสั้น
หุ้น EM
เราประเมินตลาดหุ้นในกลุ่ม EM มีแนวโน้มถูกกดดันในระยะสั้นจากค่าเงินดอลลาร์ที่อาจแข็งค่าขึ้นจาก Fed ที่ไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย เมื่อประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลให้ประเทศในกลุ่ม EM เผชิญกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินที่ Hawkish ขึ้น อย่างไรก็ตามหากหุ้น EM ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ปรับตัวลดลงมาจากเหตุการณ์นี้ อาจเป็นจังหวะในการเข้าสะสมเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
ทองคำ
เรามองว่าทองคำระยะสั้นอาจยังผันผวน เพราะแม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่แรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่าและ bond yield ที่สูงขึ้นยังจำกัด upside ของราคา อย่างไรก็ดี หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ทองคำยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ strategic hedge ดังนั้น เรามองว่าทองคำยังมีความน่าสนใจสำหรับการถือครองเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต โดยเฉพาะในภาวะที่ความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านตราสารหนี้
เราประเมิน Fed ยังมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนานขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อ ในขณะที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านประธาน Fed ส่งผลให้การคาดการณ์ช่วงเวลาการลดดอกเบี้ยทำได้ยากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะผลักดัน Bond Yield ให้ปรับตัวสูงขึ้น เราแนะนำลงทุนในตราสารหนี้ที่มี Duration สั้น เพื่อรับ Carry Yield และลด Duration risk ในภาวะที่ Bond Yield มีความเสี่ยงด้าน upside มากกว่า downside