สรุปสาระสำคัญ
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไร้ข้อสรุป รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ จากการที่ทางฝั่งอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ทางสหรัฐฯ ยื่นให้
by INVX Research and INVX Investment Products & Strategy
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไร้ข้อสรุป
- รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ แม้จะใช้เวลาในการเจรจาติดต่อกันยาวนานถึง 21 ชั่วโมงก็ตาม
- ข้อสรุปที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่ทางฝั่งอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ทางสหรัฐฯ ยื่นให้ โดยแวนซ์ได้ระบุข้อมูลนี้ระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อเช้าวันที่ 12 เมษายน 2026
-
แกนกลางของข้อเรียกร้องสหรัฐฯ คือให้อิหร่านให้คำมั่นอย่างชัดเจนว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์และไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สามารถเร่งสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง Vance ระบุว่าเป็น “เส้นแดง” ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำหนดไว้
-
สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า การไม่บรรลุข้อตกลงทำให้ความเสี่ยงที่การสู้รบจะกลับมาปะทุและยกระดับความรุนแรงสูงขึ้น โดยเฉพาะหากการหยุดยิงไม่ถูกขยายเวลา ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านอุปทานน้ำมันโลกจากอ่าวเปอร์เซียและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง
-
แม้ Vance ระบุว่าบางส่วนของการพูดคุย “คืบหน้าในเชิงเนื้อหา” แต่โดยรวมถือว่าเป็น “ข่าวร้ายสำหรับอิหร่าน และข่าวร้ายสำหรับสหรัฐฯ” สะท้อนว่าความต่างของจุดยืนหลักยังคงสูง ขณะเดียวกันทำเนียบขาวย้ำว่าแผนถอนกำลังจากอิหร่านในอีก 2–3 สัปดาห์ยังไม่ได้ผูกติดกับการต้องมีดีลสำเร็จ ทำให้ภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง
มุมมองการลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก
- เรามองว่า การไม่บรรลุข้อตกลงในรอบนี้เพิ่มระดับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk premium) ในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ หรือยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นคาดราคาน้ำมันดิบ Brent จะพุ่งทะยาน (Price Spike) กลับไปทดสอบระดับ US$100-120/bbl ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น และเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามข้อตกลงการหยุดยิง 2 สัปดาห์ ยังคงอยู่ มีโอกาสให้ทั้ง 2 ยังคงสามารถเจรจากันต่อได้ หากมีความคืบหน้ามากขึ้น จะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไปได้เช่นกัน
- ในฝั่งสินทรัพย์เสี่ยง เราประเมินหุ้นมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันหลังการเจรจายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง โดยเราประเมินว่า หุ้นในกลุ่ม EM โดยเฉพาะเอเชีย มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันมากกว่า DM เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสแข็งค่ามากขึ้น ในแง่นี้เรายังระมัดระวังในการลงทุนหุ้น EM โดยเน้นลงทุนในหุ้น DM และหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากความมั่นคงด้านพลังงาน เช่นกองทุน A-GRID ที่ได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น
- ในขณะที่ Bond Yield มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เร่งตัว โดยยังคงแนะให้ลงทุนในตราสารหนี้อายุไม่เกิน 5 ปี เพื่อรับประโยชน์จาก bond yield ที่มีแนวโน้มลดลง พร้อมเน้นกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (quality credit) หรือพันธบัตร เช่นกองทุน กองทุน SCBTMFPLUS-I และ K-GSF(UH)*
*กองทุน K-GSF(UH) เป็นกองทุนที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
- โดยในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนนี้เรายังคงแนะนำให้นักลงทุนลงทุนตาม Core Portfolio ตามแผนการลงทุนในระยะยาว โดยมองข้ามความผันผวนในระยะสั้น เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้เหมาะสมตามแผนการลงทุน
📈มุมมองต่อตลาดหุ้นไทย :
INVX มองข่าวนี้เป็น Negative Shock ที่สร้าง Sentiment เชิงลบอย่างรุนแรง ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-off ทันที ขณะที่ทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นในฐานะ Safe Haven ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ารุนแรงสู่กรอบ 33.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากกระแส Fund Flow ไหลออกเพื่อลดความเสี่ยง
สำหรับ SET Index คาดจะปรับฐานลงทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1,400-1,450 จุด (หรือ 1,320-1350 จุดหากสถานการณ์บานปลาย) โดยมี 3 ปัจจัยกดดันหลัก:
- Energy Shock & Fiscal Pressure: ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะดึงเงินเฟ้อกลับมา และเพิ่มภาระกองทุนน้ำมัน/ค่าไฟ สร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณภาครัฐ
- Fund Flow Outflow: นักลงทุนต่างชาติลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงใน Emerging Markets
- Margin Call & Panic Sell: ความผันผวนที่สูงขึ้นอาจกระตุ้นแรงขายในหุ้นกลุ่ม Big Cap. เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงวันหยุด
🎯กลยุทธ์การลงทุน : หากสถานการณ์ยังไม่มีความคืบหน้าเชิงบวก แนะนำตั้งรับ รักษาเงินต้น และป้องกันความเสี่ยง ดังนี้
- High Cash Allocation ถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน (Duration Risk) และเตรียมความคล่องตัวไว้รอจังหวะซื้อหุ้นพื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่ง
- Strategic Hedging ป้องกันความเสี่ยงพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นอย่าง PTTEP รวมทั้ง PTTGC จากส่วนต่างสเปรดกว้างขึ้นและไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยตั้งจุด Trailing Stop ไว้เสมอหากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย
- ลงทุนหุ้น High Pricing Power ซึ่งส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าและบริการจำเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย รวมทั้งมีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC TRUE CHG BCH CPALL CPAXT BJC
- ลงทุนในหุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
⚠️ความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวัง : หากความตึงเครียดลุกลามจนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสมบูรณ์ ตลาดจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งนักลงทุนอาจจำเป็นต้องปรับพอร์ตเข้าสู่โหมดรักษาทุน (Capital Preservation) ขั้นสูงสุด
⚠️เนื่องจากตลาดหุ้นไทยปิดทำการช่วงเทศกาลสงกรานต์ (13-15 เม.ย.) ทำให้นักลงทุนมี "Buffer" ในการติดตามสถานการณ์โลกโดยไม่ต้องเผชิญแรงขายทันที อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยง "Gap Down" หรือราคาเปิดกระโดดลงอย่างรุนแรงในวันที่ 16 เม.ย. หากในช่วงวันหยุดมีความรุนแรงทางการทหารเกิดขึ้น
#INVXResearch #Strategy #Investment #หุ้นไทย #ราคาน้ำมัน #ภูมิรัฐศาสตร์