ประเด็น: บทสัมภาษณ์คุณอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย (คปภ) จากประเด็นที่บ.ประกันภัยรายใหญ่ คือ AIA ประกาศว่าจะยุติการขายกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนแบบเหมาจ่าย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักในไทยในปัจจุบัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 และมีการคาดว่ากรมธรรม์ใหม่จะเปลี่ยนเป็นรูปแบบ co-payment แทน การเปลี่ยนแปลงนี้มีสาเหตุจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่สูงขึ้นและ loss ratio ของบริษัทประกันที่ภัยเพิ่มขึ้น
เนื้อหาสำคัญ
รูปแบบกรมธรรม์ใหม่ที่บ.ประกันภัยรายใหญ่เสนอและ คปภ. กำลังพิจารณา
บริษัทประกันรายใหญ่ได้ยื่นขอความเห็นชอบรูปแบบใหม่ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการใช้เครือข่ายโรงพยาบาล (Network) มาเป็นเงื่อนไขในการร่วมจ่าย:
- หากรักษาในโรงพยาบาลในเครือข่าย: ผู้เอาประกันไม่ต้องร่วมจ่าย (No Co-payment)
- หากรักษานอกเครือข่าย: ผู้เอาประกันจะต้องมีส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ตามสัดส่วนที่กำหนด
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้บริษัทประกันสามารถตกลงค่าใช้จ่ายและแนวทางปฏิบัติกับโรงพยาบาลพันธมิตรได้ล่วงหน้า ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ชัดเจนขึ้น และอาจส่งผลให้เบี้ยประกันสอดคล้องกับต้นทุนจริงมากขึ้น
หลักเกณฑ์การพิจารณาของ คปภ.
คปภ. กำลังพิจารณาแผนดังกล่าวโดยมุ่งเน้นใน 2 ส่วนหลัก:
- ความเป็นธรรมและความชัดเจน: บริษัทต้องแจ้งรายละเอียดเงื่อนไขโรงพยาบาลในเครือข่ายให้ผู้เอาประกันทราบอย่างครบถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจ
- ความเหมาะสมของเบี้ยประกัน: ต้องดูว่าเบี้ยประกันสอดคล้องกับสิทธิ์ที่ถูกจำกัดลงหรือไม่ (เช่น หากจำกัดสิทธิ์เข้าได้เฉพาะบางโรงพยาบาล เบี้ยควรจะต้องสะท้อนต้นทุนที่แตกต่างจากการเข้าได้ทุกโรงพยาบาล)
บริษัทอื่นจะทำตามหรือไม่?
ในขณะนี้ มีเพียงบริษัทเดียวที่ยื่นเสนอแผนประกันรูปแบบนี้อย่างเป็นทางการต่อ คปภ. อย่างไรก็ตาม คปภ. มองว่าหากโมเดลนี้ได้รับอนุมัติอาจกลายเป็นต้นแบบที่บริษัทประกันภัยอื่นๆ จะทำตามในอนาคต เพื่อแก้ปัญหาระบบประกันสุขภาพในระยะยาว
มุมมองของเรา
- ความกังวลต่อกลุ่มการแพทย์ลดลง เพราะข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นว่าผลิตภัณฑ์กรมธรรม์สุขภาพใหม่ของบ.ประกันรายใหญ่ยังคงเป็นแบบเหมาจ่ายหากรักษาในโรงพยาบาลในเครือข่าย
- อ้างอิงข้อมูล AIA Smart Network เราพบว่าโรงพยาบาลของ บ. จดทะเบียนส่วนใหญ่อยู่ในเครือข่าย
- ในระยะสั้น จากประเด็นนี้เรามองว่า BDMS น่าจะได้รับ Positive sentiment มากสุดจากราคาหุ้นที่ปรับลงมาแรงก่อนหน้านี้ และมีรายชื่อใน AIA Smart Network
- ในกลุ่มการแพทย์ นอกจากประเด็นประกันสุขภาพเอกชนแล้วยังมีเรื่องผลกระทบการให้บริการผู้ป่วยต่างชาติจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้น
- Trading Idea #1: โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากปัจจัยลบเหล่านี้คือ CHG และ RJH โดยเรามองว่า CHG มีความน่าสนใจมากกว่า RJH จากคาดการณ์อัตราตอบแทนเงินปันผลที่ 3.3% ใน 2H68 และ 5.2% ในปี 2569 ซึ่งน่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงทางด้านราคา (downside) ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่ม
- Trading Idea #2: สำหรับโรงพยาบาลที่มีความเสี่ยงด้านผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งเราต้องติดตามว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เรามองว่า BDMS และ BCH ดูน่าสนใจกว่า BH และ PR9 เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวมากกว่าและมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงกว่า
- BDMS (Outperform, TP 28 บาท) CHG (Outperform, TP 2 บาท) BCH (Outperform, TP 14 บาท) RJH (Neutral, TP 14 บาท) BH (Neutral, TP 214 บาท)