สรุปสาระสำคัญ
THAI: วันพุธที่ 4 ก.พ. 2569 จะเป็นวันแรกของหุ้นที่โดนห้ามขายจำนวน 6,601 ล้านหุ้น จะสามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
• ขนาด: จำนวนหุ้น 6,601 ล้านหุ้น คิดเป็น 23.3% ของหุ้นทั้งหมดของ THAI โดยหุ้นที่ซื้อขายได้ตอนนี้มีจำนวน 1,900 ล้านหุ้น หรือเพียง 6.7% ของหุ้นทั้งหมด
• ราคา: หุ้นที่โดนห้ามขายเป็นหุ้นที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนที่ราคา 2.5452 บาท/หุ้น และเกิดจากการเพิ่มทุนที่ราคา 4.48 บาท/หุ้น โดยหุ้นที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนนั้นมีสัดส่วนมากกว่า คิดเป็น 74% ของหุ้นทั้งหมดของ THAI
• จะมีหุ้นที่ครบการห้ามขายอีกรอบ: ในวันที่ 4 ส.ค. 2569 หุ้นที่โดนห้ามขายที่เหลืออีกจำนวน 19,803 ล้านหุ้น หรือ 70% ของหุ้นทั้งหมด จะสามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
• โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลัก: กระทรวงการคลัง 38.9%, บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง 4%, BBL 8.5%, สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด 5.4%, KTB 4.7% , TTB 2% (ณ วันที่ 20 พ.ย. 2568

มุมมองของเรา
- เราแนะนำให้ Wait-and-see รอดูสถานการณ์ เรามองว่าราคาหุ้น THAI จะมีความผันผวนสูง หลังจากที่มีหุ้นจำนวนมาก (ที่ราคาต้นทุนต่ำ) กลับมาเข้ามาซื้อขายได้ในวันที่ 4 ก.พ.
- เราได้ทำ sensitivity analysis การคาดการณ์ราคาเหมาะสม THAI บนการเปลี่ยนแปลงของ EPS ปี 2569 (อิง consensus) และ PE multiplier
- ในกรณี Base case อิง EPS 1.05 บาท และ 9.3x PE (ค่าเฉลี่ยภูมิภาค) ราคาเหมาะสม คือ 9.8 บาท ในปัจจุบัน จำนวนคำแนะนำ Buy/Hold/Sell ของ consensus คือ 7/12/1
- Bear case: กำไรลดลงจากที่ตลาดคาด 10-30% และ PE ปรับลดลงมาที่ -1SD ถึง -2SD (7-8.2 เท่า) ช่วงราคาคือ 5.2-7.8 บาท ตัวอย่างเหตุการณ์ของกรณีนี้ เช่น การท่องเที่ยวไทยชะลอตัว มีแรงกดดันราคาค่าโดยสาร ราคาน้ำมันเครื่องบินขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่า
- Bull case: กำไรเพิ่มจากที่ตลาดคาด 10-30% และ PE ปรับขึ้นมาที่ +1SD ถึง +2SD (10.5-11.6 เท่า) ช่วงราคาคือ 12.1-15.9 บาท ตัวอย่างเหตุการณ์ของกรณีนี้ เช่น การท่องเที่ยวไทยเติบโตดีมาก ราคาค่าโดยสารปรับขึ้นได้ ราคาน้ำมันเครื่องบินลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่า
