สรุปสาระสำคัญ
Dick’s รายงานงบ 2Q26 อ่อนกว่าคาดและปรับลดแนวโน้มทั้งปีจากปัญหา Foot Locker ที่ฟื้นช้าและตลาดรองเท้าเข้าสู่ช่วงลดราคาแรง แม้ธุรกิจหลักของ Dick’s ยังแข็งแรง ทำให้เรายังระมัดระวังกลุ่มค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย และมองบวกต่อกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นและเน้นความคุ้มค่า เช่น COST และ WMT
Dick’s งบอ่อนแอจาก Foot Locker กดกำไร ขณะที่ตลาดรองเท้าเข้าสู่ช่วงลดราคาแรง
Dick’s Sporting Goods รายงาน 2Q26 ต่ำกว่าคาดทั้งรายได้และกำไร พร้อมปรับลดแนวโน้มทั้งปี หลัง Foot Locker ที่ซื้อมาเมื่อปีก่อนยังฟื้นตัวช้ากว่าคาดและขาดทุน ขณะที่ตลาดรองเท้าและเครื่องแต่งกายกีฬาเข้าสู่ภาวะลดราคาหนักจากสินค้าคงคลังสูงและสินค้าแบบเดิมขายยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักของ Dick’s ยังแข็งแรง ยอดขายสาขาเดิมเพิ่ม 4.9% และยังได้ส่วนแบ่งตลาด ทำให้ประเด็นหลักอยู่ที่ความสำเร็จของการฟื้น Foot Locker มากกว่าความอ่อนแอของธุรกิจหลัก
- ผลประกอบการ 2Q26 ต่ำกว่าคาด โดย Foot Locker เป็นตัวฉุดหลัก
- Dick’s รายงานรายได้รวม $5.59bn ต่ำกว่าคาดราว $5.64–5.65bn ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วอยู่ที่ $3.53 ต่ำกว่าคาดราว $3.76 และลดลง 19% YoY ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นของทั้งกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 1% ลดลงราว 300 bps YoY สะท้อนแรงกดดันจากส่วนผสมรายได้ของ Foot Locker และการแข่งขันด้านราคา
- ภาพรวมสองธุรกิจแตกต่างกันชัดเจน โดย Dick’s ธุรกิจเดิมยังทำได้ดี ยอดขายสาขาเดิมเพิ่ม 9% จากทั้งจำนวนธุรกรรมและยอดใช้จ่ายต่อครั้งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Foot Locker มียอดขายสาขาเดิมลดลง 3.6% และขาดทุนจากการดำเนินงานราว $31.9mn
|
รายการ
|
2Q26
|
เทียบคาด/ปีก่อน
|
มุมมอง
|
|
รายได้รวม
|
$5.59bn
|
ต่ำกว่าคาด ~$5.64–5.65bn
|
ต่ำกว่าคาด
|
|
Adjusted EPS
|
$3.53
|
ต่ำกว่าคาด ~$3.76
|
ต่ำกว่าคาด
|
|
Dick’s Comparable Sales
|
+4.9%
|
ใกล้เคียงคาด
|
แข็งแรง
|
|
Foot Locker Comparable Sales
|
-3.6%
|
ต่ำกว่าคาด
|
อ่อนแอ
|
|
Gross Margin
|
~34.1%
|
-300 bps YoY
|
ถูกกดดัน
|
|
Dick’s Segment Profit
|
$485mn
|
เพิ่มเล็กน้อย YoY
|
ยังดี
|
|
Foot Locker Segment Profit
|
-$31.9mn
|
จากกำไรใน 1Q
|
จุดอ่อนหลัก
|
ปัญหาหลักคือ Foot Locker ฟื้นช้ากว่าที่บริษัทคาด
- ความกังวลสำคัญของตลาดอยู่ที่ดีลซื้อ Foot Locker มูลค่าราว $2.5bn เพราะเดิม Dick’s คาดว่าธุรกิจนี้จะช่วยเพิ่มกำไรในปีแรกเต็มหลังควบรวม แต่ล่าสุดแนวโน้มกลับแย่ลงอย่างรวดเร็ว
- บริษัทปรับคาดการณ์กำไรจาก Foot Locker ทั้งปีจากเดิม กำไร $110–150mn มาเป็น ขาดทุน $40–80mn หรือเปลี่ยนแปลงที่จุดกึ่งกลางราว $190mn ภายในเวลาเพียงไตรมาสเดียว ขณะเดียวกันยอดขายสาขาเดิมปีนี้ถูกปรับลดจากเดิม +5–3% เหลือ -2% ถึงทรงตัว
- สาเหตุหลักมาจาก Foot Locker พึ่งพารองเท้าแบบเดิมและสินค้าที่ต้องอาศัยการเปิดตัวรุ่นใหม่มากกว่าธุรกิจ Dick’s แต่ใน 2Q จำนวนสินค้าเปิดตัวใหม่ลดลงและสินค้าที่เปิดตัวก็ขายต่ำกว่าที่อุตสาหกรรมและบริษัทคาด
- ตลาดรองเท้ากีฬาเข้าสู่ช่วงลดราคาแรงจากสินค้าคงคลังสูงและความนิยมเปลี่ยน
- ผู้บริหารระบุว่าในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา หลายแบรนด์เริ่มลดราคาบนช่องทางของตัวเองมากขึ้น ก่อนที่การลดราคาจะลามเข้าสู่ร้านค้าปลีกทั้งระบบ ส่งผลให้ Dick’s และ Foot Locker ต้องลดราคาตามเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
- ปัญหาไม่ได้เกิดจากอุปสงค์รองเท้ากีฬาหายไปทั้งหมด แต่เกิดจาก สินค้าแบบเดิมบางรุ่นเริ่มไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ขณะที่ลูกค้าหันไปหาสินค้าใหม่ นวัตกรรมใหม่ และแบรนด์ที่หลากหลายขึ้น โดยกลุ่มรองเท้าวิ่ง รองเท้าเพื่อเล่นกีฬา และสินค้าแบบใช้งานจริงยังแข็งแรง แต่รองเท้าแฟชั่นแบบเดิมอ่อนตัวลง
- ในทางกลับกัน บริษัทเห็นความต้องการเพิ่มขึ้นในแบรนด์อย่าง Ugg และ Birkenstock รวมถึงสินค้ารุ่นใหม่ของ Nike, Adidas, Hoka และแบรนด์เกิดใหม่บางราย สะท้อนว่าอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนรอบสินค้า มากกว่าจะเป็นภาวะอุปสงค์หายไปทั้งหมด
- ธุรกิจหลักของ Dick’s ยังแข็งแรงและยังได้ส่วนแบ่งตลาด
- แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมอ่อนลง แต่ธุรกิจเดิมของ Dick’s ยังสามารถสร้างยอดขายสาขาเดิมได้ +4.9% และเติบโตเร็วกว่าตลาดราว 200 bps โดยยอดขายเพิ่มขึ้นทั้งรองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬา
- แรงหนุนสำคัญมาจากความต้องการสินค้ากีฬา การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รวมถึงการขยายร้านรูปแบบใหม่อย่าง House of Sport และ Field House ขณะที่ GameChanger และ Dick’s Media Network ช่วยเพิ่มรายได้และสนับสนุนอัตรากำไร
- จุดนี้ทำให้ภาพรวมของ Dick’s ยังแตกต่างจาก Foot Locker เพราะมีสินค้าและหมวดธุรกิจกระจายตัวมากกว่า ไม่ได้พึ่งพารองเท้าแฟชั่นเพียงกลุ่มเดียว จึงรับมือกับช่วงเปลี่ยนรอบสินค้าได้ดีกว่า
- ปรับลดแนวโน้มปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทปรับลดคาดการณ์รายได้รวมปี 2026 เหลือ $21.9–22.2bn จากเดิม $22.1–22.4bn และปรับลดกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วเหลือ $11–12 จากเดิม $13.50–14.50 หรือลดลงประมาณ 18% ที่จุดกึ่งกลาง
|
รายการ
|
Guidance ใหม่
|
เดิม
|
การเปลี่ยนแปลง
|
|
รายได้รวม
|
$21.9–22.2bn
|
$22.1–22.4bn
|
ลดลง
|
|
Dick’s Comp Sales
|
+2.5–4%
|
+2.5–4%
|
คงเดิม
|
|
Foot Locker Comp Sales
|
-2% ถึง 0%
|
+1.5–3%
|
ลดลงมาก
|
|
Adjusted Operating Income
|
$1.46–1.56bn
|
$1.71–1.83bn
|
ลดลง
|
|
Adjusted EPS
|
$11–12
|
$13.50–14.50
|
ลดลงมาก
|
|
Foot Locker Segment Profit
|
-$80mn ถึง -$40mn
|
+$110–150mn
|
พลิกเป็นขาดทุน
|
สิ่งที่น่าสนใจคือบริษัท ยังคงเป้ายอดขายสาขาเดิมของธุรกิจ Dick’s ที่ +2.5–4% แสดงว่าความกังวลหลักไม่ได้อยู่ที่ยอดขายธุรกิจเดิม แต่เป็นอัตรากำไรและความอ่อนแอของ Foot Locker
- Earnings Call ชี้ว่าแรงกดดันอาจต่อเนื่องถึงปลายปี แต่ผู้บริหารมองเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน
- ผู้บริหารคาดว่าตลาดจะยังมีการลดราคาสูงอย่างน้อยจนถึง 4Q โดยแรงกดดันต่ออัตรากำไรน่าจะหนักที่สุดใน 3Q ขณะที่ตลาดยุโรปของ Foot Locker อ่อนแอกว่าสหรัฐฯ จากการแข่งขันที่รุนแรงและผู้บริโภคระมัดระวังมากกว่า
- อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยังเชื่อว่าสถานการณ์เป็น ช่วงปรับสมดุลสินค้าคงคลังและเปลี่ยนรอบสินค้า มากกว่าจะเป็นการหดตัวถาวรของตลาดรองเท้า โดยคาดว่าหลังสินค้าแบบเดิมถูกระบายออกและสินค้ารุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด ภาพอุตสาหกรรมจะกลับมาดีขึ้น
- Dick’s ยังไม่ลดการลงทุน โดยจะเดินหน้าการตลาด Foot Locker, ปรับร้าน Fast Break, เพิ่มสินค้าแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม และลงทุนด้านพนักงาน เพื่อพยายามฟื้นแบรนด์ในระยะกลาง
- ความเสี่ยงจากดีล Foot Locker ยังสูงและอาจต้องใช้เงินเพิ่ม
- การฟื้น Foot Locker ยังเป็นความเสี่ยงหลัก โดยบริษัทมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเข้าซื้อและปรับโครงสร้างสะสมแล้วประมาณ $516mn และอาจเพิ่มเป็นสูงสุด $750mn จากการปิดร้านที่ผลงานไม่ดี ลดสินค้าคงคลัง และปรับโครงสร้างร้าน
- แม้บริษัทคาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการควบรวมราว $100–125mn ในระยะกลาง แต่ระยะเวลาในการเห็นผลอาจยาวนานกว่าที่เคยคาด โดยเฉพาะหากตลาดรองเท้ายังลดราคาแรงหรือ Foot Locker ไม่สามารถปรับสินค้าให้เข้ากับความนิยมใหม่ได้เร็วพอ
- นอกจากนี้สินค้าคงคลังรวมของบริษัทอยู่ที่ $5.57bn เพิ่มขึ้น 63% YoY ส่วนหนึ่งมาจากการรวม Foot Locker แต่ยิ่งเพิ่มความสำคัญของการควบคุมสินค้าและการลดราคาในช่วงครึ่งปีหลัง
- Read Across ต่อ Nike, On, Deckers และ Lululemon
- ผลประกอบการของ Dick’s ส่งผลลบต่อหุ้นรองเท้าและเครื่องแต่งกายกีฬา เพราะสะท้อนว่า ตลาดกำลังมีสินค้าคงคลังสูง การลดราคาเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าใหม่มากขึ้น
- Nike ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องสินค้าแบบเดิมและความจำเป็นต้องสร้างสินค้าใหม่ แต่ยังมีจุดบวกจากรองเท้าวิ่งและบาสเกตบอลรุ่นใหม่ที่ Dick’s ระบุว่ายังทำได้ดี
- On Holding และ Deckers/Hoka มีความเสี่ยงหากตลาดรองเท้าพิเศษลดราคาแรงขึ้น แต่กลุ่มรองเท้าวิ่งและเพื่อการใช้งานจริงยังแข็งแรงกว่ารองเท้าแฟชั่นแบบเดิม
- Lululemon ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากภาวะลดราคาในกลุ่มเสื้อผ้ากีฬา ซึ่งอาจกดดันอำนาจการตั้งราคาและอัตรากำไร โดยเฉพาะหากการแข่งขันด้านราคาแพร่กระจายออกจากรองเท้ามาสู่เสื้อผ้ามากขึ้น
- ในทางกลับกัน Ugg และ Birkenstock เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนความนิยมของผู้บริโภคไปสู่รองเท้าแฟชั่นรูปแบบใหม่
มุมมอง InnovestX
- เรามองประเด็นนี้ เป็นลบต่อ Dick’s และกลุ่มค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือยในระยะสั้น เพราะผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ตลาดรองเท้าและเครื่องแต่งกายกีฬาเผชิญทั้งสินค้าคงคลังสูง การลดราคา และความนิยมสินค้าที่เปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะ Foot Locker ที่พึ่งพารองเท้าแฟชั่นและสินค้าเปิดตัวใหม่สูง จึงมีความผันผวนมากกว่าธุรกิจหลักของ Dick’s
- ในเชิงกลยุทธ์ เรามองบวกลุ่มค้าปลีกที่มีสินค้าจำเป็นและความถี่ในการซื้อสูงมากกว่า เพราะความต้องการมีความยืดหยุ่นต่ำกว่า ได้รับผลกระทบจากรอบแฟชั่นและการลดราคาน้อยกว่า และมีแนวโน้มรักษายอดขายได้ดีกว่าในช่วงที่ผู้บริโภคเลือกใช้จ่ายมากขึ้น เช่น กลุ่มค้าปลีกอาหาร ของใช้ประจำวัน และค้าปลีกแบบเน้นความคุ้มค่า โดยเรามองบวกต่อ COST WMT
- ดังนั้นภาพจาก Dick’s ครั้งนี้ยิ่งสนับสนุนมุมมอง Prefer Essential Retail over Discretionary Retail โดยควรระมัดระวังผู้ค้าปลีกที่พึ่งพาสินค้าแฟชั่น รองเท้า และกำลังซื้อส่วนเกินของผู้บริโภคสูง จนกว่าสินค้าคงคลังในอุตสาหกรรมจะกลับสู่ระดับปกติและแรงกดดันด้านโปรโมชั่นลดลง.
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน