Offshore Stock Update

ข้อจำกัดและทางออกของความมั่นคงทางพลังงานของยุโรปปี 2035

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|17 Jun 26 3:05 PM
Screenshot 2026-06-17 141720
สรุปสาระสำคัญ

วิกฤตพลังงานล่าสุดผลักดันให้ยุโรปต้องเร่งลงทุนกว่า 3.2 ล้านล้านยูโร (แผนเร่งด่วน) ภายในปี 2035 เพื่อลดการนำเข้าพลังงานเหลือ 40% โดยเน้นการลดใช้ฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าเป็นมากกว่า 40% ผ่านการขยายพลังงานลม-แสงอาทิตย์ ยกระดับระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) และโครงข่ายสายส่ง ควบคู่ไปกับการเพิ่มเสถียรภาพด้วยนิวเคลียร์และการเพิ่มประสิทธิภาพอาคาร ซึ่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างนี้จะสร้างโอกาสเติบโตระยะยาวให้แก่หุ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า

หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนและอิหร่านได้เผยให้เห็นถึงความเปราะบางด้านห่วงโซ่อุปทานพลังงานของยุโรป การประเมินทิศทางและโครงสร้างพลังงานของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ในความเป็นไปได้ในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ภายในปี 2035 จึงความมีความสำคัญต่อการเติบโตในทางเศรษฐกิจยุโรป โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ขีดจำกัดความอิสระทางพลังงานของยุโรป


ความพยายามในการสร้างความอิสระทางพลังงานของยุโรปมีข้อจำกัดทางโครงสร้างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะลงทุนจำนวนมหาศาลก็ตาม ในกรณีเร่งสุด ซึ่งต้องใช้เงินมากกว่า 3.2 ล้านล้านยูโร สัดส่วนพลังงานนำเข้าจะลดลงเหลือประมาณ 40% ภายในปี 2035 แปลว่ายุโรปสามารถพึ่งพาตนเองได้ราว 60% แต่ยังต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าอีกมาก


สาเหตุหลักคือยุโรปมีข้อจำกัดเชิงธรรมชาติในน้ำมันและก๊าซ แหล่งผลิตเดิมโดยเฉพาะทะเลเหนือเข้าสู่ช่วงเสื่อมถอยมานาน การลงทุนเพิ่มช่วยชะลอการลดลงได้บางส่วน แต่ไม่สามารถทำให้กำลังผลิตกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมได้ ดังนั้น กลยุทธ์ที่ได้ผลกว่าการพยายามขุดเพิ่ม คือการทำให้ระบบเศรษฐกิจใช้พลังงานฟอสซิลน้อยลง ผ่านการประหยัดพลังงาน การใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิง และการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้า


การผลิตน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคกำลังลดลง


ภายใต้เส้นทางนโยบายปัจจุบัน ยุโรปต้องลงทุนราว 1.9 ล้านล้านยูโรถึงปี 2035 แต่สัดส่วนพลังงานนำเข้าแทบไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลบวกจากไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและการใช้ไฟฟ้าแทนฟอสซิล ถูกหักล้างด้วยการลดลงของการผลิตน้ำมันและก๊าซในภูมิภาค


น้ำมันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ความต้องการใช้น้ำมันจะค่อย ๆ ลดลงจากรถยนต์ไฟฟ้าและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น แต่กำลังผลิตน้ำมันของยุโรป สหราชอาณาจักร และนอร์เวย์ มีแนวโน้มลดลงเร็วกว่านั้น ภายใต้เส้นทางปัจจุบัน การผลิตน้ำมันในภูมิภาคอาจลดลงเหลือราว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2035 จากแรงกดดันของแหล่งผลิตเก่า ต้นทุนสูง ภาษี และข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม


ก๊าซธรรมชาติต่างมีภาพคล้ายกัน ยุโรปอาจตัดการพึ่งพาก๊าซรัสเซียได้มากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะพึ่งพาก๊าซนำเข้าโดยรวมลดลง หากการผลิตในภูมิภาคลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ยังต้องใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำรองให้ระบบไฟฟ้า ยุโรปอาจต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และแหล่งอื่น ๆ

 

การผลิตน้ำมันที่ลดลงในภูมิภาค ส่งผลให้ยังมีช่องว่างของการมีเอกภาพในพลังงานของยุโรป

 

eu-energy-5.png


ตัวแปรที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การผลิตเพิ่ม แต่คือการใช้พลังงานให้น้อยลง


เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของยุโรปคือการลดความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย โดยกรณีเร่งสุดตั้งสมมติฐานว่า การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายลดลงอย่างน้อย 10% ภายในปี 2035 ผ่านฉนวนอาคาร ระบบทำความร้อนรวมในเขตเมือง เครื่องสูบความร้อน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ภาคอาคารเป็นจุดสำคัญ เพราะยุโรปใช้ก๊าซจำนวนมากเพื่อทำความร้อน หากเครื่องสูบความร้อนและมาตรการปรับปรุงอาคารสามารถลดความต้องการก๊าซเพื่อทำความร้อนได้ราว 30% หรือประมาณ 45 พันล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2035 จะช่วยลดการนำเข้าก๊าซได้อย่างมีนัยสำคัญ


ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้ก๊าซได้ยากกว่า เพราะบางกระบวนการต้องใช้ความร้อนสูง แต่ยังมีทางเลือกบางส่วน เช่น ก๊าซชีวภาพ การใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิตบางประเภท และการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร

 

อุปทานและอุปสงค์ของพลังงานของยุโรป 2025 - 2035

 

eu-energy-1.png


ไฟฟ้าจะกลายเป็นศูนย์กลางของระบบพลังงานยุโรป


ในกรณีเร่งสุด สัดส่วนไฟฟ้าในพลังงานขั้นสุดท้ายของยุโรปอาจเพิ่มจากประมาณ 33% ในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 40% ภายในปี 2035 ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจเติบโตปีละ 4-5% จากรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องสูบความร้อน การใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรม ไฮโดรเจนบางส่วน และศูนย์ข้อมูล


ส่งทำให้ยุโรปต้องลงทุนในระบบไฟฟ้าครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่เพิ่มแผงแสงอาทิตย์หรือกังหันลม แต่ต้องลงทุนในสายส่ง หม้อแปลง สถานีไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และซอฟต์แวร์บริหารโครงข่าย เพราะหากมีไฟฟ้าสะอาดเพิ่ม แต่ระบบส่งไฟฟ้าไม่พร้อม พลังงานที่ผลิตได้ก็อาจไม่สามารถส่งถึงผู้ใช้ได้เต็มที่


พลังงานลมและแสงอาทิตย์คือแกนหลัก แต่ติดข้อจำกัดด้านนโยบายและห่วงโซ่อุปทาน


ในกรณีเร่งสุด การผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ของยุโรปอาจเพิ่มเป็นราว 3,500 เทราวัตต์-ชั่วโมงภายในปี 2035 จากราว 1,000 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2025 ซึ่งหมายถึงอัตราเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 13% ต่อปี


แต่การผลิตถึงระดับดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย ยุโรปต้องเร่งอนุญาตโครงการ ลดระยะเวลาการเชื่อมต่อโครงข่าย ปรับเงื่อนไขประมูลให้คุ้มค่าต่อผู้พัฒนาโครงการ และสนับสนุนการผลิตอุปกรณ์สำคัญ เช่น กังหันลม สายเคเบิล อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และหม้อแปลง


แม้ยุโรปต้องการสร้างฐานการผลิตในภูมิภาคมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังมีแนวโน้มต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จากสหรัฐฯ และจีนในบางส่วนของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุปกรณ์แสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 

แนวโน้มกำลังการผลิตของพลังงานทางเลือกของยุโรป

 

eu-energy-2.png


แบตเตอรี่คือกุญแจลดการใช้ก๊าซในระบบไฟฟ้า


ก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญในระบบไฟฟ้ายุโรป เพราะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรองเมื่อไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ แต่หากระบบกักเก็บพลังงานขยายตัวเร็ว บทบาทของโรงไฟฟ้าก๊าซอาจลดลงมาก


ในกรณีเร่งสุด ระบบแบตเตอรี่ที่เติบโตเร็วอาจทำให้สัดส่วนไฟฟ้าจากก๊าซลดลงเหลือเพียง 5% ของไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2035 จากราว 15% ในปัจจุบัน แม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ผลคือความต้องการก๊าซในภาคไฟฟ้าอาจลดลงเกือบ 65% หรือราว 64 พันล้านลูกบาศก์เมตร


ซึ่งเป็นเหตุผลที่ระบบกักเก็บพลังงาน สายส่ง และระบบบริหารความยืดหยุ่นของโครงข่าย ควรถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจเสริมของพลังงานหมุนเวียน


นิวเคลียร์ช่วยเพิ่มเสถียรภาพ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด


นิวเคลียร์เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการลดการพึ่งพาก๊าซ เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องและมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ ในกรณีเร่งสุด กำลังผลิตนิวเคลียร์ของยุโรปอาจเพิ่มเป็น 121 กิกะวัตต์ภายในปี 2035 เพิ่มขึ้นเกือบ 20 กิกะวัตต์จากปี 2025 โดยมีสมมติฐานว่าโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 2031 และมีการต่ออายุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม นิวเคลียร์ยังมีข้อจำกัด เพราะต้องนำเข้ายูเรเนียมจากต่างประเทศ เช่น แคนาดา คาซัคสถาน รัสเซีย และออสเตรเลีย ดังนั้นนิวเคลียร์ช่วยกระจายความเสี่ยงจากก๊าซ แต่ไม่ได้ทำให้ยุโรปเป็นอิสระจากพลังงานนำเข้าอย่างสมบูรณ์

 

กำลังการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ในกรณีฐาน และกรณีเร่งด่วน

 

eu-energy-3.png


ถ่านหินลิกไนต์เป็นเพียงกันชน ไม่ใช่ทางออกระยะยาว


ในกรณีเร่งสุด ยุโรปอาจคงกำลังผลิตไฟฟ้าจากลิกไนต์ไว้ 38 กิกะวัตต์ถึงปี 2035 โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งลิกไนต์ในประเทศแถบยุโรปกลาง ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินแข็งยังทยอยปิดเพราะต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า


อย่างไรก็ตาม บทบาทของลิกไนต์มีจำกัดมาก การคงการผลิตไว้ช่วยลดความต้องการก๊าซได้ไม่ถึง 2 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเมื่อเทียบกับปี 2025 และยังมีแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมสูง จึงเหมาะเป็นเพียงเครื่องมือกันชนช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่แกนหลักของความมั่นคงทางพลังงาน

 

แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์และถ่านหินในยุโรป

 

eu-energy-4.png


บทเรียนจากทะเลเหนือ: การขุดเพิ่มไม่สามารถสร้างการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้


กรณีสหราชอาณาจักรสะท้อนภาพชัดว่าแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซในทะเลเหนือไม่สามารถพลิกกลับมาเป็นคำตอบหลักของความมั่นคงพลังงานได้อีกแล้ว การผลิตน้ำมันและก๊าซของสหราชอาณาจักรลดลงเหลือราว 1 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันต่อวัน จากจุดสูงสุดมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันต่อวันราวปี 1999


แม้ยังมีปริมาณสำรองอยู่ แต่แหล่งผลิตเข้าสู่ช่วงปลายอายุ ต้นทุนสูง ปริมาณน้ำในหลุมเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนลดลง และเจอกับภาระภาษีกับความไม่แน่นอนด้านนโยบาย การลงทุนในทะเลเหนือจึงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง การเพิ่มการผลิตอาจช่วยเรื่องงานและรายได้ภาษีบางส่วน แต่แทบไม่สามารถลดค่าไฟหรือค่าพลังงานครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะราคาน้ำมันและก๊าซยังอิงตลาดโลก
บทเรียนสำคัญคือ การลดความต้องการใช้พลังงานในประเทศ โดยเฉพาะภาคขนส่งและอาคาร มีประสิทธิภาพมากกว่าการหวังฟื้นแหล่งผลิตเก่า


ตารางแผนของเส้นทางพลังงานยุโรปถึงปี 2035

 

ประเด็น

เส้นทางปัจจุบัน

แผนเร่งด่วน

เงินลงทุนหลักถึงปี 2035

มากกว่า 1.9 ล้านล้านยูโร

มากกว่า 3.2 ล้านล้านยูโร

สัดส่วนพลังงานนำเข้า

ใกล้เคียงปัจจุบัน

ลดเหลือราว 40%

การลดใช้พลังงานขั้นสุดท้าย

ราว 5%

อย่างน้อย 10%

ความต้องการใช้ไฟฟ้า

โตปีละ 2-3%

โตปีละ 4-5%

กำลังผลิตลมที่ต้องเพิ่ม

ราว 232 กิกะวัตต์

ราว 478 กิกะวัตต์

กำลังผลิตแสงอาทิตย์ที่ต้องเพิ่ม

ราว 498 กิกะวัตต์

ราว 779 กิกะวัตต์

กำลังผลิตนิวเคลียร์

เพิ่มราว 8 กิกะวัตต์

เพิ่มเกือบ 20 กิกะวัตต์

บทบาทก๊าซ

ยังจำเป็นต่อระบบไฟฟ้า

ลดลงมากจากแบตเตอรี่และประสิทธิภาพ

ความเสี่ยงหลัก

นำเข้ายังสูง

เงินลงทุนสูง โครงข่ายและห่วงโซ่อุปทานตึงตัว


มุมมองของ INVX

 

ภาพใหญ่ของแผนการสร้างเอกภาพของพลังงานในยุโรปไม่ใช่เรื่อง ใครผลิตน้ำมันและก๊าซได้มากขึ้น แต่เป็นเรื่อง ใครช่วยให้ยุโรปใช้ฟอสซิลน้อยลง และใช้ไฟฟ้าได้มากขึ้นอย่างมั่นคง ดังนั้น หุ้นที่น่าเรามองบวกมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  1. โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เช่น Schneider Electric, ABB, Siemens Energy, Prysmian, Nexans และ Hitachi Energy เพราะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากหลายเส้นทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นลม แสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ นิวเคลียร์ หรือศูนย์ข้อมูล
  2. ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้พัฒนาโครงการที่มีงบดุลแข็งแกร่ง เช่น RWE, Iberdrola, SSE และ Orsted 
  3. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัลประสิทธิภาพพลังงานและอาคาร เช่น Schneider Electric, Johnson Controls, Trane, Carrier, Kingspan และ Saint-Gobain เพราะการลดความต้องการใช้พลังงานเป็นเครื่องมือที่เร็วและมีผลต่อความมั่นคงพลังงานมากที่สุด

 

ขณะที่ Equinor ยังเป็นหุ้นที่น่าสนใจในฐานะผู้ชนะของช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะยุโรปยังต้องการก๊าซที่มั่นคงและเชื่อถือได้ 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5