Offshore Stock Update

ยุโรปเปิดยุทธศาสตร์เร่งลดการพึ่งพาด้านเทคฯ ต่างชาติ และพัฒนาด้วยตนเอง

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|4 Jun 26 9:43 AM
eu
สรุปสาระสำคัญ

ยุโรปเร่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย CADA, กฎหมายชิป 2.0 และการดัน Open-source ทั้งนี้ แม้จะมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีต้นน้ำ (ASML) แต่ INVX ประเมินว่าแผนนี้ยังมีช่องโหว่ใหญ่อย่างการขาดแคลนชิป GPU AI, โรงงานขั้นสูง (<5nm) และบริการคลาวด์ขนาดใหญ่ของตัวเอง ในระยะสั้นมองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มเทคฯ ในยุโรป แต่ต้องติดตามแนวทางการแก้ไขของยุโรปในกลุ่มธุรกิจที่ยังขาดหาย

ยุโรปต้องการทำอะไร? และคล้ายคลึงกับการทำ Localization ของจีนหรือไม่?

 

สิ่งที่ยุโรปกำลังขับเคลื่อน

 

คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอมาตรการและกฎหมายสำคัญหลายฉบับเพื่อผลักดัน อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Tech Sovereignty) โดยมีกลไกหลักดังนี้:

 

  1. Cloud and AI Development Act (CADA): มาตรการบังคับให้รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณะในยุโรปต้องจัดเก็บข้อมูลสำคัญไว้บนระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการที่เป็นของยุโรปเท่านั้นพร้อมกำหนดให้มีการทำ Sovereignty Risk Assessment บังคับตรวจประเมินความเสี่ยงและจัดหมวดหมู่ผู้ให้บริการคลาวด์ออกเป็น 4 ระดับ เพื่อพิจารณาว่าโครงสร้างพื้นฐานและการประมวลผลข้อมูลอยู่ภายใต้การควบคุมของยุโรปอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์ข้อมูลในยุโรปขึ้นถึง 3 เท่าภายในเวลา 5–7 ปีข้างหน้า
  2. กฎหมายชิปเวอร์ชันใหม่ (Chips Act 2.0): ต่อยอดจากกฎหมายความมั่นคงด้านชิปฉบับเดิมในปี 2023 ที่ส่งสัญญาณล้มเหลว เนื่องจากหน่วยงานตรวจสอบของยุโรปชี้ว่าเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดชิปโลกให้ได้ 20% ภายในปี 2030 นั้นไม่น่าจะทำได้ทันเวลา กฎหมายเวอร์ชัน 0 นี้จึงแก้ปัญหาด้วยการอนุญาตให้คณะกรรมาธิการยุโรป สามารถเข้าลงทุนโดยตรงในโครงการขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลารอการอนุมัติเงินอุดหนุนจากรัฐบาลของแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อความรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าต้องใช้เงินทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนสูงถึง 1.2 แสนล้านยูโร (€120B) ลากยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2035 เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมชิปในภูมิภาค
  3. การส่งเสริม Open-source Software: ยุทธศาสตร์การส่งเสริมและผลักดันให้ภาคส่วนต่างๆ หันมาใช้ Open-source Software ที่พัฒนาขึ้นภายในยุโรป เพื่อลดการผูกขาด ป้องกันปัญหาการถูกล็อกระบบ และลดการพึ่งพาซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์แบบปิดจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ
  4. บูรณาการโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูล: แผนปฏิบัติการเชิงรุกด้านการบริหารจัดการพลังงาน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการและเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลยุคใหม่เข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและต้นทุนของภาคครัวเรือน
  5. แรงขับเคลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์: แรงขับเคลื่อนภายนอกที่ทำให้แผนงานนี้มีความเร่งด่วนสูงขึ้นอย่างมาก คือการกลับมาดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในทำเนียบขาว และความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่เสื่อมถอยลง จนเกิดความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือบีบบังคับ สถานการณ์นี้เห็นได้ชัดจากกรณีที่บางเมืองในประเทศเดนมาร์กได้ตัดสินใจย้ายระบบไอทีออกจากผลิตภัณฑ์ของ Microsoft เพื่อหันไปใช้ซอฟต์แวร์รหัสเปิดทดแทนเนื่องจากกลัวความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางข้อมูล

 

ความคล้ายคลึงกับนโยบาย Localization ของจีน

 

แม้ว่าสหภาพยุโรปจะพยายามเน้นย้ำว่ามาตรการเหล่านี้ ไม่ใช่การปกป้องทางการค้า หรือการตัดขาดทางเทคโนโลยี แต่นโยบายนี้มีกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับกลยุทธ์การทำการพึ่งพาตนเองในท้องถิ่นของประเทศจีนในบางมิติ:

 

  • ความเหมือน: มีความพยายามที่จะเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐฯ มาเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการในท้องถิ่น มีการกำหนดข้อจำกัดในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลให้เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทในภูมิภาค และขับเคลื่อนด้วยความกลัวด้านความมั่นคง เช่น ความกังวลว่าสหรัฐฯ จะตัดกลไกการให้บริการคลาวด์ หรือประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์จากจีน
  • ความต่าง: แนวทางของยุโรปยังคงพยายามเปิดช่องให้พันธมิตรที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันสามารถมีส่วนร่วมในตลาดส่วนใหญ่ได้ และเน้นไปที่การสร้างมาตรฐาน กฎระเบียบร่วม รวมถึงการผลักดันระบบ Open-source มากกว่าการใช้อำนาจรัฐสั่งการปิดกั้นอย่างเบ็ดเสร็จแบบที่จีนทำ

 

จุดแข็ง และ จุดอ่อน ของแผนยุทธศาสตร์นี้

 

จุดแข็ง

 

  • ความได้เปรียบทางกฎระเบียบและตลาดเดี่ยว: ยุโรปมีตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง และมีความเชี่ยวชาญในการกำหนดมาตรฐานระดับโลก เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติต้องยอมปรับตัวตาม
  • ผู้นำด้านเทคโนโลยีต้นน้ำขั้นสูง: ยุโรปเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต้นน้ำของเซมิคอนดักเตอร์โลก ซึ่งไม่มีใครสามารถทดแทนได้ เช่น ASML
  • ความตระหนักร่วมกันของสมาชิก: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านผู้นำในสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศเริ่มเห็นพ้องร่วมกันว่า เทคโนโลยีสำคัญไม่ควรถูกใช้เป็นอาวุธต่อรองจากภายนอกอีกต่อไป

 

จุดอ่อน

 

  • การพึ่งพาต่างชาติในสัดส่วนที่สูงมาก: ปัจจุบันเทคโนโลยีในยุโรปกว่า 80% นำเข้ามาจากนอกภูมิภาค การจะสร้างอุตสาหกรรมทดแทนขึ้นมาเองจึงไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น
  • กระบวนการที่ล่าช้าและระบบราชการ: แผนยุทธศาสตร์นี้เผชิญกับการเลื่อนกำหนดการหลายครั้งเนื่องจากข้อคิดเห็นที่ขัดกันเองภายใน และหลังจากนี้ยังต้องผ่านขั้นตอนการเจรจาระหว่างรัฐบาลสมาชิกและสภายุโรป ซึ่งอาจใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะมีผลบังคับใช้จริง
  • ขนาดและงบประมาณที่เป็นรอง: ยุโรปขาดแคลนงบประมาณและการรวมศูนย์ทุนขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน ทำให้อาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นเจ้าของห่วงโซ่เทคโนโลยี AI ได้ทั้งหมด
  • ความเสี่ยงด้านพลังงาน: การขยายศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น 3 เท่าจะสร้างภาระอย่างใหญ่หลวงต่อระบบสายส่งไฟฟ้าของยุโรป ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่ยังคงกดดันอยู่

 

วิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน ใครทำอะไร? และส่วนไหนที่ขาดหาย?

 

1.      ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

 

จุดแข็ง

 

ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ยุโรปมีอำนาจผูกขาดในโครงสร้างส่วนต้นน้ำ โดยมี ASML เป็นจุดแข็งในฐานะผู้ผลิตเครื่องพิมพ์แสง EUV รายเดียวในโลกที่อุตสาหกรรมชิป ร่วมด้วยผู้เล่นที่แข็งแกร่งในด้านวัสดุศาสตร์และเครื่องจักรเฉพาะทางอย่าง ASM International, BE Semiconductor (BESI), Siltronic และ Wacker Chemie ยิ่งไปกว่านั้น ยุโรปยังเป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มชิปปลายน้ำเฉพาะทาง โดยมี Infineon, STMicroelectronics และ NXP Semiconductors ที่เจ้าตลาดชิปยานยนต์ ชิปสัญญาณผสม และชิปควบคุมพลังงานอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างมั่นคง

 

จุดอ่อน

 

ยุโรปมีช่องโหว่ขนาดใหญ่จากการไม่มีโรงงานรับจ้างผลิตชิปตรรกะขั้นสูง (Leading-edge Logic Fab <5nm) เป็นของตัวเอง ทำให้ยังต้องพึ่งพาและนำเข้าชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงจากต่างชาติ โดยโรงงานร่วมทุนใหม่อย่าง TSMC Dresden ที่จะเปิดในปี 2027 ก็ยังคงเน้นผลิตชิปขนาด 28 นาโนเมตรขึ้นไปเพื่อป้อนกลุ่มยานยนต์เท่านั้น นอกจากนี้ ยุโรปยังเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากการต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์ออกแบบชิป (EDA Tools) ของสหรัฐฯ อย่าง Synopsys และ Cadence รวมถึงการขาดแคลนบริษัทในกลุ่มหน่วยความจำ ซึ่งต้องพึ่งพาโรงงานของ Micron ซึ่งเป็นบริษัทสหรัฐฯ

 

Layer ชื่อบริษัท บทบาท
Lithography (EUV/DUV) ASML ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์แสง EUV รายเดียวในโลก
Chip Design (EDA Tools) Synopsys, Cadence ซอฟต์แวร์ออกแบบชิปขั้นสูงช่องโหว่ของยุโรปเพราะเป็นเทคโนโลยีอเมริกัน
Fab (Manufacturing) TSMC Dresden (JV ร่วมกับ Bosch / Infineon / NXP) โรงงานผลิตชิปแห่งแรกของ TSMC ในยุโรป กำหนดเปิดปี 2027 เน้นชิปขนาด 28 นาโนเมตรขึ้นไป
Fab (IDM) Infineon ผลิตและออกแบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Semiconductors) และชิปยานยนต์
Fab (IDM) STMicroelectronics ผลิตชิปสัญญาณผสม (Mixed-signal), ชิปยานยนต์ และอุปกรณ์ IoT
Fab (IDM) NXP Semiconductors ผลิตชิปยานยนต์ และระบบประมวลผลปลายทาง (Edge Computing)
Materials Siltronic ผลิตแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ (Silicon Wafers) คุณภาพสูง
Materials Wacker Chemie ผลิตสารโพลีซิลิคอน (Polysilicon) เกรดบริสุทธิ์สูงสำหรับอุตสาหกรรมชิป
Equipment (non-litho) BE Semiconductor เครื่องจักรสำหรับขั้นตอนการประกอบชิปและการแพ็กเกจจิ้ง (Die Bonding/Packaging)
Equipment ASM International เครื่องจักรเคลือบสารเคมีบนผิวเวเฟอร์ระดับอะตอม (Deposition / ALD)
Equipment Aixtron เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์คอมพาวด์ (GaN, SiC) สำหรับชิปพลังงานยุคใหม่
Specialty Chips Imagination Technologies ออกแบบและให้เช่าสิทธิบัตรทางปัญญาด้านหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU IP Cores)
Memory Micron(US, มีโรงงานในยุโรป) โรงงานผลิตหน่วยความจำชิป เป็นช่องโหว่ใหญ่เพราะไม่มีบริษัทของยุโรป

 

 

2.     ห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล

 

จุดแข็ง

 

ความโดดเด่นในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบจัดการพลังงาน และซอฟต์แวร์ความปลอดภัย โดยมี Schneider Electric และ ABB เป็นผู้นำด้านระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูงสำหรับศูนย์ข้อมูล ควบคู่ไปกับระบบเครือข่ายระดับโลกของ Nokia และ Ericsson ทางด้านซอฟต์แวร์และโมเดล AI ยุโรปสามารถสร้างทางเลือกอธิปไตยดิจิทัลผ่านโมเดลรหัสเปิดของ Mistral AI และ Aleph Alpha ร่วมกับการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยระดับภูมิภาคอย่าง GAIA-X และยังมีระบบ Sovereign Cloud ของผู้เล่นท้องถิ่นอย่าง OVHcloud, Deutsche Telekom และบริษัทร่วมทุน S3NS ที่สร้างความปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐตามเกณฑ์กฎหมายใหม่ได้

 

จุดอ่อน

 

ยุโรปเผชิญกับช่องโหว่วิกฤตและตามหลังสหรัฐฯ อย่างรุนแรงในด้านฮาร์ดแวร์ประมวลผลขั้นสูง (AI Accelerators) เนื่องจากไม่มีผู้ผลิตชิป GPU หรือชิปตรรกะระดับแนวหน้าของตัวเองเลย ทำให้ต้องพึ่งพาพลังประมวลผลจากสหรัฐฯ อย่าง Nvidia, AMD และ Intel เกือบทั้งหมด แม้จะมีสตาร์ตอัปอย่าง SiPearl หรือการผลิตเซิร์ฟเวอร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Atos / Eviden แต่ยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มงานรัฐและกลาโหม นอกจากนี้ ในตลาด Hyperscaler ยุโรปยังไม่มีผู้เล่นสำคัญของตนเองที่มีศักยภาพและขนาดทัดเทียมจนสามารถแข่งขันกับบริษัทใหญ่สหรัฐฯ อย่าง AWS, Azure และ GCP ได้ในเวทีโลก

 

Layer ชื่อบริษัท EU บทบาท คู่แข่งในสหรัฐฯ
AI Accelerators - ช่วงโหว่ เนื่องจากยุโรปไม่มีผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ประมวลผลหลักสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเอง Nvidia, AMD, Intel
Server/Compute Atos / Eviden ผลิตเซิร์ฟเวอร์สมรรถนะสูง (HPC) และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อธิปไตยสำหรับ AI Dell, HPE
Server/Compute Bull พัฒนาระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบเฉพาะเจาะจงให้แก่หน่วยงานรัฐและกลาโหมของ EU
Networking Nokia ระบบเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูล และการสื่อสารผ่านแสง (Optical) Cisco, Juniper
Networking Ericsson โครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่าย (มีความคาบเกี่ยวเชื่อมโยงกับระบบโทรคมนาคม 5G/6G)
Cooling/Infra Schneider Electric ระบบกระจายไฟฟ้าและระบบทำความเย็นอัจฉริยะสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ Vertiv, Eaton
Cooling/Infra ABB ระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าและการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลเข้ากับโครงข่ายกริด
Cloud (Sovereign) OVHcloud ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่ถือหุ้นโดยชาติตยุโรปรายใหญ่ที่สุด AWS, Azure, GCP
Cloud (Sovereign) Deutsche Telekom / T-Systems ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อธิปไตยสำหรับภาครัฐและเอกชนในเยอรมนี
Cloud (Sovereign) Orange Business ให้บริการระบบคลาวด์ความมั่นคงสูงสำหรับหน่วยงานราชการและธุรกิจในฝรั่งเศส
Cloud (Sovereign) S3NS บริษัทร่วมทุนระหว่าง Google และ Thales นำเทคโนโลยี Google Cloud มาปรับให้เข้ากับเกณฑ์ EU
Cloud (Emerging) IONOS ผู้ให้บริการระบบคลาวด์และเว็บโฮสติ้งที่เน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
AI Software/Models Mistral AI สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำของยุโรป เน้นพัฒนาโมเดลภาษาแบบ Open-weight OpenAI, Anthropic
AI Software Aleph Alpha พัฒนาซอฟต์แวร์และโมเดล AI สัญชาติเยอรมัน เน้นความปลอดภัยและการใช้งานในภาครัฐ
AI Chips (Startup) SiPearl ออกแบบหน่วยประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) บนสถาปัตยกรรม ARM เพื่อใช้ในซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ EU
AI Infra (JV) GAIA-X องค์กรกำหนดมาตรฐานร่วมกันเพื่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและความปลอดภัยของ EU

 

3.     ห่วงโซ่อุปทานของระบบความปลอดภัยและความมั่นคงทางข้อมูล

 

จุดแข็ง

 

ยุโรปมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งใน Cybersecurity สำหรับภาคการทหาร รัฐบาล และองค์กรขนาดใหญ่ โดยมี Thales และ Airbus CyberSecurity เป็นบริษัทหลัก ควบคู่ไปกับ SAP ซึ่งช่วยให้ยุโรปสามารถควบคุมระบบความปลอดภัยภายในภูมิภาคได้ตามเกณฑ์กฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

จุดอ่อน

 

การพึ่งพาเทคโนโลยีฐานรากจากภายนอก โดยระบบซอฟต์แวร์ความปลอดภัยเชิงพาณิชย์และระบบจัดการองค์กรเกือบทั้งหมดยังถูกครอบงำโดยบริษัทสหรัฐฯ อย่าง Palo Alto Networks, Oracle, Salesforce และ Accenture ทำให้ในสถานการณ์จริง ยุโรปไม่ได้สร้างระบบขึ้นมาเองจากศูนย์ แต่เป็นการนำซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ มาปรับแต่งและสวมทับด้วยชั้นความปลอดภัยของท้องถิ่น เช่น การทำร่วมทุน S3NS ของ Thales กับ Google ซึ่งหากเกิดการตัดขาดทางเทคโนโลยีหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ขั้นรุนแรง ยุโรปยังคงมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนแพลตฟอร์มหลักในการขับเคลื่อนระบบไอทีภาพรวม

 

บริษัท บทบาท คู่แข่งในสหรัฐฯ
Thales ผู้นำระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การเข้ารหัสขั้นสูง และโครงสร้างคลาวด์ร่วมทุน S3NS Palo Alto Networks, Lockheed Martin
Airbus CyberSecurity พัฒนาและดูแลระบบคลาวด์รวมถึงเครือข่ายที่มีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับภาคการทหารและรัฐบาล Raytheon Technologies
SAP ซอฟต์แวร์บริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ พร้อมบริการ RISE with SAP เพื่อย้ายฐานข้อมูลสู่คลาวด์ท้องถิ่น Oracle Corporation, Workday, Salesforce
Capgemini ที่ปรึกษาด้านไอซีทีและผู้จัดการระบบ (System Integrator) นำพาภาครัฐเปลี่ยนผ่านสู่คลาวด์อธิปไตย Accenture, Cognizant
Atos / Eviden ให้บริการโซลูชันอธิปไตยดิจิทัล การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และการวิจัยระบบคอมพิวเตอร์ควอนตัม IBM, DXC Technology

 

4.    ห่วงโซ่อุปทานระบบโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานสำหรับโรงงาน AI

 

จุดแข็ง

 

มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างและมีอำนาจต่อรองสูง โดยมี Schneider Electric เป็นผู้นำระบบกระจายไฟฟ้าและระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูล ควบคู่ไปกับ ABB, Siemens Energy ที่ผูกขาดเทคโนโลยีหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้ยุโรปมีความพร้อมสูงในการรองรับเป้าหมายการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของภูมิภาค

 

จุดอ่อน

 

จุดอ่อนสำคัญคือ ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและวิกฤตราคาพลังงานในภูมิภาค ความต้องการหม้อแปลงและสายเคเบิลเพื่ออัปเกรดระบบกริดไฟฟ้าทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้บริษัทฝั่งยุโรปเผชิญปัญหาคอขวดในการส่งมอบสินค้า ซึ่งอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งทำให้แผนการขยายศูนย์ข้อมูล AI จะล่าช้าออกไปด้วย

 

บริษัท บทบาท คู่แข่งในสหรัฐฯ
Schneider Electric จัดหาระบบกระจายไฟฟ้าแรงดันต่ำ-กลาง และระบบสำรองไฟ ประสิทธิภาพสูงในศูนย์ข้อมูล Eaton Corporation, Vertiv Holdings
ABB ระบบอัตโนมัติสำหรับสถานีไฟฟ้า และเทคโนโลยีสายส่งกระแสตรงแรงดันสูง (HVDC) GE Vernova
Siemens Energy ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีไฟฟ้ายุคใหม่ GE Vernova
Hitachi Energy (ผลิตในยุโรป) ผู้ผลิตหม้อแปลงและระบบ HVDC รายใหญ่ที่มีฐานการผลิตหลักในยุโรปและมีบทบาทสูงในระบบกริด EU GE Vernova
Prysmian ผู้นำโลกในการผลิตสายเคเบิลพลังงานและสายสัญญาณใต้ดิน/ใต้ทะเล เพื่อเชื่อมศูนย์ข้อมูลเข้ากับแหล่งพลังงาน Southwire

 

ทางออกของยุโรปคืออะไร?

 

จากการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานข้างต้น ชี้ให้เห็นว่ายุโรปเผชิญกับช่องโหว่วิกฤตดังนี้

 

  1. ส่วนการประมวลผลขั้นสูง: ขาดแคลนโรงงานรับจ้างผลิตชิปขั้นสูง (<5nm) และชิป GPU ของตัวเอง ทำให้ต้องพึ่งพาและนำเข้าพลังการประมวลผลหลักจากสหรัฐฯ ทั้งหมด (Nvidia, AMD, Intel)
  2. ส่วนซอฟต์แวร์ต้นน้ำและเครื่องมือออกแบบ: ไม่มีซอฟต์แวร์ออกแบบชิปขั้นสูงที่เป็นเทคโนโลยีของตนเอง ต้องพึ่งพาการผูกขาดของบริษัทอเมริกันอย่าง Synopsys และ Cadence ซึ่งมีความเสี่ยงสูงหากเกิดการตัดขาดทางภูมิรัฐศาสตร์
  3. ส่วนเทคโนโลยีหน่วยความจำ: ไร้บริษัทผู้นำท้องถิ่นในกลุ่มชิปหน่วยความจำ (DRAM/Nand Flash) โดยโรงงานผลิตหลักที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคยังคงเป็นของ Micron ซึ่งเป็นบริษัทสหรัฐฯ
  4. ส่วนบริการคลาวด์: ขาดผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และขนาดทัดเทียมเวทีโลก ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ (AWS, Azure, GCP) ครองส่วนแบ่งตลาดในยุโรปเกิน 70%

 

ซึ่งเป็นสาเหตุที่สหภาพยุโรปเสนอแผนยุทธศาสตร์ข้างต้น ซึ่งเรามองว่าแนวโน้มจะเป็นดังนี้

 

  • เร่งเงินทุนอุดหนุนตรงและดึงการลงทุนกลางน้ำ: ใช้กลไกของกฎหมาย Chips Act 2.0 อนุมัติงบประมาณ 2 แสนล้านยูโร (€120B) ลงทุนตรงในโครงการชิปข้ามพรมแดนทันทีเพื่อความรวดเร็ว พร้อมดึงพันธมิตรระดับโลกมาร่วมทุนตั้งโรงงานในท้องถิ่นเหมือน TSMC Dresden เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนสตาร์ตอัปอย่าง SiPearl ออกแบบชิปสำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในภูมิภาค
  • ปฏิวัติระบบด้วยสถาปัตยกรรม Open-Source: แก้ปัญหาการพึ่งพาซอฟต์แวร์ออกแบบชิป (EDA Tools) ของสหรัฐฯ โดยการผลักดันระบบรหัสเปิดเป็นมาตรฐานแกนหลักของภูมิภาคตามกลยุทธ์ Open-Source Software
  • บังคับร่วมทุนคลาวด์: บังคับใช้เกณฑ์ตรวจประเมินความเสี่ยง 4 ระดับของกฎหมาย CADA บีบให้บริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (AWS, Azure, GCP) ต้องยอมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนและถ่ายโอนสิทธิ์การบริหารให้บริษัทท้องถิ่น เช่น โมเดล S3NS (Thales + Google) เพื่อให้ข้อมูลอยู่ภายใต้การควบคุมและกฎหมายของยุโรปอย่างสมบูรณ์
  • ใช้กริดไฟฟ้าอัจฉริยะจูงใจและปิดช่องโหว่หน่วยความจำ: เร่งขับเคลื่อนแผนงาน Data Center Grid Roadmap เพื่อผสานพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบสายส่งแรงดันสูงอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลที่จะโต 3 เท่า และใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดึงดูดการตั้งโรงงานชิปหน่วยความจำยุคใหม่ในภูมิภาค เพื่อปิดช่องโหว่การพึ่งพา Micron ของสหรัฐฯ

 

มุมมองของ INVX

 

เราประเมินว่าในระยะสั้นเป็น Sentiment บวกต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยียุโรป อย่างไรก็ตาม แผนการนี้อาจเผชิญความท้าทายจากระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานซึ่งอาจไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนก่อนปี 2030 อีกทั้งการกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดเกินไปอาจเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ และจีน

 

รวมถึงอาจทำให้ยุโรปเผชิญภาวะขาดแคลนเทคโนโลยีที่ดี หากบริษัทข้ามชาติเลือกที่จะปฏิเสธการทำตลาดในระบบที่ปิดกั้น

 

ในระยะยาว เนื่องจากยุโรปยังขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำที่พึ่งพาตนเองได้อย่างกลุ่มชิป AI และกลุ่ม Memory ซึ่งจะเป็นคอขวดสำคัญ ที่ต้องติดตามทางออกจากสหภาพยุโรปว่าจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5