Offshore Stock Update

ผลประกอบการโรงพยาบาลสหรัฐฯ 2Q26: Tenet เด่นกว่า HCA

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|27 Jul 26 3:35 PM
ChatGPT Image Jul 27, 2026, 03_24_19 PM
สรุปสาระสำคัญ

ผลประกอบการ 2Q26 ของกลุ่มโรงพยาบาลสหรัฐฯ สะท้อนว่า Tenet มีคุณภาพกำไรและแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่ดีกว่า จากการขยายอัตรากำไร การเติบโตของ USPI และการปรับเพิ่มแนวโน้ม ขณะที่ HCA แม้ยังมีข้อได้เปรียบด้านขนาด เครือข่าย และการควบคุมต้นทุน แต่กำไรยังอ่อนไหวต่อผู้ป่วยไม่มีประกัน ปริมาณผ่าตัดที่ลดลง และรายได้สนับสนุนจาก Medicaid มากกว่า ทำให้ InnovestX ให้น้ำหนัก Tenet มากกว่า HCA ในระยะสั้น

กลุ่มโรงพยาบาลสหรัฐฯ: Tenet เด่นกว่าจากกำไรพื้นฐานและการปรับเพิ่มแนวโน้ม ขณะที่ HCA ยังเผชิญแรงกดดันจากผู้ป่วยไม่มีประกัน

ภาพรวมผลประกอบการ

ผลประกอบการ 2Q26 ของกลุ่มโรงพยาบาลสหรัฐฯ ออกมาแตกต่างกันชัดเจน โดย Tenet Healthcare รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดในเกือบทุกด้านและปรับเพิ่มแนวโน้มทั้งรายได้ กำไร และกระแสเงินสด ขณะที่ HCA Healthcare แม้รายได้และ EPS สูงกว่าคาดเล็กน้อย แต่คุณภาพกำไรยังถูกกดดันจากจำนวนผู้ป่วยไม่มีประกันที่เพิ่มขึ้น ปริมาณการผ่าตัดที่ลดลง และการพึ่งพารายได้ Medicaid Supplemental Payment ในระดับสูง

เปรียบเทียบผลประกอบการ 2Q26

รายการ

Tenet Healthcare

HCA Healthcare

รายได้

$5.63 พันล้าน, +6.8% YoY

$20.23 พันล้าน, +8.7% YoY

เทียบตลาดคาด

สูงกว่าคาด 3.9%

สูงกว่าคาด 2.4%

Adjusted EBITDA

$1.30 พันล้าน, +16.3% YoY

$4.03 พันล้าน, +4.6% YoY

เทียบตลาดคาด

สูงกว่าคาดราว 14%

ใกล้เคียงผลเบื้องต้น

อัตรากำไร EBITDA

23.2% จาก 21.3%

19.9% จาก 20.7%

Adjusted EPS

$6.12, +52.2% YoY

$7.59, +11.0% YoY

ปฏิกิริยาราคาหุ้น

เพิ่มขึ้นแรงจากการปรับประมาณการ

เพิ่มขึ้นจากต้นทุนดีกว่าคาด


Tenet มีความโดดเด่นมากกว่าในด้านการขยายอัตรากำไร โดย EBITDA margin เพิ่มขึ้น 1.9 จุด YoY ขณะที่ HCA มีอัตรากำไรลดลง 0.8 จุด แม้รายได้เติบโตสูงกว่า สะท้อนว่าการเติบโตของ HCA ยังมีคุณภาพต่ำกว่าและได้รับแรงหนุนจากรายการรายได้ภาครัฐมากกว่า

ปริมาณผู้ป่วยและโครงสร้างรายได้

ตัวชี้วัด

Tenet

HCA

จำนวนผู้ป่วยที่ปรับรวมบริการผู้ป่วยนอก

+2.6%

+2.7%

ผู้เข้าห้องฉุกเฉิน

+2.0%

+3.6%

ปริมาณผ่าตัดรวม

-0.7% ในโรงพยาบาล

ผู้ป่วยใน -2.3%, ผู้ป่วยนอก -3.4%

รายได้ต่อผู้ป่วย

+3.3%

+6.4% ตามรายงาน

ผลกระทบจากผู้ป่วย Exchange

มีแรงกดดัน แต่ยังบริหารได้

มีแรงกดดันสูงและเปลี่ยนเป็นผู้ป่วยไม่มีประกันเกือบทั้งหมด


Tenet สามารถรักษาการเติบโตของผู้ป่วยและรายได้ต่อผู้ป่วยได้ดีจากการเน้นบริการที่มีความซับซ้อนสูง ขณะที่ปริมาณการผ่าตัดลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วน HCA แม้จำนวนผู้ป่วยรวมยังเติบโต แต่ปริมาณการผ่าตัดลดลงชัดเจน โดยเฉพาะหัตถการแบบเลือกเวลา ซึ่งมีรายได้และอัตรากำไรสูงกว่า

ตัวเลขรายได้ต่อผู้ป่วยของ HCA ที่เพิ่มขึ้น 6.4% ยังได้รับแรงหนุนอย่างมากจาก Florida Directed Payment Program หากตัดรายได้ย้อนหลังออก การเติบโตพื้นฐานจะลดลงเหลือราว 2.6% ทำให้แนวโน้มธุรกิจหลักไม่ได้แข็งแกร่งเท่าตัวเลขรายงาน

ธุรกิจผู้ป่วยนอกเป็นจุดแข็งของ Tenet

  • ธุรกิจศูนย์ผ่าตัดผู้ป่วยนอกของ Tenet หรือ USPI มีรายได้เพิ่มขึ้น 9.3% และ EBITDA เพิ่มขึ้น 8.8% แม้จำนวนเคสลดลง 1.2% เนื่องจากบริษัทตั้งใจลดสัดส่วนหัตถการที่มีมูลค่าต่ำ และเพิ่มบริการที่มีความซับซ้อนและรายได้ต่อเคสสูง เช่น การเปลี่ยนข้อ ศัลยกรรมด้วยหุ่นยนต์ ระบบทางเดินปัสสาวะ และหัตถการหัวใจ
  • รายได้ต่อเคสของ USPI เพิ่มขึ้น 6.3% และจำนวนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเพิ่มขึ้นเกือบ 10% สะท้อนว่ากลยุทธ์เปลี่ยนโครงสร้างบริการไปสู่หัตถการมูลค่าสูงยังดำเนินไปตามแผน และช่วยลดความผันผวนจากจำนวนเคสรวม
  • HCA มีเครือข่ายผู้ป่วยนอกขนาดใหญ่เช่นกัน และมีแผนขยายสถานพยาบาลอีก 250–300 แห่ง แต่ในไตรมาสนี้ปริมาณผ่าตัดผู้ป่วยนอกยังลดลง 3.4% จึงยังไม่เห็นผลบวกจากโครงสร้างเครือข่ายอย่างชัดเจนเท่า Tenet

การควบคุมต้นทุน

  • ทั้งสองบริษัทมีจุดแข็งด้านการควบคุมต้นทุน แต่ Tenet สามารถแปลงประสิทธิภาพดังกล่าวเป็นการขยายอัตรากำไรได้ชัดเจนกว่า
  • Tenet ใช้มาตรการปรับประสิทธิภาพทั้งการบริหารระยะเวลาพักรักษา การใช้ห้องผ่าตัด การจัดซื้อ การใช้ระบบอัตโนมัติ และ AI โดยปรับเพิ่มเป้าหมายผลประโยชน์จากการเติบโตและการลดต้นทุนเป็น $582 ล้าน จากเดิม $427 ล้าน
  • HCA สามารถลดสัดส่วนค่าแรงและสวัสดิการเหลือ 41.0% ของรายได้ จาก 43.7% และต้นทุนต่อผู้ป่วยแทบทรงตัว YoY อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะวิสัญญีแพทย์และรังสีแพทย์ ยังเพิ่มขึ้นราว 8.5% และเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไร

Medicaid ช่วยทั้งสองบริษัท แต่ระดับการพึ่งพาแตกต่างกัน

  • Tenet รับรู้ผลบวกจาก Medicaid Supplemental Payment ที่เกี่ยวข้องกับปีก่อนจำนวน $92 ล้าน อย่างไรก็ดี แม้ตัดรายการดังกล่าวออก EBITDA ยังสูงกว่าตลาดคาดราว 6.6% แสดงว่าผลประกอบการพื้นฐานยังแข็งแกร่ง
  • HCA รับรู้ผลบวกสุทธิจาก Medicaid Supplemental Payment ราว $400 ล้าน โดยส่วนใหญ่มาจาก Florida Directed Payment Program ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากผู้ป่วยไม่มีประกันราว $400 ล้าน หากไม่มีรายได้ดังกล่าว ความสามารถทำกำไรของ HCA อาจลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ดังนั้น ความเสี่ยงด้านคุณภาพกำไรและความยั่งยืนของรายได้ภาครัฐจึงสูงกว่าใน HCA โดยเฉพาะหลังปี 2028 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ทยอยลด State Supplemental Payments

แนวโน้มปี 2026

รายการ

Tenet

HCA

รายได้

$21.9–22.5 พันล้าน

$77.0–79.5 พันล้าน

Adjusted EBITDA

$4.83–5.03 พันล้าน

$15.4–16.1 พันล้าน

Adjusted EPS

$20.30–21.69

$28.70–30.50

ทิศทางแนวโน้ม

ปรับเพิ่ม

ปรับลดจากต้นปี

กระแสเงินสด

ปรับเพิ่มแนวโน้ม $225 ล้าน

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 2Q ลดลง 45%

CapEx

เน้น USPI และหัตถการซับซ้อนสูง

$5.0–5.5 พันล้านต่อปี


Tenet ปรับเพิ่มค่ากลางของ EBITDA ปี 2026 ราว $295 ล้าน โดยมาจากกำไรพื้นฐานครึ่งปีแรกที่ดีกว่าคาด รายได้ Medicaid เพิ่มเติม และการคาดว่าการควบคุมต้นทุนจะต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง

ตรงกันข้าม HCA ปรับลดค่ากลาง EBITDA แม้สมมติฐานผลบวกจาก Medicaid เพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนว่าประมาณการกำไรพื้นฐานถูกปรับลดจากผลกระทบของผู้ป่วยไม่มีประกัน ปริมาณผ่าตัดที่อ่อนตัว และการเติบโตที่กลับเข้าสู่กรอบปกติ 4–6%


ประเด็นสำคัญจาก Earnings Call

Tenet Healthcare

  • ฝ่ายบริหารระบุว่าผลประกอบการที่ดีกว่าคาดไม่ได้มาจากรายได้ Medicaid เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเพิ่มบริการที่มีความซับซ้อนสูง การเติบโตของผู้ป่วยเชิงพาณิชย์ และแผนลดต้นทุนที่เริ่มเตรียมตั้งแต่กลางปี 2025 ทำให้สามารถดำเนินมาตรการได้ทันทีตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยครอบคลุมการเจรจาสัญญาจัดซื้อ การจัดมาตรฐานเวชภัณฑ์ การบริหารระยะเวลาพักรักษา การเพิ่มประสิทธิภาพห้องผ่าตัด ตลอดจนการใช้ระบบอัตโนมัติและ AI ลดงานสนับสนุน
  • ในธุรกิจโรงพยาบาล จำนวนผู้ป่วยและระดับความซับซ้อนของการรักษายังแข็งแกร่ง แม้รายได้จากผู้ป่วย Exchange ลดลง 17% และจำนวนผู้ป่วยลดลง 13.5% โดยผู้ป่วยที่สูญเสียประกันส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นผู้ป่วยไม่มีประกัน อย่างไรก็ดี บริษัทสามารถชดเชยแรงกดดันดังกล่าวผ่านการเติบโตของรายได้จากผู้ป่วยที่มีประกันนายจ้าง การควบคุมค่าใช้จ่าย และการเพิ่มบริการเฉพาะทาง
  • สำหรับ USPI ฝ่ายบริหารย้ำว่าจำนวนเคสที่ลดลง 1.2% ไม่ได้สะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอทั้งหมด แต่เป็นผลจากการลดหัตถการที่มีความซับซ้อนและรายได้ต่ำ พร้อมเพิ่มสัดส่วนหัตถการมูลค่าสูง เช่น การเปลี่ยนข้อ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ศัลยกรรมด้วยหุ่นยนต์ ระบบทางเดินปัสสาวะ โรคอ้วน และหัตถการหัวใจ รวมถึงเริ่มขยายไปสู่หัตถการที่ซับซ้อนขึ้นในระบบทางเดินอาหารและจักษุวิทยา
  • ฝ่ายบริหารยังมองว่าการเติบโตของครึ่งปีหลังมีความแข็งแกร่ง โดยการปรับเพิ่มแนวโน้มไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการที่ดีกว่าคาดในครึ่งปีแรก แต่รวมถึงประโยชน์เพิ่มเติมจากแผนเติบโตและลดต้นทุนในครึ่งปีหลัง บริษัทคาดใช้เงินซื้อกิจการในธุรกิจศูนย์ผ่าตัดมากกว่า $300 ล้านในปี 2026 และยังมองว่าการซื้อหุ้นคืนมีความน่าสนใจ เนื่องจากราคาหุ้นยังต่ำเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดที่สร้างได้

HCA Healthcare

  • ฝ่ายบริหารยอมรับว่าผลกระทบจากการหมดอายุของสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับประกัน Exchange สูงกว่าที่คาด โดยจำนวนผู้ป่วย Exchange ลดลง 15% และผู้ป่วยที่สูญเสียประกันเปลี่ยนเป็นผู้ป่วยไม่มีประกันเกือบหนึ่งต่อหนึ่ง ต่างจากสมมติฐานเดิมที่คาดว่าบางส่วนจะย้ายไปประกันประเภทอื่น ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มประมาณการผลกระทบต่อ EBITDA ตลอดปีเป็น $1.0–1.2 พันล้าน
  • แรงกดดันดังกล่าวกระจุกตัวใน Gulf Coast, North Florida และ South Atlantic ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมด โดยจำนวนผู้ป่วย Exchange ในพื้นที่เหล่านี้ลดลงประมาณ 25–28% แม้สองในสามพื้นที่ยังมีจำนวนผู้ป่วยรวมสูงกว่าปีก่อน สะท้อนว่าปัญหาหลักเกิดจากคุณภาพของสัดส่วนผู้ชำระเงินมากกว่าการขาดอุปสงค์รักษาพยาบาล
  • ด้านปริมาณผ่าตัด การผ่าตัดฉุกเฉินซึ่งคิดเป็นประมาณสองในสามของการผ่าตัดผู้ป่วยในยังเพิ่มขึ้น 2% แต่การผ่าตัดแบบเลือกเวลาลดลงประมาณ 6% ในครึ่งปีแรก จากผลกระทบของผู้ป่วยที่สูญเสียประกัน ภาวะค่าครองชีพ และการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ปริมาณผู้ป่วยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยผู้ป่วยที่มีประกันไม่รวม Exchange เพิ่มขึ้น 3.2% และฝ่ายบริหารยังคงเป้าหมายการเติบโตของอุปสงค์ระยะยาวที่ 2–3%
  • HCA ระบุว่าแผนควบคุมต้นทุนเริ่มเห็นผลชัดเจน โดยต้นทุนรวมต่อผู้ป่วยแทบไม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน มาตรการสำคัญประกอบด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การใช้ AI การขยายศูนย์บริการส่วนกลาง และการพัฒนากำลังคน อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายแพทย์เฉพาะทางยังเพิ่มขึ้นราว 8.5% โดยเฉพาะวิสัญญีแพทย์และรังสีแพทย์
  • ในระยะกลาง บริษัทเตรียมลงทุนมากกว่า $7 พันล้านเพื่อเพิ่มเตียงผู้ป่วยใน 1,000–1,200 เตียง และขยายสถานพยาบาลผู้ป่วยนอกอีก 250–300 แห่ง โดยเน้นรัฐที่ประชากรเติบโตสูง เช่น Florida, Texas, Georgia, Tennessee, Utah และ Nevada ฝ่ายบริหารเชื่อว่าส่วนแบ่งตลาดโดยรวมยังทรงตัวถึงเพิ่มขึ้น แม้ผลประกอบการระยะสั้นถูกกดดันจากสัดส่วนผู้ป่วยไม่มีประกัน

สรุปจาก Earnings Call

  • ถ้อยแถลงของฝ่ายบริหารยืนยันว่า Tenet มีแรงขับเคลื่อนกำไรพื้นฐานที่หลากหลายกว่า ทั้งการเพิ่มบริการที่มีความซับซ้อนสูง การขยาย USPI และการลดต้นทุนที่ส่งผลต่ออัตรากำไรโดยตรง ขณะที่ HCA ยังมีข้อได้เปรียบด้านขนาด เครือข่าย และความสามารถควบคุมต้นทุน แต่ผลประกอบการระยะสั้นมีความอ่อนไหวต่อผู้ป่วยไม่มีประกัน ปริมาณผ่าตัดแบบเลือกเวลา และรายได้สนับสนุนจาก Medicaid มากกว่า

 

ความเสี่ยงของกลุ่มโรงพยาบาล

  • ความเสี่ยงสำคัญของทั้งสองบริษัทคือจำนวนผู้ป่วยที่สูญเสียประกันผ่าน Exchange และเปลี่ยนเป็นผู้ป่วยไม่มีประกัน ซึ่งทำให้รายได้ต่อผู้ป่วยลดลงและหนี้สูญเพิ่มขึ้น โดย HCA ประเมินผลกระทบปี 2026 ที่ $1.0–1.2 พันล้าน ขณะที่ Tenet ระบุว่ารายได้ Exchange ลดลง 17% แต่ยังสามารถชดเชยผลกระทบด้วยการเติบโตและการลดต้นทุน
  • ตั้งแต่ปี 2027 กลุ่มโรงพยาบาลยังเผชิญความเสี่ยงจาก Medicaid work requirements และการตรวจสอบสิทธิที่ถี่ขึ้น ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้ป่วยไม่มีประกันเพิ่มขึ้นอีก ส่วนตั้งแต่ปี 2028 การทยอยลดรายได้ Medicaid Supplemental Payment จะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกำไร โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้จากโครงการดังกล่าวในสัดส่วนสูง

มุมมอง InnovestX

  • เรามองผลประกอบการกลุ่มโรงพยาบาลสหรัฐฯ 2Q26 เป็นภาพผสม โดยความต้องการรักษาพยาบาลโดยรวมยังแข็งแกร่งจากจำนวนผู้ป่วยและการใช้ห้องฉุกเฉินที่เพิ่มขึ้น แต่คุณภาพการเติบโตแตกต่างกันตามโครงสร้างบริการและความสามารถในการบริหารต้นทุน
  • ในเชิงกลยุทธ์ เรามองบวกต่อ Tenet Healthcare มากกว่า HCA Healthcare เนื่องจาก Tenet มีการเติบโตของกำไรพื้นฐานที่ชัดเจนกว่า อัตรากำไรขยายตัว และปรับเพิ่มแนวโน้มปี 2026 ขณะที่ธุรกิจ USPI ยังได้ประโยชน์จากการย้ายหัตถการไปสู่ศูนย์ผ่าตัดต้นทุนต่ำและมีความซับซ้อนสูง
  • สำหรับ HCA แม้ยังมีจุดแข็งจากเครือข่ายขนาดใหญ่ ความสามารถควบคุมต้นทุน และแผนลงทุนมากกว่า $7 พันล้านในสามปี แต่ระยะสั้นยังถูกกดดันจากผู้ป่วยไม่มีประกัน ปริมาณการผ่าตัดที่ลดลง และการพึ่งพารายได้ Medicaid Supplemental Payment มากกว่า จึงเหมาะกับการลงทุนเชิงรับและรอความชัดเจนของแนวโน้มผู้ป่วยและนโยบายมากกว่า Tenet

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Stocks Mentioned
hca.n
thc.n
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5