สรุปสาระสำคัญ
การทดสอบ Starship Flight 13 ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของ SpaceX หลังสามารถปล่อย Starlink V3 จุดเครื่องยนต์ในอวกาศ และนำยานส่วนบนกลับมาได้ตามเป้าหมายส่วนใหญ่ แต่ความล้มเหลวของการลงจอด Super Heavy ต้นทุนพัฒนาที่สูง และการที่เทคโนโลยีสำคัญหลายด้านยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ทำให้ผลบวกต่อหุ้น SPCX ยังจำกัดในระยะใกล้
SpaceX Starship Flight 13 ผ่านเป้าหมายหลัก หนุนความเชื่อมั่นต่อ Starlink และแผน AI ในอวกาศ
1) ผลการทดสอบ Starship Flight 13
- การทดสอบ Starship เที่ยวบินที่ 13 ถือว่าประสบความสำเร็จในภาพรวมและมีความคืบหน้าชัดเจนจากเที่ยวบินก่อนหน้า โดยจรวด Starship Version 3 สามารถขึ้นบินด้วยเครื่องยนต์ของ Super Heavy ครบทั้ง 33 เครื่อง แยกตัวระหว่างจรวดท่อนแรกและยานส่วนบนได้ตามแผน พร้อมบรรลุเป้าหมายสำคัญหลายรายการ ได้แก่ การปล่อยดาวเทียม Starlink V3 จำนวน 20 ดวง การติดต่อสื่อสารและรับข้อมูลจากดาวเทียม ตลอดจนการจุดเครื่องยนต์ Raptor ในอวกาศอีกครั้งประมาณ 14 วินาที ซึ่งเป็นความสามารถที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่วงโคจรและควบคุมการออกจากวงโคจรในอนาคต
- ยานส่วนบนสามารถผ่านชั้นบรรยากาศและลงจอดในมหาสมุทรอินเดียแบบควบคุมได้ โดยยังคงสภาพสมบูรณ์เพียงพอให้ส่งภาพและข้อมูลหลังสัมผัสน้ำ ช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของแผ่นกันความร้อนมากกว่า 18,000 ชิ้นได้ละเอียดขึ้น อย่างไรก็ดี Super Heavy ยังไม่สามารถลงจอดได้สมบูรณ์ เนื่องจากมีเพียงเครื่องยนต์บางส่วนที่จุดติดระหว่าง Landing Burn ส่งผลให้กระแทกผิวน้ำด้วยความเร็วสูง สะท้อนว่ายังมีงานด้านความน่าเชื่อถือและระบบนำกลับมาใช้ใหม่ที่ต้องปรับปรุง
|
เป้าหมายการทดสอบ
|
ผลลัพธ์
|
|
เครื่องยนต์ Super Heavy ขณะขึ้นบิน
|
จุดติดครบ 33 เครื่อง
|
|
การแยกตัวของจรวด
|
สำเร็จ
|
|
การปล่อย Starlink V3
|
สำเร็จ 20 ดวง
|
|
การเชื่อมต่อดาวเทียม
|
สามารถสื่อสารและดาวน์โหลดข้อมูลได้
|
|
การจุดเครื่องยนต์ในอวกาศ
|
สำเร็จประมาณ 14 วินาที
|
|
การกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
|
สำเร็จ
|
|
การลงน้ำของ Starship
|
ลงแบบควบคุมและตัวลำยังค่อนข้างสมบูรณ์
|
|
การลงน้ำของ Super Heavy
|
ไม่สมบูรณ์และกระแทกน้ำด้วยความเร็วสูง
|
|
การจับจรวดด้วยหอปล่อย
|
ยังไม่ได้ทดสอบในเที่ยวบินนี้
|
2) ผลกระทบด้านการเงินและราคาหุ้น SPCX
- ผลการทดสอบเป็นบวกต่อมูลค่าพื้นฐานของ SpaceX เนื่องจาก Starship เป็นเทคโนโลยีหลักที่เชื่อมโยงธุรกิจสำคัญของบริษัท ทั้งการขยายเครือข่าย Starlink การปฏิบัติภารกิจดวงจันทร์ให้ NASA และแนวคิดการติดตั้งศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศ บริษัทลงทุนพัฒนา Starship ไปแล้วมากกว่า $15 พันล้าน ขณะที่ยังมีสัญญากับ NASA มูลค่าราว $4 พันล้านสำหรับการพัฒนายานลงจอดบนดวงจันทร์ ดังนั้น ความสำเร็จแต่ละขั้นจึงช่วยลดความเสี่ยงที่เงินลงทุนจำนวนมากจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามแผน
- การปล่อย Starlink V3 เป็นครั้งแรกมีความสำคัญทางการเงิน เนื่องจากดาวเทียมรุ่นใหม่รองรับข้อมูลได้มากกว่ารุ่นเดิม แต่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใช้ Falcon 9 ปล่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาก Starship เริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ SpaceX จะสามารถเพิ่มกำลังการให้บริการของ Starlink ลดต้นทุนการส่งดาวเทียมต่อหน่วย และรองรับบริการเชื่อมต่อโดยตรงกับอุปกรณ์ รวมถึงลูกค้าภาครัฐและกองทัพได้มากขึ้น
- อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นยังไม่ตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยหุ้นปิดที่ประมาณ $115.07 ต่ำกว่าราคา IPO ที่ $135 และลดลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดหลังเข้าตลาด สะท้อนว่านักลงทุนยังให้น้ำหนักกับความล่าช้าของโครงการ แรงขายจากผู้ถือหุ้นเดิม และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการสร้างรายได้จาก AI และ Starship มากกว่าความสำเร็จของการทดสอบเพียงเที่ยวบินเดียว ผลประกอบการครั้งแรกหลัง IPO ในวันที่ 4 สิงหาคมจึงมีความสำคัญต่อทิศทางราคาหุ้น โดยตลาดจะติดตามการเติบโตของ Starlink กระแสเงินสด และกรอบเวลาของ Starship อย่างใกล้ชิด
3) ความเสี่ยง
- ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและการนำกลับมาใช้ใหม่: แม้เที่ยวบินล่าสุดมีพัฒนาการดีขึ้น แต่ Super Heavy ยังไม่สามารถลงจอดแบบควบคุมได้ ขณะที่ SpaceX ยังไม่ได้พิสูจน์การจับยานส่วนบนด้วยหอปล่อย การบินซ้ำอย่างรวดเร็ว หรือการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ในระดับใกล้เคียงเครื่องบินพาณิชย์ตามเป้าหมายของผู้บริหาร
- ความเสี่ยงต่อภารกิจดวงจันทร์: ภารกิจของ NASA ต้องอาศัยการปล่อย Starship หลายเที่ยวในระยะเวลาใกล้กัน การเทียบยานในวงโคจร และการถ่ายโอนเชื้อเพลิงเหลวอุณหภูมิต่ำระหว่างยาน ซึ่งยังไม่เคยทดสอบจริง ความล่าช้าอาจกระทบกำหนดการภารกิจดวงจันทร์ในปี 2028 และเพิ่มต้นทุนพัฒนา
- ความเสี่ยงด้านเงินลงทุนและกระแสเงินสด: Starship ต้องใช้เงินลงทุนสูงต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาจรวด หอปล่อย โรงงาน และฐานปล่อยหลายแห่ง หากการทดสอบหรือการอนุมัติล่าช้า บริษัทอาจต้องใช้เงินสดเพิ่มก่อนที่รายได้จาก Starlink V3 และภารกิจเชิงพาณิชย์จะเริ่มชดเชยต้นทุน
- ความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้น: ราคาหุ้นยังสะท้อนความคาดหวังสูงต่อธุรกิจ AI ในอวกาศและการลดต้นทุนการส่งวัตถุขึ้นสู่วงโคจร หาก Starship ไม่สามารถลดต้นทุนต่อกิโลกรัมได้ตามเป้าหมาย หรือรายได้จาก Starlink เติบโตต่ำกว่าคาด นักลงทุนอาจปรับลดมูลค่าที่ให้กับธุรกิจในอนาคตเพิ่มเติม
- ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและความปลอดภัย: การเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน การนำยานกลับมายังฐานปล่อย และการใช้งานเชิงพาณิชย์ต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล การเกิดอุบัติเหตุหรือเศษซากตกในพื้นที่เสี่ยงอาจทำให้เที่ยวบินถูกระงับและกระทบแผนการพัฒนา
4) แนวโน้มบริษัท
- ในระยะถัดไป SpaceX มีแนวโน้มยกระดับการทดสอบจากเที่ยวบินแบบกึ่งวงโคจรไปสู่การเข้าสู่วงโคจรเต็มรูปแบบ พร้อมทดสอบนำยานส่วนบนกลับมายังฐานปล่อยและจับด้วยแขนกลบนหอปล่อย หากข้อมูลหลังเที่ยวบินที่ 13 ไม่พบปัญหาสำคัญ บริษัทอาจทดลองจับยานส่วนบนในการทดสอบครั้งถัดไป ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการลดเวลาหมุนเวียนและต้นทุนการปล่อย
- ด้านธุรกิจ Starlink การใช้ Starship ปล่อยดาวเทียม V3 จะช่วยเพิ่มความจุเครือข่ายต่อเที่ยวบินและสนับสนุนการเติบโตของฐานลูกค้าที่มีมากกว่า 10 ล้านราย ขณะที่ความสามารถด้าน Direct-to-Device และบริการลูกค้ารัฐบาลมีโอกาสเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานและกระจายแหล่งรายได้ออกจากบริการอินเทอร์เน็ตครัวเรือน
- ในระยะยาว Starship ยังเป็นรากฐานของแผนศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศ ซึ่งอาศัยต้นทุนการส่งอุปกรณ์ที่ต่ำ ความสามารถในการปล่อยน้ำหนักมาก และการนำจรวดกลับมาใช้ซ้ำ อย่างไรก็ดี ธุรกิจดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและต้องพิสูจน์ทั้งด้านเทคโนโลยี พลังงาน การระบายความร้อน การเชื่อมต่อ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
5) มุมมองของ InnovestX
- InnovestX มองว่าผลการทดสอบ Flight 13 เป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อ SpaceX เพราะสามารถบรรลุเป้าหมายหลักทั้งการปล่อย Starlink V3 การจุดเครื่องยนต์ในอวกาศ และการนำยานส่วนบนกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและเพิ่มความเป็นไปได้ที่ Starship จะเริ่มรองรับภารกิจเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น
- อย่างไรก็ดี ความสำเร็จครั้งนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันโมเดลธุรกิจระยะยาว เนื่องจากบริษัทยังต้องพิสูจน์การเข้าสู่วงโคจรเต็มรูปแบบ การนำทั้งสองส่วนกลับมาใช้ใหม่ การจับยานส่วนบน การเติมเชื้อเพลิงในอวกาศ และความสามารถในการบินซ้ำด้วยต้นทุนต่ำ จึงมองว่าราคาหุ้นอาจตอบรับในลักษณะจำกัดจนกว่าจะเห็นกรอบเวลาการพัฒนาที่ชัดเจนและผลประกอบการของ Starlink ที่สนับสนุนกระแสเงินสดได้มากขึ้น
- ในเชิงกลยุทธ์ หุ้น SPCX เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความผันผวนสูงและต้องการลงทุนในโอกาสระยะยาวจาก Starlink, การขนส่งอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอวกาศ โดยปัจจัยติดตามสำคัญ ได้แก่ ผลประกอบการวันที่ 4 สิงหาคม กำหนดการทดสอบเข้าสู่วงโคจร การจับยานด้วยหอปล่อย การเติบโตของรายได้ Starlink และระดับเงินลงทุนที่ต้องใช้ก่อน Starship จะเริ่มสร้างกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน