สรุปสาระสำคัญ
Inditex เผยผลประกอบการ 1Q26 ออกมาดีกว่าตลาดคาด หนุนจากคอลเลกชันใหม่และการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้บริษัทยังคงเป้าหมายปี 2026 ตามเดิมและเห็นสัญญาณยอดขายเร่งตัวขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี เราประเมินว่าในระยะข้างหน้า ต้องระวังแรงกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันการเติบโตของยอดขายและกำไรของกลุ่มเสื้อผ้า
สรุปภาพรวมผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2026
Inditex รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการตอบรับที่ยอดเยี่ยมต่อคอลเลกชัน Spring และ Summer ประกอบกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นสูง และการได้รับประโยชน์จากต้นทุนการจัดหาที่ลดลงตามการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวได้อย่างโดดเด่นและสามารถชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแผนการลงทุนได้เป็นอย่างดี
ตารางสรุปงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2026
|
ตัวเลขทางการเงิน
(หน่วย: ล้านยูโร)
|
ไตรมาสที่ 1 ปี 2026
|
ไตรมาสที่ 1 ปี 2025
|
การเปลี่ยนแปลง (% YoY)
|
ผลประกอบการเทียบกับคาดการณ์ตลาด
|
|
ยอดขายสุทธิ
|
8,750
|
8,270
|
+5.8%
|
ดีกว่าคาด (ตลาดคาด 8,740)
|
|
กำไรขั้นต้น
|
5,362
|
5,015
|
+6.9%
|
ดีกว่าคาด (ตลาดคาด 5,310)
|
|
อัตรากำไรขั้นต้น
|
61.2%
|
60.6%
|
+67 bps
|
ดีกว่าคาด (ตลาดคาด 60.8%)
|
|
กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
|
1,756
|
1,641
|
+7.0%
|
ดีกว่าคาด (ตลาดคาด 1,740)
|
|
กำไรสุทธิ
|
1,375
|
1,306
|
+5.3%
|
ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย (ตลาดคาด 1,400)
|
รายละเอียดผลประกอบการ
- รายได้และการเติบโต: ยอดขายเติบโต 8% YoY แตะระดับ 8,750 ล้านยูโร หากคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ยอดขายจะเติบโตถึง 8.8% YoY
- ความสามารถในการทำกำไร: อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 67 Basis Points มาอยู่ที่ 2% อัตรากำไร EBIT ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 20.1% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) เพิ่มขึ้น 6.4% YoY ซึ่งเติบโตในทิศทางเดียวกับยอดขาย
- กระแสเงินสดและสินค้าคงคลัง: บริษัทมีเงินสดสุทธิคงเหลือแข็งแกร่งที่ 08 พันล้านยูโร (ทรงตัว YoY) ขณะที่สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นเพียง 1% YoY ซึ่งบริษัทประเมินว่าเป็นสินค้าคงคลังที่มีคุณภาพสูง
แนวโน้มและเป้าหมายของบริษัท
Inditex คงเป้าหมายผลการดำเนินงานสำหรับปี 2026 ไว้ตามเดิม โดยไม่ได้มีการปรับเพิ่มหรือลดลงแต่อย่างใด โดยมีข้อสมมติฐานหลักดังนี้:
- ผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยน: คาดการณ์ว่าความผันผวนของค่าเงินจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อยอดขายรวมทั้งปีที่ประมาณ -1% (ลดลงจากผลกระทบ -4% ในปีปฏิทินก่อนหน้า)
- การขยายพื้นที่ค้าปลีก: ตั้งเป้าพื้นที่ร้านค้าเติบโตประมาณ 5% โดยการเปิดหน้าร้านใหม่ที่เป็นแฟล็กชิปสโตร์ขนาดใหญ่และการขยายพื้นที่ร้านเดิม จะช่วยสร้างยอดขายรวมถึงสนับสนุนการเติบโตของช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- อัตรากำไรขั้นต้น: คาดว่าจะรักษาความสามารถในการทำกำไรให้คงที่ในกรอบ +/- 50 Basis Points เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- งบลงทุน: คงงบลงทุนตามปกติไว้ที่ประมาณ 3 พันล้านยูโร เพื่อใช้ในการปรับปรุงพื้นที่เชิงพาณิชย์ การบูรณาการระบบเทคโนโลยี และการเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้าและการขนส่ง
มุมมองของผู้บริหารและประเด็นสำคัญจาก Earnings Call
- การเร่งตัวของยอดขายในไตรมาสที่ 2: ยอดขายในช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2026 เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 5% ในรูปสกุลเงินคงที่ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเตือนให้นักลงทุนประเมินตัวเลขนี้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นสถิติเพียง 4 สัปดาห์ และได้รับผลกระทบเชิงบวกจากปัจจัยทางปฏิทิน เช่น การเลื่อนเทศกาล Pentecost รวมถึงฐานเปรียบเทียบในครึ่งปีหลังของปีก่อนหน้าที่ค่อนข้างสูง
- ความยืดหยุ่นของโมเดลการจัดหาและขนส่งสินค้า: แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและวิกฤตในอ่าวเปอร์เซียที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งและราคาน้ำมันดิบผันผวน แต่โครงสร้างธุรกิจที่กระจายความเสี่ยงและเน้นการจัดหาสินค้าจากแหล่งใกล้เคียงร่วมกับการปรับเปลี่ยนโหมดการขนส่งอย่างรวดเร็ว เช่น เรือ, เครื่องบิน, ทางบก ช่วยให้สินค้าไม่ขาดตลาดและสามารถควบคุมต้นทุนสินค้าที่ขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- นโยบายการตั้งราคาและต้นทุนวัตถุดิบ: ผู้บริหารย้ำว่าการเติบโตของยอดขายถูกขับเคลื่อนด้วยปริมาณไม่ใช่การขึ้นราคา แม้ราคาฝ้ายและโพลีเอสเตอร์ในตลาดโลกจะปรับตัวขึ้น แต่บริษัทไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากวัตถุดิบโพลีเอสเตอร์ที่ใช้ถึง 27% มาจากการรีไซเคิล และสัญญาราคาค่าขนส่งมีลักษณะสะท้อนผลกระทบแบบมีระยะเวลาหน่วง
- การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม: บริษัทกำลังเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนทีมงานและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ควบคู่ไปกับการเปิดตัวบริการใหม่ ๆ เช่น ระบบบริการคิดเงินด้วยตนเองที่ได้รับการตอบรับดีมากจากผู้ซื้อ
มุมมองของ INVX
ภาพข้างต้นสะท้อนถึง Inditex เป็นหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีความยืดหยุ่นและมีความเสี่ยงต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ดี เรามองว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้ายังมีความไม่แน่นอนสูง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นของผู้บริโภค จากต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะกดดันยอดขายของกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยในอนาคต