สรุปสาระสำคัญ
ผลประกอบการของ Eli Lilly ใน 1Q26 ออกมาดีกว่าที่คาด โดยมีรายได้เติบโตถึง 56% จากความต้องการที่สูงมากในกลุ่มยาลดน้ำหนักและยาเบาหวาน แรงขับเคลื่อนหลักมาจากยอดขาย Mounjaro ที่โตมากกว่า 2 เท่า และ Zepbound ที่โตเกือบ 80% บริษัทได้ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้และกำไรตลอดทั้งปี 2026 ขึ้นอย่างนัยสำคัญ เนื่องจากยอดขายยาทั้งในและต่างประเทศแข็งแกร่งเกินคาด นอกจากนี้ยังมีการรุกเข้าซื้อกิจการในกลุ่มนวัตกรรมทางแพทย์หลายแห่งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โครงการพัฒนายาในอนาคต
ผลประกอบดีกว่าที่คาดจากยอดขายยา GLP-1
ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญในทุกตัวเลขสำคัญ จากยอดขายยา Mounjaro และ Zepbound ที่เติบโตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ยอดขายโตกว่า 3 เท่าตัว
- รายได้รวมทำได้ 19,800 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 12% ทั้งนี้มีการปรับปรุงตัวเลขประมาณการส่วนลดและเงินคืนในสหรัฐ ซึ่งส่งผลบวกต่อรายได้ของยา Zepbound และ Mounjaro
- กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 55 ดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 6.66-6.97 ดอลลาร์หรือ 25%
- มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการวิจัยและพัฒนาที่ได้มาจากการซื้อกิจการ จำนวน 52 ดอลลาร์ต่อหุ้น
รายละเอียดของผลประกอบการ
- รายได้เติบโตจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายถึง 65%
- ยอดขาย Mounjaro (ยา GLP-1 ที่ขายนอกสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 125% โดย Mounjaro นอกสหรัฐโตเกินคาดถึง 30–34% โดยเฉพาะจีน
- ยอดขาย Zepbound (ยา GLP-1 ที่ขายในสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 80%
- Foundayo (แบบกิน) เปิดตัว ~20,000 ผู้ป่วยใน 3 สัปดาห์แรก โดย 80% เป็นผู้ป่วยใหม่ที่ไม่เคยใช้ GLP-1 มาก่อน
- ปริมาณการขายรวมเติบโตขึ้นถึง 65%
- กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่จากกลุ่มภูมิคุ้มกัน มะเร็ง และประสาทวิทยาเติบโตรวมกัน 160% นำโดย Ebglyss (+141%), Jaypirca (+79%), Inluriyo (เพิ่งเปิดตัว)
- ราคาขายจริงลดลง 13% เนื่องจากแรงกดดันทางการแข่งขันและการเข้าสู่รายการยาควบคุมในจีน
- ครองส่วนแบ่งตลาดนอกสหรัฐเกิน 53% เฉลี่ย และในหลายประเทศอยู่ระดับเดียวกับ Zepbound ในสหรัฐ
- แม้อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเล็กน้อยจากการปรับราคาขายลดลงและผลกระทบของราคายาในตลาดต่างประเทศ แต่อัตราการทำกำไรจากการดำเนินงานปรับแล้วกลับเพิ่มขึ้น 7bps สู่ระดับ 50% เนื่องจากรายได้เติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย
- กำไรสุทธิรวมกลับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเนื่องจากฐานรายได้ที่ขยายใหญ่ขึ้นมาก
งบดุลและงบกระแสเงินสดแข็งแกร่งแม้จะมีการซื้อกิจการ
- บริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมากจนได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือเป็น AA- จาก S&P Global
- มีการจ่ายเงินปันผล 1,500 ล้านดอลลาร์ และซื้อหุ้นคืน 2,400 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้
- บริษัทเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการลงทุนเชิงรุกโดยใช้กระแสเงินสดจากยากลุ่มโรคอ้วนเข้าซื้อกิจการบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพถึง 4 แห่งในช่วงเวลาสั้นๆ รวมมูลค่าดีลกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ (Centessa ~7.8 พันล้าน, Kelonia 7.0พันล้าน, Ajax ~2.3 พันล้าน, Orna)
- S&P Global เพิ่งปรับขึ้นเป็น AA- (จาก A+) โดยมองบวก สะท้อนงบดุลที่ยังแข็งแกร่งแม้จะมีการลงทุน M&A จำนวนมาก
แนวโน้มและการคาดการณ์ - ปรับประมาณการขึ้นทั้งรายได้และกำไร
- รายได้ปี 2026 ปรับเพิ่มเป็น 82,000 - 85,000 ล้านดอลลาร์ (จากเดิม 80,000 - 83,000 ล้านดอลลาร์)
- กำไรต่อหุ้น ( EPS) ปรับเพิ่มเป็น 35.50 - 37.00 ดอลลาร์ (จากเดิม 33.50 - 35.00 ดอลลาร์)
- สมมติฐานหลักคือการเริ่มให้บริการประกันสุขภาพ Medicare สำหรับยาลดน้ำหนักในเดือนกรกฎาคม และการเปิดตัวยารับประทาน Foundayo อย่างเต็มรูปแบบในครึ่งปีหลัง
มุมมองจากผู้บริหาร - มั่นใจในตัวยาใหม่และพร้อมลงทุนเพิ่ม
- CEO ระบุว่านี่คือ ช่วงเริ่มต้นของโอกาสในตลาดโลกที่มีคนเป็นโรคอ้วนกว่า 1,000 ล้านคน
- Foundayo ยารับประทานตัวใหม่มียอดผู้ใช้แล้ว 20,000 ราย โดยยังไม่ได้เริ่มโฆษณาหรือทำกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งถือเป็นสัญญาณความต้องการที่แข็งแกร่งมาก
- พร้อมลงทุนในโครงการวิจัยใหม่ๆ และการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมหากเห็นโอกาสที่ดีและมูลค่าเหมาะสม เน้น oncology, neuroscience, immunology
การส่งสัญญาณต่ออุตสาหกรรม
- ตลาดโรคอ้วนโตไม่หยุด บ่งชี้การเติบโตของ Lilly แสดงให้เห็นว่าความต้องการยาลดน้ำหนักในระดับโลกสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้
- การเปิดตัวยาลดน้ำหนักแบบเม็ด (Foundayo) ของ Lilly กำลังกดดันคู่แข่งอย่าง Novo Nordisk โดย Lilly เน้นจุดเด่นที่กินเวลาไหนก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอาหารและน้ำ
- FDA เสนอระงับการผลิตยาเลียนแบบ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่คู่แข่งที่ทำยาคล้ายและเลียนแบบ
- Novo เผชิญแรงกดดันจาก generic semaglutide และ pricing pressure มากกว่า ขณะที่ Lilly เติบโตแข็งแกร่งกว่าในทุกตลาด มองเป็นลบต่อ HIMS
- ปริมาณยา GLP-1 ทั้งตลาดในสหรัฐโต 80%+ YoY — เป็นบวกต่อบริษัท healthcare logistics และ specialty pharmacy อย่าง IQVIA, Veeva
- ข้อมูล Ebglyss, Jaypirca, Inluriyo ยืนยันว่าตลาดยาเฉพาะทางอย่าง Oncology/Immunology ยังเติบโตดี ส่งสัญญาณบวกต่อ AbbVie, BMS, Roche
มุมมองของ INVX
- Eli Lilly กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงสุดในตลาดการดูแลสุขภาพระดับโลก โดยมียาลดน้ำหนักและยาเบาหวานที่สร้างกระแสเงินสดมหาศาลเป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก เพื่อนำไปเปลี่ยนผ่านบริษัทไปสู่ผู้นำด้านนวัตกรรมรักษาโรคมะเร็งและอัลไซเมอร์ในอนาคตผ่านการกว้านซื้อกิจการที่รวดเร็วและรุนแรง
- มองว่าตลาดจีน บราซิล เกาหลี กำลังเร่งตัว ในขณะที่ penetration rate ของยา GLP-1 ทั่วโลกยังต่ำมาก การสร้างรายได้ยังมีอยู่หลายตลาด แต่อย่างไรก็ดีจะเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากทั้ง Pfizer และ Zealand Pharma ที่จะออกยาแบบกินเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แต่เรามองว่า LLY ประเมินถึงความเสี่ยงนี้จึงได้มีการกระจายความเสี่ยงไปยังยาใหม่ๆมากขึ้น
- ผลประกอบการนี้สนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อ LLY แรงกดดันด้านราคาที่ตลาดกังวลถูกพิสูจน์ว่าสามารถชดเชยได้ด้วยปริมาณ และประมาณการที่ปรับขึ้นเร็วกว่าคาดในช่วงต้นปีเป็นสัญญาณว่าบริษัทมองเห็นความชัดเจนของกำไรที่ดีในช่วงที่เหลือของปี 2026
- Retatrutide (triple agonist) มีข้อมูล Phase 3 ที่น่าตื่นเต้น TRIUMPH-1 (obesity) จะมีการประกาศผลใน Q2 — เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม