Offshore Stock Update

LULU รายงานงบ 1Q26 กำไรต่ำคาด อัตรากำไรลดลงแรงจากภาษีนำเข้า

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|5 Jun 26 9:41 AM
lulu
สรุปสาระสำคัญ

LULU เผยกำไรสุทธิหดตัวแรง 38% YoY จากยอดขายอเมริกาเหนือที่ชะลอตัวและการปรับลดราคาล้างสต็อก ประกอบกับมาร์จิ้นถูกกดดันหนักจากเกณฑ์ภาษีนำเข้า ส่งผลให้บริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี 2026 ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริหารเตรียมแก้ปัญหาด้วยการลด SKU สินค้า และรอ CEO คนใหม่เข้ามานำทัพในเดือนกันยายน โดย INVX มองหุ้นยังขาดปัจจัยเร่งในระยะสั้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันที่รุนแรง

ภาพรวมผลประกอบการ 1Q26

 

Lululemon รายงานผลประกอบการไตรมาส 1Q26 ออกมาในลักษณะ ผสมผสาน โดยรายได้และกำไรต่อหุ้นดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ผลประกอบการในภาพรวมได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนกำไรสุทธิหดตัวลงอย่างรุนแรง ปัจจัยหลักเกิดจากยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเหนือที่ชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงปลายไตรมาส ประกอบกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากเกณฑ์ภาษีนำเข้าและการปรับลดราคาสินค้าเพื่อล้างสต็อก ส่งผลให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ทั้งกำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

ตารางแสดงตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ

 

ตัวเลขทางการเงิน (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

1Q26

1Q25

YoY%

เทียบกับคาดการณ์ของตลาด

รายได้สุทธิ

2,471.6

2,370.7

+4.3%

ดีกว่าคาดเล็กน้อย

กำไรขั้นต้น

1,338.8

1,383.1

-3.2%

ต่ำกว่าคาด

อัตรากำไรขั้นต้น

54.2%

58.3%

-4.10%

ต่ำกว่าคาด

กำไรจากการดำเนินงาน

276.9

438.6

-36.9%

ต่ำกว่าคาด

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน

11.2%

18.5%

-7.30%

ต่ำกว่าคาด

กำไรสุทธิ

195.0

314.6

-38.0%

ต่ำกว่าคาด

กำไรต่อหุ้นปรับลด

1.69

2.60

-35.0%

ดีกว่าคาดของบริษัท

 

รายละเอียดผลประกอบการ

 

• รายได้สุทธิ: เติบโต 4.3% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่ที่เติบโตถึง 30% ขณะที่ตลาดหลักในอเมริกาเหนือหดตัวลง 3% 
• อัตรากำไรขั้นต้น: หดตัวลง 410 basis points มาอยู่ที่ 54.2% เนื่องจากการอ่อนตัวของอัตรากำไรสินค้าจากการโดนกระทบของเกณฑ์ภาษีนำเข้า 280 basis points และการปรับลดราคาสินค้าอีก 40 basis points 
• กำไรสุทธิและกำไรจากการดำเนินงาน: กำไรสุทธิหดตัวลงถึง 38.0% YoY ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานลดลง 36.9% เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 310 basis points จากค่าแรงพนักงานหน้าร้านและค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม
 
แนวโน้มรายได้และกำไรของบริษัท 

 

บริษัทได้ประกาศ ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปีงบประมาณ 2026 ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ผู้ลงทุนและส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงทันที: 
 
• คาดการณ์รายได้ทั้งปี 2026: ปรับลดลงเหลือ 11.00 - 11.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิมคาดไว้ที่ 11.35 - 11.50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นการเติบโตแบบทรงตัวถึงหดตัว 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน 
• คาดการณ์กำไรต่อหุ้นทั้งปี 2026: ปรับลดลงเหลือ 10.95 - 11.15 ดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิมคาดไว้ที่ 12.10 - 12.30 ดอลลาร์สหรัฐ) 
• แนวโน้มไตรมาส 2Q26: คาดว่ารายได้จะหดตัวลง 2% ถึง 3% อยู่ที่ประมาณ 2.45 - 2.475 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.76 - 1.81 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เดิมอย่างมาก 

 

สมมติฐานสำคัญในการประมาณการ:

 

• ยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเหนือทั้งปีคาดว่าจะหดตัวในระดับอัตราร้อยละเลขหลักเดียวขั้นสูง 
• ยอดขายในจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเป้าหมายเติบโตที่ประมาณ 20% และภูมิภาคอื่นๆ เติบโตในระดับเลขหลักสิบกลางๆ 
• อัตรากำไรขั้นต้นทั้งปีจะลดลงประมาณ 90 basis points จากการสูญเสียการประหยัดต่อขนาดในส่วนของต้นทุนคงที่ และการลงทุนในระบบโลจิสติกส์ 
• คาดการณ์เกณฑ์ภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มจะอยู่ที่ 10% ในไตรมาส 2 และจะเพิ่มเป็น 20% ในครึ่งปีหลัง โดยที่ประมาณการนี้ยังไม่ได้รวมการพิจารณาคืนภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 


มุมมองของผู้บริหารและประเด็นสำคัญจาก Earnings Call

 

Meghan Frank ซึ่งเป็น CFO และรักษาการ Co-CEO และ Andre Maestrini ซึ่งเป็นรักษาการ Co-CEO และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ได้ชี้แจงประเด็นสำคัญและแนวทางแก้ไขปัญหาของบริษัทไว้ดังนี้: 

 

• สาเหตุของจำนวนลูกค้าในร้านที่ลดลง: ผู้บริหารยอมรับว่าลูกค้าในร้านชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงปลายเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยวิเคราะห์ว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) กระแสเชิงลบบนสื่อและโซเชียลมีเดีย จากประเด็นความขัดแย้งเรื่องบอร์ดบริหารและชิ้นส่วนประกอบสินค้า ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว 2) สินค้าคอลเลกชันใหม่ไม่ดึงดูดใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อผ้าโยคะทรงหลวมที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าหมวดหมู่อื่นๆ ได้ 
• กลยุทธ์สินค้าเชิงรุก: บริษัทจะเพิ่มปริมาณการสั่งผลิตซ้ำและปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 20% ยืดหยุ่นตามความนิยม เพื่อเร่งนำสินค้ากลุ่มที่ขายดี เช่น กางเกงทรง Groove และคอลเลกชัน Define กลับมาเติมหน้าร้านให้เร็วที่สุด รวมถึงลดวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักจาก 18-24 เดือน ให้เหลือ 15-16 เดือนเพื่อตอบสนองตลาดได้ทันท่วงที 
• การปรับปรุงหน้าร้านและการตลาด: ในอเมริกาเหนือจะลดจำนวนประเภทสินค้าลง 15% เพื่อให้ร้านดูโปร่งและน่าเดินมากขึ้น เน้นจัดหมวดหมู่ตามไลฟ์สไตล์ และลดกิจกรรมการจัดโปรโมชันลดราคาลงเพื่อรักษามูลค่าแบรนด์พรีเมียม พร้อมเพิ่มงบการตลาดขึ้นอีก 10% ถึง 15% เพื่อจัดกิจกรรมสร้างกระแสแบรนด์ทั่วโลก 
• การเปลี่ยนผ่านผู้นำ: ฝ่ายบริหารเน้นย้ำความพร้อมในการต้อนรับ Heidi O'Neill อดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Nike ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำพาแบรนด์กลับสู่ยุทธศาสตร์การเติบโต รวมถึงความสำเร็จในการระงับข้อพิพาทกับ Chip Wilson ผู้ก่อตั้งแบรนด์โดยการเพิ่มตัวแทนของเขาเข้าในบอร์ดบริหาร 

 

มุมมองของ INVX

 

นัยยะต่อภาพรวมอุตสาหกรรมสินค้ากีฬาและเครื่องแต่งกาย 

 

สถานการณ์ของ Lululemon สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเครื่องแต่งกายกีฬาในฝั่งอเมริกาเหนือกำลังเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและมีการแข่งขันที่รุนแรง แบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดเดิมเริ่มสูญเสียอำนาจในการดึงดูดจำนวนลูกค้าในร้านและเผชิญการถูกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากแบรนด์เกิดใหม่ที่มีความสดใหม่มากกว่า เช่น Vuori และ Alo นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและเกณฑ์ภาษีนำเข้ายังคงเป็นแรงกดดันด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องแบกรับ อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์สินค้าพรีเมียม 

 

นัยยะต่อ LULU

 

เรามองว่า LULU กำลังอยู่ในช่วงหาแผนในการฟื้นฟู ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ และยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้าดังนี้ 1) ปัจจัยภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนผ่านอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง 4.1% ในไตรมาสนี้ 2) ผู้บริโภคที่มีแรงกดดันสูงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น 3) ฐานลูกค้าไม่มีความภักดี 4) เรามองว่าการเพิ่มงบการตลาดจะกดดันอัตรากำไรดำเนินงานในระยะสั้น และยอดขายอาจไม่เพิ่มขึ้นตามหวังในภาวะที่ผู้บริโภคมีแรงกดดันสูง

นอกจากนี้ จากแนวโน้มรายได้และกำไรในภาพรวมทั้งปียังคงส่งสัญญาณหดตัวในตลาดหลัก ทำให้หุ้นขาดปัจจัยเร่งที่จะผลักดันราคาในระยะสั้น 

 

เราแนะให้นักลงทุนรอดูผลลัพธ์ของกลยุทธ์การลด SKU เพื่อเพิ่มอัตรากำไร รวมถึงการเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ CEO คนใหม่ในเดือนกันยายน หากแบรนด์สามารถพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ในครึ่งปีหลังสามารถดึงจำนวนลูกค้าในร้านกลับมาได้และรักษาเสถียรภาพของมาร์จิ้นได้สำเร็จ จะเป็นตัวเร่งให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้

 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5