
LULU เผยกำไรสุทธิหดตัวแรง 38% YoY จากยอดขายอเมริกาเหนือที่ชะลอตัวและการปรับลดราคาล้างสต็อก ประกอบกับมาร์จิ้นถูกกดดันหนักจากเกณฑ์ภาษีนำเข้า ส่งผลให้บริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี 2026 ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริหารเตรียมแก้ปัญหาด้วยการลด SKU สินค้า และรอ CEO คนใหม่เข้ามานำทัพในเดือนกันยายน โดย INVX มองหุ้นยังขาดปัจจัยเร่งในระยะสั้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันที่รุนแรง
ภาพรวมผลประกอบการ 1Q26
Lululemon รายงานผลประกอบการไตรมาส 1Q26 ออกมาในลักษณะ ผสมผสาน โดยรายได้และกำไรต่อหุ้นดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ผลประกอบการในภาพรวมได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนกำไรสุทธิหดตัวลงอย่างรุนแรง ปัจจัยหลักเกิดจากยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเหนือที่ชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงปลายไตรมาส ประกอบกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากเกณฑ์ภาษีนำเข้าและการปรับลดราคาสินค้าเพื่อล้างสต็อก ส่งผลให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ทั้งกำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตารางแสดงตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ
|
ตัวเลขทางการเงิน (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ) |
1Q26 |
1Q25 |
YoY% |
เทียบกับคาดการณ์ของตลาด |
|
รายได้สุทธิ |
2,471.6 |
2,370.7 |
+4.3% |
ดีกว่าคาดเล็กน้อย |
|
กำไรขั้นต้น |
1,338.8 |
1,383.1 |
-3.2% |
ต่ำกว่าคาด |
|
อัตรากำไรขั้นต้น |
54.2% |
58.3% |
-4.10% |
ต่ำกว่าคาด |
|
กำไรจากการดำเนินงาน |
276.9 |
438.6 |
-36.9% |
ต่ำกว่าคาด |
|
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน |
11.2% |
18.5% |
-7.30% |
ต่ำกว่าคาด |
|
กำไรสุทธิ |
195.0 |
314.6 |
-38.0% |
ต่ำกว่าคาด |
|
กำไรต่อหุ้นปรับลด |
1.69 |
2.60 |
-35.0% |
ดีกว่าคาดของบริษัท |
รายละเอียดผลประกอบการ
• รายได้สุทธิ: เติบโต 4.3% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่ที่เติบโตถึง 30% ขณะที่ตลาดหลักในอเมริกาเหนือหดตัวลง 3%
• อัตรากำไรขั้นต้น: หดตัวลง 410 basis points มาอยู่ที่ 54.2% เนื่องจากการอ่อนตัวของอัตรากำไรสินค้าจากการโดนกระทบของเกณฑ์ภาษีนำเข้า 280 basis points และการปรับลดราคาสินค้าอีก 40 basis points
• กำไรสุทธิและกำไรจากการดำเนินงาน: กำไรสุทธิหดตัวลงถึง 38.0% YoY ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานลดลง 36.9% เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 310 basis points จากค่าแรงพนักงานหน้าร้านและค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม
แนวโน้มรายได้และกำไรของบริษัท
บริษัทได้ประกาศ ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปีงบประมาณ 2026 ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ผู้ลงทุนและส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงทันที:
• คาดการณ์รายได้ทั้งปี 2026: ปรับลดลงเหลือ 11.00 - 11.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิมคาดไว้ที่ 11.35 - 11.50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นการเติบโตแบบทรงตัวถึงหดตัว 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน
• คาดการณ์กำไรต่อหุ้นทั้งปี 2026: ปรับลดลงเหลือ 10.95 - 11.15 ดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิมคาดไว้ที่ 12.10 - 12.30 ดอลลาร์สหรัฐ)
• แนวโน้มไตรมาส 2Q26: คาดว่ารายได้จะหดตัวลง 2% ถึง 3% อยู่ที่ประมาณ 2.45 - 2.475 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.76 - 1.81 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เดิมอย่างมาก
สมมติฐานสำคัญในการประมาณการ:
• ยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเหนือทั้งปีคาดว่าจะหดตัวในระดับอัตราร้อยละเลขหลักเดียวขั้นสูง
• ยอดขายในจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเป้าหมายเติบโตที่ประมาณ 20% และภูมิภาคอื่นๆ เติบโตในระดับเลขหลักสิบกลางๆ
• อัตรากำไรขั้นต้นทั้งปีจะลดลงประมาณ 90 basis points จากการสูญเสียการประหยัดต่อขนาดในส่วนของต้นทุนคงที่ และการลงทุนในระบบโลจิสติกส์
• คาดการณ์เกณฑ์ภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มจะอยู่ที่ 10% ในไตรมาส 2 และจะเพิ่มเป็น 20% ในครึ่งปีหลัง โดยที่ประมาณการนี้ยังไม่ได้รวมการพิจารณาคืนภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
มุมมองของผู้บริหารและประเด็นสำคัญจาก Earnings Call
Meghan Frank ซึ่งเป็น CFO และรักษาการ Co-CEO และ Andre Maestrini ซึ่งเป็นรักษาการ Co-CEO และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ได้ชี้แจงประเด็นสำคัญและแนวทางแก้ไขปัญหาของบริษัทไว้ดังนี้:
• สาเหตุของจำนวนลูกค้าในร้านที่ลดลง: ผู้บริหารยอมรับว่าลูกค้าในร้านชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงปลายเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยวิเคราะห์ว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) กระแสเชิงลบบนสื่อและโซเชียลมีเดีย จากประเด็นความขัดแย้งเรื่องบอร์ดบริหารและชิ้นส่วนประกอบสินค้า ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว 2) สินค้าคอลเลกชันใหม่ไม่ดึงดูดใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อผ้าโยคะทรงหลวมที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าหมวดหมู่อื่นๆ ได้
• กลยุทธ์สินค้าเชิงรุก: บริษัทจะเพิ่มปริมาณการสั่งผลิตซ้ำและปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 20% ยืดหยุ่นตามความนิยม เพื่อเร่งนำสินค้ากลุ่มที่ขายดี เช่น กางเกงทรง Groove และคอลเลกชัน Define กลับมาเติมหน้าร้านให้เร็วที่สุด รวมถึงลดวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักจาก 18-24 เดือน ให้เหลือ 15-16 เดือนเพื่อตอบสนองตลาดได้ทันท่วงที
• การปรับปรุงหน้าร้านและการตลาด: ในอเมริกาเหนือจะลดจำนวนประเภทสินค้าลง 15% เพื่อให้ร้านดูโปร่งและน่าเดินมากขึ้น เน้นจัดหมวดหมู่ตามไลฟ์สไตล์ และลดกิจกรรมการจัดโปรโมชันลดราคาลงเพื่อรักษามูลค่าแบรนด์พรีเมียม พร้อมเพิ่มงบการตลาดขึ้นอีก 10% ถึง 15% เพื่อจัดกิจกรรมสร้างกระแสแบรนด์ทั่วโลก
• การเปลี่ยนผ่านผู้นำ: ฝ่ายบริหารเน้นย้ำความพร้อมในการต้อนรับ Heidi O'Neill อดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Nike ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำพาแบรนด์กลับสู่ยุทธศาสตร์การเติบโต รวมถึงความสำเร็จในการระงับข้อพิพาทกับ Chip Wilson ผู้ก่อตั้งแบรนด์โดยการเพิ่มตัวแทนของเขาเข้าในบอร์ดบริหาร
มุมมองของ INVX
นัยยะต่อภาพรวมอุตสาหกรรมสินค้ากีฬาและเครื่องแต่งกาย
สถานการณ์ของ Lululemon สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเครื่องแต่งกายกีฬาในฝั่งอเมริกาเหนือกำลังเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและมีการแข่งขันที่รุนแรง แบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดเดิมเริ่มสูญเสียอำนาจในการดึงดูดจำนวนลูกค้าในร้านและเผชิญการถูกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากแบรนด์เกิดใหม่ที่มีความสดใหม่มากกว่า เช่น Vuori และ Alo นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและเกณฑ์ภาษีนำเข้ายังคงเป็นแรงกดดันด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องแบกรับ อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์สินค้าพรีเมียม
นัยยะต่อ LULU
เรามองว่า LULU กำลังอยู่ในช่วงหาแผนในการฟื้นฟู ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ และยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้าดังนี้ 1) ปัจจัยภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนผ่านอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง 4.1% ในไตรมาสนี้ 2) ผู้บริโภคที่มีแรงกดดันสูงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น 3) ฐานลูกค้าไม่มีความภักดี 4) เรามองว่าการเพิ่มงบการตลาดจะกดดันอัตรากำไรดำเนินงานในระยะสั้น และยอดขายอาจไม่เพิ่มขึ้นตามหวังในภาวะที่ผู้บริโภคมีแรงกดดันสูง
นอกจากนี้ จากแนวโน้มรายได้และกำไรในภาพรวมทั้งปียังคงส่งสัญญาณหดตัวในตลาดหลัก ทำให้หุ้นขาดปัจจัยเร่งที่จะผลักดันราคาในระยะสั้น
เราแนะให้นักลงทุนรอดูผลลัพธ์ของกลยุทธ์การลด SKU เพื่อเพิ่มอัตรากำไร รวมถึงการเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ CEO คนใหม่ในเดือนกันยายน หากแบรนด์สามารถพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ในครึ่งปีหลังสามารถดึงจำนวนลูกค้าในร้านกลับมาได้และรักษาเสถียรภาพของมาร์จิ้นได้สำเร็จ จะเป็นตัวเร่งให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้