Offshore Stock Update

เมื่อพลังงานประมวลผล AI ไม่พอ... ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟื้นชีพอีกครั้ง

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|5 Jun 26 1:56 PM
aerial-view-nuclear-power-plant_61243-22869
สรุปสาระสำคัญ

วิกฤตความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เสถียรและสะอาดเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล AI กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งเชิงโครงสร้างที่ปลุกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เก่าของสหรัฐฯ ให้ฟื้นคืนชีพในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการผลักดันเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMRs) ในระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันกำลังการผลิตนิวเคลียร์ให้เติบโตถึง 65% สู่ระดับ 160 กิกะวัตต์ภายในปี 2050 ภายใต้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.57 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า,กลุ่มเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ และผู้ผลิตต้นน้ำอย่างเช่น

เหมืองแร่ยูเรเนียม เป็นกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์หลักในห่วงโซ่อุปทานนี้

 

การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก กำลังเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่จากข้อจำกัดด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า นำไปสู่อุปสงค์พลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ขับเคลื่อนให้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเคยถูกลดบทบาทลงในอดีตฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในฐานะโซลูชันเชิงกลยุทธ์ขั้นสุดท้ายของยุค AI

 

1) ทำไมกำลังการประมวลผลไม่พอ และความต้องการมาตกที่นิวเคลียร์ได้อย่างไร?

โมเดล AI ขั้นสูงในปัจจุบันต้องการชิปประมวลผล (เช่น Nvidia, AMD) จำนวนนับแสนตัวในศูนย์ข้อมูลแห่งเดียว ซึ่งกินไฟมากกว่าเซิร์ฟเวอร์ยุคก่อนหลายเท่าตัว ปัญหาคือระบบไฟฟ้าแบบเดิมไม่สามารถรองรับได้ และเงื่อนไขสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่มีอยู่ 2 ข้อหลัก ๆ:

  1. ความต้องการพลังงานสะอาดที่ปราศจากคาร์บอนเพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ขององค์กร
  2. ต้องการความเสถียรขั้นสูงสุด ระบบต้องจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ โดยห้ามดับหรือกระตุกแม้แต่เสี้ยววินาที

เงื่อนไขนี้ทำให้พลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์และกังหันลมเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์เนื่องจากติดปัญหาความผันผวนตามสภาพอากาศต่อให้พ่วงแบตเตอรี่ก็ยังมีต้นทุนที่สูงเกินไป

พลังงานนิวเคลียร์จึงกลายเป็นตัวเลือกเดียวในปัจจุบันที่ให้พลังงานสะอาดและมีความเสถียรเป็นเลิศจนทำให้เทคฯใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ต้องหันมาแย่งและเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

2) คาดการณ์การเติบโตและกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สหรัฐฯ

อุปสงค์จาก AI Data Center จะผลักดันให้กำลังการผลิตนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 65% สู่ระดับ 160 GW ภายในปี 2050 (เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ราว 96.9 GW) ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ของทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยไทม์ไลน์การเติบโตจะแบ่งเป็น 2 ระลอกชัดเจน:

  • ระยะสั้น (2026–2035) | ระลอกฟื้นฟู: เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (CAGR 0.9%) เพิ่มขึ้นราว 9 GW ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพของเตาปฏิกรณ์เดิมและการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าเก่าที่ปิดตัวไปแล้ว
  • ระยะยาว (2036–2050) | ระลอกก้าวกระโดด: เติบโตอย่างรวดเร็ว (CAGR 2.8%) เพิ่มขึ้นสุทธิถึง 54 GW หลังปี 2035 โดยมีเทคโนโลยี เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMRs) เป็นหลัก หลังจากที่ข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและการอนุมัติทางกฎหมายเริ่มคลี่คลายลง

3) เม็ดเงินลงทุนและเศรษฐศาสตร์ต้นทุน 

การฟื้นตัวครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยคาดว่าการสร้างกำลังการผลิตใหม่ 54 GW (ช่วงปี 2038–2050) จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไม่รวมงบฟื้นฟูโรงไฟฟ้าเดิม)

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การเรียนรู้และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์:

มิติการเปรียบเทียบ

โรงไฟฟ้ายุคเก่า (เช่น โครงการ Vogtle ปี 2024)

โรงไฟฟ้าใหม่ยุคแรก (ปี 2038)

โรงไฟฟ้าใหม่ยุคถัดไป (ปี 2048)

ต้นทุนก่อสร้าง

$13,876 ต่อกิโลวัตต์ ($/kW)

$10,000 ต่อกิโลวัตต์ ($/kW)

$5,000 ต่อกิโลวัตต์ ($/kW)

ระยะเวลาก่อสร้าง

15 ปี

10 ปี

5 ปี

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งาน (LCOE) ภายในปี 2031 ต้นทุนไฟฟ้านิวเคลียร์ขั้นสูงจะอยู่ที่ $87.81/MWh ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกฎหมายภาษีฉบับปี 2025 ของรัฐบาลทรัมป์ที่ทยอยลดการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน ทำให้ต้นทุนนิวเคลียร์เริ่มถูกกว่า ระบบโซลาร์พ่วงแบตเตอรี่ (Solar-plus-battery hybrids ซึ่งอยู่ที่ $94.20/MWh) และแพงกว่าก๊าซธรรมชาติเพียง 13% เท่านั้น นิวเคลียร์จึงมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์มากขึ้นเรื่อย ๆ

4) ทำไมต้องฟื้นฟูโรงไฟฟ้าเก่า ?

เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่แกะกล่องต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 10 ปี และใช้เงินทุนมหาศาล การชุบชีวิตโรงไฟฟ้าที่ปิดตัวไปแล้วจึงเป็นทางลัดที่เร็วและถูกที่สุดในการหาไฟฟ้าป้อน AI Data Center ในระยะสั้น ต้นทุนการฟื้นฟูเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2.0 พันล้านดอลลาร์ต่อแห่ง ซึ่งประหยัดกว่าการสร้างใหม่หลายเท่าตัว

จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 13 แห่งของสหรัฐฯ ที่ปิดตัวลงตั้งแต่ปี 2013 มีเพียง 3 แห่งเท่านั้น ที่มีความเป็นไปได้ทางกายภาพและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (เนื่องจากโครงสร้างยังสมบูรณ์ในสถานะ SAFSTOR และมีสัญญาซื้อขายไฟระยะยาวรองรับ) โดยจะเพิ่มกำลังไฟเข้าระบบรวมกันราว 2.3 GW ได้แก่:

  1. Holtec Palisades (0.8 GW): คาดว่าจะกลับมาจ่ายไฟได้ภายในปี 2026 (เลื่อนเล็กลงจากแผนเดิมเพื่อปรับปรุงจุดบกพร่องเพิ่ม)
  2. Constellation Crane หรืออดีต Three Mile Island Unit 1 (0.8 GW): มีเป้าหมายกลับมาเปิดปี 2027 ล่าสุดเพิ่งได้แรงหนุนสำคัญหลังจากหน่วยงานกำกับดูแล (FERC) อนุมัติคำขอข้อยกเว้นสิทธิ์สายส่งไฟ ทำให้ปลดล็อกปัญหาคอขวดด้านสายส่ง และพร้อมส่งไฟให้ Data Center ของ Microsoft เต็มพิกัด
  3. NextEra Duane Arnold (0.6 GW): มีเป้าหมายกลับมาเดินเครื่องในปี 2029

5) เม็ดเงินทุนมหาศาลและคอขวด... สู่แรงหนุนจากภาครัฐฯ

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีคอขวดสำคัญ 3 ประการ คือ เงินทุนเริ่มต้นที่สูงลิ่ว, ขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า, และ การขาดแคลนเชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงระดับต่ำ สำหรับเตาปฏิกรณ์ยุคใหม่ (Gen IV)

ความท้าทายเหล่านี้ทำให้ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มตัวผ่านนโยบายเชิงรุก:

  • นโยบายรัฐบาลทรัมป์: ตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตนิวเคลียร์ของประเทศไว้สูงถึง 400 GW ภายในปี 2050 โดยสั่งลดขั้นตอนทางราชการที่ซ้ำซ้อนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติ
  • วงเงินค้ำประกัน: รัฐบาลกลางเข้ามาช่วยค้ำประกันเงินกู้เพื่อลดความเสี่ยงและดึงดูดเม็ดเงินจากภาคเอกชน
  • พันธมิตรระดับโลก (US-Japan Partnership): ในเดือนมีนาคม 2026 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ประกาศความร่วมมือมูลค่า 0 หมื่นล้านดอลลาร์ ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ SMR รุ่น BWRX-300 ของ GE Vernova Hitachi มาติดตั้งในรัฐเทนเนสซีและแอลาแบมา ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังไฟ Baseloader สู่ระบบอีก 3 GW และช่วยสร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่งขึ้น

ด้าน Bloomberg Intelligence มองว่า คาดการณ์ของหน่วยงานรัฐอย่าง EIA (ที่มองว่ากำลังผลิตนิวเคลียร์จะโตนิ่ง ๆ แค่ 98.6 GW ไปจนถึงปี 2050) นั้น ต่ำเกินไปอย่างมาก เพราะแบบจำลองของรัฐยังไม่ได้คำนวณผลกระทบของภาวะอุปสงค์ขยายตัวอย่างเร็วเกินไจากกระแส AI และแรงผลักดันเชิงนโยบายล่าสุดเข้าไปอย่างเต็มที่

 

มุมมองของ InnovestX

เราประเมินว่ากลุ่มอุตฯและบริษัทที่คาดได้ประโยชน์จากภาพธีม Nuclear-powered AI มีดังนี้

กลุ่มที่ 1: ผู้ผลิตไฟฟ้าและเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

  • Constellation Energy (CEG): ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากการฟื้นฟูโรงไฟฟ้า Crane (Three Mile Island) และเพิ่งได้ปลดล็อกสายส่งจาก FERC รวมถึงการเซ็นสัญญาระยะยาว 20 ปีกับ Microsoft
  • NextEra Energy (NEE): แม้จะเด่นเรื่องพลังงานหมุนเวียน แต่การมีโครงการฟื้นฟู Duane Arnold อยู่ในพอร์ตทำให้ได้อานิสงส์ในฐานะผู้จ่ายไฟสะอาดให้บิ๊กเทค
  • Vistra Corp (VST) & Public Service Enterprise Group (NYSE: PEG): ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูงในการทำสัญญาขายไฟแบบ Premium (ค่าน้ำนม) ให้กับ Data Center โดยตรง (Co-located Data Centers)

กลุ่มที่ 2: ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและระบบวิศวกรรมเตาปฏิกรณ์

  • GE Vernova (GEV): หุ้นเด่นที่สุดในขาเทคโนโลยี SMR ผ่านบริษัทร่วมทุน GE Hitachi เจ้าของเตาปฏิกรณ์รุ่น BWRX-300 ที่เพิ่งเซ็นพันธมิตรระดับโลก US-Japan มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และเป็น SMR รุ่นแรก ๆ ที่เริ่มก่อสร้างจริงในอเมริกาเหนือ
  • NuScale Power (SMR): บริษัทบริสุทธิ์ที่พัฒนาเทคโนโลยี SMR โดยเฉพาะ แม้จะมีความผันผวนสูงแต่เป็นเป้าหมายหลักของเงินทุนที่เก็งกำไรในเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ยุคถัดไป
  • BWX Technologies (BWXT): ผู้รับจ้างผลิตโครงสร้างเหล็ก ท่อความดันเตาปฏิกรณ์ และส่วนประกอบนิวเคลียร์สำคัญ รวมถึงเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และ HALEU

กลุ่มที่ 3: ผู้ผลิตและเหมืองแร่ยูเรเนียม

  • Cameco Corp (CCJ): หนึ่งในผู้ผลิตแร่ยูเรเนียมและผู้ให้บริการแปรสภาพ/เสริมสมรรถเนียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก (และเป็นเจ้าของหุ้นใหญ่ใน Westinghouse ผู้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์) ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาแร่ยูเรเนียมที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นระยะยาวตามจำนวนเตาปฏิกรณ์ที่เพิ่มขึ้น
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5