
ตลาดหน่วยความจำกำลังเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่จากความต้องการ AI โดยเฉพาะการนำโมเดลไปใช้งานจริง จีนกำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วผ่าน YMTC และ CXMT ส่วนผู้ผลิตไต้หวันอย่าง Nanya ก็เตรียมลงทุนโรงงาน DRAM ครั้งใหญ่เพื่อรองรับความต้องการระยะยาว ด้าน Sandisk–Kioxia เลือกแข่งขันด้วยเทคโนโลยี NAND รุ่นใหม่และสัญญาระยะยาวกับลูกค้า ระยะสั้นยังเป็นบวกจากอุปทานตึงตัวและความต้องการทั้ง NAND และ DRAM ที่เพิ่มขึ้น แต่ภาพระยะกลางเริ่มมีความเสี่ยงจากการลงทุนใหม่ และอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาหน่วยความจำ หรือมีอุปทานส่วนเกินตั้งแต่ 2H27 เป็นต้นไป
1. AI กำลังเปลี่ยนตลาด Memory จากวัฏจักรเดิม ไปสู่ความต้องการเชิงโครงสร้างมากขึ้น
แรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหน่วยความจำรอบนี้มาจากการใช้งาน AI ที่ขยับจากการ “ฝึกโมเดล” ไปสู่การนำโมเดลไปใช้งานจริง ซึ่งต้องเก็บและเรียกใช้ข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการ SSD สำหรับองค์กรหรือ Enterprise SSD เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยใน 2Q26 มีสัดส่วนถึง 48% ของปริมาณ NAND ทั้งหมด เทียบกับ 26% ในปีก่อน และมีแนวโน้มเกินครึ่งหนึ่งของตลาดภายในสิ้นปี
ภาพดังกล่าวทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่เพียงเรื่อง “กำลังการผลิต” แต่ขยับไปสู่ความสามารถในการผลิตหน่วยความจำที่มีความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และเหมาะกับเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้น เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้มีราคาขายและอัตรากำไรสูงกว่าผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป
ในฝั่ง DRAM ความต้องการก็เพิ่มขึ้นพร้อมกัน เพราะ AI Server ต้องใช้ทั้ง DRAM ความเร็วสูงและ DRAM ทั่วไปจำนวนมาก ขณะที่การขยาย AI จากศูนย์ข้อมูลไปยังอุปกรณ์ปลายทาง เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ จะเพิ่มความต้องการ DRAM แบบปรับตามการใช้งานเฉพาะมากขึ้นในระยะถัดไป
2. YMTC ขึ้นเป็นผู้ผลิต NAND อันดับ 3 ของโลก แต่ยังตามหลังด้านรายได้
YMTC ของจีนขึ้นมาครอง ส่วนแบ่ง NAND ตามปริมาณการส่งมอบ 14% ใน 2Q26 แซง Kioxia และขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก Samsung ที่ 25% และ SK Hynix/Solidigm ที่ 22% โดยปริมาณส่งมอบเพิ่ม 22% YoY และ 5% QoQ จากการเพิ่มกำลังผลิตและความต้องการจากลูกค้าภายในจีน
อย่างไรก็ตาม การขึ้นเป็นอันดับ 3 ด้านปริมาณยังไม่ได้หมายความว่า YMTC สามารถแข่งขันกับผู้เล่นเดิมได้เท่าเทียมในทุกด้าน เพราะบริษัทยังอยู่เพียง อันดับ 5 ในแง่รายได้ เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็น NAND สำหรับผู้บริโภค ซึ่งราคาต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ Enterprise SSD สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น จุดที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียงว่า YMTC จะเพิ่มส่วนแบ่งได้อีกเท่าใด แต่คือสามารถเปลี่ยนส่วนผสมสินค้าไปสู่ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีมูลค่าสูงได้เร็วเพียงใด เพราะหากทำได้สำเร็จจะเริ่มกดดันทั้ง Kioxia, Sandisk และ Micron ไม่เพียงด้านปริมาณ แต่รวมถึงรายได้และอัตรากำไรด้วย


3. ก้าวถัดไปของ YMTC คือการบุก Enterprise SSD และเร่งขยายกำลังผลิต
YMTC เริ่มผลิต NAND แบบ 3 มิติ 267 ชั้นในปริมาณมาก และกำลังพัฒนาเทคโนโลยีมากกว่า 300 ชั้นผ่านสถาปัตยกรรม Xtacking ซึ่งช่วยลดระยะเวลาพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่โรงงานสองเฟสแรกมีกำลังผลิตราว 160,000 เวเฟอร์ต่อเดือนและใช้งานเต็มกำลัง
โรงงานแห่งที่สามมีแผนเริ่มผลิตปลายปี 2026 ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 100,000 เวเฟอร์ต่อเดือน ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นอีกมากในปี 2027–28 และบริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วน Enterprise SSD เพื่อเข้าสู่ตลาดที่มีราคาขายและอัตรากำไรสูงกว่า
การขยายตัวดังกล่าวมีความสำคัญต่อโครงสร้างตลาด NAND เพราะ YMTC กำลังเข้าใกล้ส่วนแบ่งประมาณ 15% ซึ่งถือเป็นระดับที่บริษัทสามารถสร้างขนาดธุรกิจเพียงพอสำหรับสนับสนุนการลงทุนในโรงงานและเทคโนโลยีต่อเนื่องได้ด้วยตัวเองมากขึ้น
4. ฝั่ง DRAM จีนมี CXMT ขณะที่ Nanya เตรียมลงทุนครั้งใหญ่เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งห่าง
ในตลาด DRAM จีนมี CXMT ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลก และกลายเป็นหุ้นตัวแทนของธีม AI และการพึ่งพาชิปภายในประเทศของจีน มูลค่าตลาดของ CXMT เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 5.24 แสนล้านดอลลาร์ และแซง Tencent ตามข้อมูลในบทความ สะท้อนว่านักลงทุนกำลังให้น้ำหนักกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ AI มากขึ้น
ขณะเดียวกัน Nanya Technology ของไต้หวันเตรียมสร้างโรงงาน DRAM ขนาด 12 นิ้วแห่งใหม่ เพื่อผลิต DRAM รุ่นถัดไปและ DRAM แบบปรับตามความต้องการลูกค้า โดยเงินลงทุนจะมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน ที่ใช้กับโรงงาน 5A ใน Linkou ซึ่งมีกำหนดเริ่มผลิตจำนวนมากในปี 2028 ปัจจุบันบริษัทพิจารณาพื้นที่ Yunlin และ Pingtung แต่มีแนวโน้มเริ่มที่ Yunlin ก่อน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่า
การลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเข้าสู่กระบวนการผลิต 1D หรือต่ำกว่า เพื่อรองรับความต้องการหน่วยความจำจาก AI ที่ขยายจากคลาวด์ลงสู่อุปกรณ์ปลายทาง อีกทั้งสะท้อนว่าผู้ผลิต DRAM ระดับรองเริ่มกลับมาเพิ่มกำลังผลิตครั้งใหญ่ หลังความต้องการ AI ทำให้กำลังผลิตเดิมของ Nanya ทำงานเต็มกำลังและยังไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้เพียงพอ
5. การขยายกำลังผลิตของ Nanya มีลูกค้ารองรับมากกว่าการลงทุนเชิงเก็งกำลังผลิต
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Nanya ไม่ได้ขยายกำลังผลิตโดยไม่มีความต้องการรองรับ เพราะก่อนหน้านี้ Sandisk, Cisco, Kioxia และ Solidigm ได้เข้าลงทุนผ่านการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงของ Nanya รวมประมาณ 7.87 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งตามบทความเชื่อมโยงกับการจองกำลังผลิตล่วงหน้า
ในเชิงกลยุทธ์ การมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาถือหุ้นและผูกกำลังผลิตช่วยลดความเสี่ยงที่โรงงานใหม่จะสร้างขึ้นมาโดยไม่มีคำสั่งซื้อ และยังสะท้อนว่าบริษัทเทคโนโลยีปลายทางเองก็เริ่มให้ความสำคัญกับการ “ล็อกกำลังผลิต Memory” เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาดแคลนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในระยะวางแผน โดยต้องผ่านการจัดสรรที่ดิน การออกแบบโรงงาน และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน จึงไม่ได้หมายความว่ากำลังผลิตจะเข้าสู่ตลาดทันที แต่เป็นสัญญาณว่าปริมาณอุปทาน DRAM ในช่วงปลายทศวรรษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากผู้เล่นนอก Samsung, SK Hynix และ Micron มากขึ้น
6. Sandisk–Kioxia เลือกแข่งขันด้วยเทคโนโลยีสำหรับ AI มากกว่าการเร่งเพิ่มปริมาณเพียงอย่างเดียว
ด้านผู้ผลิตเดิม Sandisk และ Kioxia เปิดตัว NAND รุ่นใหม่ขนาด 2 เทราบิตแบบ QLC 3D NAND สำหรับ AI และงานที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก โดยมีความเร็วเชื่อมต่อ 4.8 กิกะบิตต่อวินาที หรือเพิ่มขึ้น 33% จากรุ่นก่อน พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน
Sandisk ยังพัฒนา HBF หรือหน่วยความจำแฟลชแบนด์วิดท์สูง สำหรับ AI โดยตั้งเป้าให้มีความเร็วในการอ่านใกล้เคียง HBM แต่ให้ความจุสูงกว่า 8–16 เท่า ซึ่งอาจช่วยลดจำนวน GPU ที่จำเป็นสำหรับงานบางประเภท และลดต้นทุนรวมของระบบ AI
จึงเห็นความแตกต่างของการแข่งขันค่อนข้างชัดเจน คือผู้ผลิตจีนกำลังเร่งเพิ่ม “ขนาดและส่วนแบ่งตลาด” ขณะที่ Sandisk–Kioxia พยายามรักษาความได้เปรียบด้วย “เทคโนโลยีและส่วนผสมสินค้ามูลค่าสูง” ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินความสามารถในการรักษาราคาขายเมื่อกำลังผลิตในตลาดเริ่มเพิ่มขึ้น
7. Sandisk พยายามลดความเป็นวัฏจักรของธุรกิจด้วยสัญญาระยะยาว
Sandisk ตั้งเป้าปีงบประมาณ 2028–30 ให้รายได้เติบโตระดับ กลางถึงสูงของช่วง 10% ต่อปี อัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 80% อัตรากำไรจากการดำเนินงานประมาณ 75% และอัตรากระแสเงินสดอิสระที่ปรับแล้วประมาณ 50% พร้อมตั้งใจคืนเงินสดส่วนเกินทั้งหมดให้ผู้ถือหุ้นหลังหักการลงทุนที่จำเป็น
หัวใจของเป้าหมายดังกล่าวคือการเปลี่ยนจากการขาย NAND ตามราคาตลาดระยะสั้น ไปสู่สัญญาหลายปีกับลูกค้าที่มีเงื่อนไขปริมาณซื้อขั้นต่ำ การรับประกันมูลค่าทางการเงิน และสูตรกำหนดราคา โดยสัญญาเหล่านี้ครอบคลุมประมาณ 50% ของปริมาณขายปี 2027 และประมาณสองในสามของปี 2028
หากโมเดลนี้ทำงานได้จริง จะทำให้รายได้และอัตรากำไรของ Sandisk มีความผันผวนน้อยกว่าวัฏจักร NAND ในอดีต และทำให้การแข่งขันกับ YMTC ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการลดราคาเสมอไป เพราะบริษัทสามารถล็อกทั้งปริมาณและกรอบราคาไว้ล่วงหน้าได้มากขึ้น
8. ระยะสั้น Memory ยังตึงตัว แต่ภาพปี 2027–28 เริ่มมีความเสี่ยงจากกำลังผลิตใหม่มากขึ้น
ระยะสั้นภาวะตลาดยังเอื้อต่อผู้ผลิต Memory โดยในตลาด NAND ความต้องการอาจมากกว่าอุปทานประมาณ 4–5% ในปี 2026 และภาวะตึงตัวอาจช่วยหนุนราคาและอัตรากำไรต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายมีการจัดสรรกำลังผลิตให้ HBM และผลิตภัณฑ์สำหรับ AI มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพหลังปี 2027 เริ่มแตกต่าง เพราะ YMTC กำลังเพิ่มกำลังผลิต NAND อย่างมาก ขณะที่ฝั่ง DRAM มีทั้งการลงทุนใหม่ของ Nanya รวมถึงแผนขยายกำลังผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ในเกาหลี หากโรงงานใหม่เหล่านี้ทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อุปทาน Memory อาจเริ่มไล่ทันความต้องการ
สำหรับ NAND มีความเสี่ยงที่ตลาดอาจกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลหรือมีอุปทานส่วนเกินตั้งแต่ 2H27 ซึ่งจะกดดัน Kioxia, Sandisk และผู้ผลิต NAND รายอื่น ขณะที่ Samsung, SK Hynix และ Micron มีความเสี่ยงน้อยกว่าในระดับหนึ่งจากการมีธุรกิจ DRAM และ HBM ที่ความต้องการจาก AI ยังแข็งแกร่งกว่า
มุมมองของ InnovestX
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน