Offshore Stock Update

META วางแผนรุกธุรกิจคลาวด์เพื่อขายกำลังการประมวลผล AI

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|2 Jul 26 10:00 AM
meta
สรุปสาระสำคัญ

โครงการ Meta Compute เป็นความคิดริเริ่มภายในของ Meta ในการนำโครงสร้างพื้นฐานระดับหลายกิกะวัตต์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ Prometheus และ Hyperion มาสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ผ่านการปล่อยเช่ากำลังการประมวลผลดิบและการให้บริการต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ เพื่อแปรสภาพสินทรัพย์และฮาร์ดแวร์ส่วนเกินให้เป็นกระแสเงินสดในทันทีระหว่างรอการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ฝั่งผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงงบการเงินและปรับสมดุลรายจ่ายฝ่ายทุนของบริษัท

1. รายละเอียดโครงการ Meta Compute และคณะผู้บริหาร

Meta ได้จัดตั้งโครงการภายในภายใต้ชื่อ Meta Compute เพื่อบริหารจัดการและนำโครงสร้างพื้นฐานระดับหลายกิกะวัตต์ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ Prometheus และ Hyperion ที่มีแผนขยายกำลังการผลิตสู่ระดับ 5 กิกะวัตต์ในอนาคต มาแปรสภาพเป็นแหล่งรายได้เชิงพาณิชย์ โดยจากการประเมินเบื้องต้น โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในลักษณะนี้สามารถสร้างรายได้ได้สูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กิกะวัตต์ โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะผู้บริหารระดับสูง 3 ท่าน ได้แก่

  • Santosh Janardhan หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานของ Meta
  • Daniel Gross ผู้นำทีมภายในหน่วยงาน Meta Superintelligence Labs AI
  • Dina Powell McCormick ประธานบริษัท Meta

2. รูปแบบธุรกิจ

รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Meta Compute ถูกออกแบบให้มีความใกล้เคียงกับแนวทางของ OpenAI และกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการเป็นเจ้าของกำลังการผลิตโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์ขนาดมหึมา เพื่อเปิดให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาใช้งานและแบ่งปันความสามารถของ AI Compute ให้กับผู้อื่น โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

 

รูปแบบโมเดลธุรกิจ

รายละเอียดธุรกิจ

คู่แข่งในโมเดลธุรกิจนั้น

Hosted Model API

การเปิดให้ผู้พัฒนาและภาคธุรกิจภายนอก เข้าใช้งานและต่อยอดผ่านโมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้า รวมถึงโมเดลภายในอย่าง Muse Spark ซึ่งนี่คือสิ่งที่ Meta ตั้งใจนำมาใช้ในฐานะ Frontier Model โดยระบบจะโฮสต์อยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ Meta และคิดอัตราค่าบริการตามปริมาณการใช้งานจริง (Pay-per-use) ในลักษณะของจำนวนทรานแซกชันหรือโทเคน (Token)

* OpenAI (ผู้นำตลาด API)



* Google Cloud (Vertex AI)



* Microsoft Azure (Azure OpenAI Service)



* Anthropic

Raw Compute Resale

การปล่อยเช่ากำลังการประมวลผลดิบในลักษณะของคลัสเตอร์หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU Clusters) โดยตรง เพื่อให้บริการแก่บริษัทที่ต้องการพลังคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในการฝึกสอน (Training) โมเดลของตนเอง




มีลักษณะเทียบเคียงกับกลยุทธ์ของ SpaceX (หลังควบรวม xAI) ที่เริ่มนำร่องปล่อยเช่ากำลังการผลิตของดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองเมมฟิสให้แก่ Anthropic และ Google ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 และแตะ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

* SpaceX / xAI (ผู้เล่นรายใหญ่ที่เป็น benchmark ในโมเดลนี้)



* Hyperscalers เจ้าตลาดเดิม: AWS, Microsoft Azure, Google Cloud



* ผู้ให้บริการคลาวด์ทางเลือก (Neocloud): CoreWeave, Nebius, Lambda Labs, Scaleway


3. เหตุผลเชิงกลยุทธ์

  • การสร้างสะพานเชื่อมรายได้ ในขณะที่การสร้างรายได้จากการนำปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้ในแอปพลิเคชันฝั่งผู้บริโภค เช่น Meta AI ในอินสตาแกรม หรือวอตส์แอปป์ ยังต้องใช้ระยะเวลาในการขยายฐานผู้ใช้งาน ประกอบกับสถิติผู้ใช้งานในปัจจุบันของ Meta AI ยังคงมีอัตราส่วนตามหลังคู่แข่งรายหลักอย่าง Gemini การนำกำลังการประมวลผลมาปล่อยเช่าจึงเป็นแนวทางลัดในการสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในทันที
  • การบริหารจัดการกำลังการผลิตส่วนเกิน ภาคอุตสาหกรรมยังคงเผชิญภาวะคอขวดด้านกำลังการประมวลผล การจัดซื้อชิปและการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ล่วงหน้าจึงเป็นกลยุทธ์หลัก และหากมีช่วงเวลาที่ระบบประมวลผลภายในมีอัตราการใช้งานต่ำ หรือมีฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าที่ไม่ได้ใช้ในการฝึกสอนโมเดลเรือธง การนำขีดความสามารถส่วนเกินนี้มาปล่อยเช่าเพื่อรับส่วนต่างราคาจึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการปล่อยให้สินทรัพย์ว่างเปล่า
  • การปรับเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่อรายจ่ายฝ่ายทุน เป็นการปรับเปลี่ยนข้อกังวลของตลาดทุนจากเดิมที่มองว่าเป็นรายจ่ายฝ่ายทุนมหาศาลที่ไม่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนทางกำไรได้อย่างชัดเจน ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดหมุนเวียนสูง ซึ่งช่วยสร้างความสมเหตุสมผลให้กับการลงทุนในสายตาของนักลงทุน สะท้อนผ่านราคาหุ้นของ Meta ที่ตอบรับเชิงบวกทันที

4. มุมมองของ InnovestX

เรามองว่าผลกระทบเชิงกลยุทธ์ของโครงการ Meta Compute สามารถจำแนกเป็นข้อดีและความเสี่ยง รวมถึงประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้

มุมมองเชิงบวก

มุมมองเชิงลบและความเสี่ยง

การลดความเสี่ยงทางงบการเงิน



การเปลี่ยนขีดความสามารถการประมวลผลส่วนเกินให้เป็นรายได้ ช่วยลดความเสี่ยงด้านงบประมาณในระยะกลาง หนุนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย รวมถึงเพิ่มกระแสเงินสดอิสระ ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรและทวีคูณราคาต่อกำไรของบริษัทมีความสมเหตุสมผลและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น โดยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตในปัจจุบันของ Meta ยังคงมีความแข็งแกร่งที่ระดับ Aa3 โดย Moody's และ AA- โดย S&P

การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรง



การเข้าสู่ธุรกิจนี้ของ Meta เป็นการเปิดศึกโดยตรงกับทั้งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น AWS, Microsoft Azure, Google Cloud และผู้ให้บริการคลาวด์ทางเลือก เช่น CoreWeave, Nebius, Lambda Labs, Scaleway ส่งผลให้ส่วนต่างราคาที่เกิดจากความขาดแคลนของชิปปัญญาประดิษฐ์ในตลาดลดลง และอาจนำไปสู่สงครามราคาในระยะยาว

การรักษาขีดความสามารถในการพัฒนาโมเดลชั้นนำ



การขยายธุรกิจสู่บริการคลาวด์ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะลดบทบาทการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง แต่บริษัทจะยังคงเก็บชิปและสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด เช่น ยุค Rubin ไว้สำหรับการพัฒนาโมเดลภายใน และเลือกปล่อยเช่าเฉพาะชิปเฉพาะกิจ ฮาร์ดแวร์รุ่นก่อนหน้า หรือชิปสำหรับประมวลผลปลายทางเท่านั้น

ความซับซ้อนในการบริหารจัดการระดับองค์กร



การดำเนินธุรกิจคลาวด์ระดับองค์กรจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนเฉพาะทาง เช่น ทีมขายสำหรับลูกค้าองค์กร ทีมดูแลลูกค้า และระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งเป็นโครงสร้างทางธุรกิจที่บริษัทไม่ได้มีความเชี่ยวชาญดั้งเดิมเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายหลัก


ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป

  1. ผลกระทบต่อกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์เฉพาะทาง อาทิ CoreWeave และ Nebius (มิติด้านอุปทานส่วนเกิน)
    • เรามองว่าการนำกำลังการผลิตส่วนเกินลงมาแข่งขันของ Meta ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนัยเชิงจิตวิทยาและมูลค่าหุ้นในระยะสั้นเนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานล้นตลาดและการกดดันราคาค่าเช่าหน่วยประมวลผลกราฟิก ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่ม Neocloud ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในทันที นำโดย CoreWeave และ Nebius Group  
    • นอกจากนี้ ในมิติเชิงโครงสร้าง ภาพการปล่อยเช่าขีดความสามารถการประมวลผลส่วนเกินของ Meta ยังสะท้อนว่าระดับของ Compute AI ในปัจจุบันอาจเริ่มเข้าสู่ภาวะเติบเต็มที่หรือมีกำลังการผลิตส่วนเกินในบางช่วงเวลา ซึ่งหากภาพนี้สะท้อนว่าตลาดไม่ได้มีความต้องการพึ่งพากำลังการประมวลผลจากภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงเช่นในอดีต อาจส่งผลให้ความจำเป็นในการใช้บริการคลาวด์ทางเลือกอย่างกลุ่ม Neocloud ลดลงในระยะยาว เนื่องจากลูกค้าระดับองค์กรมีทางเลือกในการเข้าถึงขีดความสามารถจาก Hyperscalers โดยตรงในราคาที่แข่งขันได้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นตัวเลขอุปสงค์ปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวสะท้อนจาก ภาระผูกพันสัญญากลุ่ม Neocloud ที่ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 33,000 ล้าน ถึง 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยรองรับความเสี่ยงด้านราคาระยะสั้นได้
  2. แนวโน้มงบลงทุนของ Meta
    • เรามองว่ารายจ่ายฝ่ายทุนจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทยังคงต้องขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโครงการระดับหลายกิกะวัตต์ตามแผนงานเดิม โดยในปัจจุบัน งบลงทุนปี 2026 ของ Meta ได้รับการคุ้มครองการันตีบางส่วนผ่านข้อตกลงระยะยาวกับพันธมิตรคลาวด์รายหลัก อาทิ ข้อตกลงความร่วมมือด้านกำลังการผลิตมูลค่าสูงถึง 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐร่วมกับ Nebius Group ทำให้แนวโน้มการเพิ่มงบลงทุนในอนาคตจะเริ่มเข้าสู่จุดที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งที่รุนแรงเหมือนช่วงแรก

ผลกระทบต่อกลุ่มชิปปัญญาประดิษฐ์และห่วงโซ่อุปทาน หากรายจ่ายฝ่ายทุนชะลอตัวลง

  • เรามองว่าแนวโน้มการปรับกลยุทธ์ของกลุ่ม Hyperscalers โดยเฉพาะ Meta ที่เริ่มมุ่งเน้นการบริหารจัดการและสร้างเสถียรภาพให้กับรายจ่ายฝ่ายทุน ถือเป็นปัจจัยลบและมีความเสี่ยงสูงต่อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers คือแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดชิปปัญญาประดิษฐ์ในช่วงที่ผ่านมา หาก Meta หรือผู้เล่นรายใหญ่รายอื่นส่งสัญญาณชะลอหรือลดการขยาย CapEx ยอดคำสั่งซื้อที่เคยเติบโตในอัตราเร่งก้าวกระโดดจะเผชิญภาวะชะลอตัวลงทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของกลุ่มผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย เนื่องจากสัดส่วนรายได้ที่พึ่งพา Meta มีนัยสำคัญ และอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านราคาสินค้ารวมถึงการปรับฐานของมูลค่าหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดเคยสะท้อนความคาดหวังในระดับสูง ทั้งนี้ เราได้จัดทำตารางแสดงรายชื่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทานและสัดส่วนรายได้ที่พึ่งพา Meta ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของ CapEx ดังนี้

ชื่อบริษัท (Supplier)

สัดส่วนรายได้ที่พึ่งพา Meta

ลักษณะและบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน

GoerTek

26.4%

ผู้ผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อะคูสติก

Western Digital

12.7%

ผู้ผลิตและให้บริการระบบจัดเก็บข้อมูล และ Hard Drives

Accton Technology

10.0%

ผู้ผลิตอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายและสวิตช์ส่งผ่านข้อมูล

CoreWeave

8.0%

พันธมิตรผู้ให้บริการคลาวด์เฉพาะทางและโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์

SK Hynix

6.5%

ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงสำหรับประมวลผล AI

AMD

5.5%

ผู้พัฒนาชิปหน่วยประมวลผลกราฟิกและชิปเร่งความเร็ว AI

Broadcom

5.1%

ผู้พัฒนาชิปสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงและชิป custom ASIC

Nvidia (NVDA)

4.0%

ผู้นำตลาดชิปหน่วยประมวลผลกราฟิกและซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม AI Compute

  1. ศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เรามองว่าโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ได้จริงในระดับหนึ่ง แต่อาจไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้อย่างสิ้นเชิงในระยะแรก จากการประเมินด้วยแบบจำลองสถานการณ์ โอกาสในการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าความแรงคอมพิวเตอร์และบริการส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นส่วนเพิ่มราว 3% ถึง 10% จากประมาณการเดิมของตลาด และจะส่งผลบวกต่อกำไรต่อหุ้นทางบัญชี เพิ่มขึ้นราว 40 ถึง 7.50 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นส่วนเพิ่ม 4% ถึง 21% เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้เดิม) เมื่อเทียบกับฐานรายได้หลักจากธุรกิจโฆษณาแล้ว รายได้ส่วนนี้จึงเป็นเพียงรายได้เสริมเพื่อช่วยรองรับต้นทุนดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคาของฮาร์ดแวร์เท่านั้น

 

มุมมองการลงทุน

   ในระยะสั้น โครงการนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ Meta อย่างไรก็ดี เราประเมินว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปบางส่วนแล้ว ประกอบกับยังคงมีความเสี่ยงด้านการลงทุนและแนวโน้มต้นทุนชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ราคาหุ้นในระยะสั้นยังคงมีความผันผวน

    ขณะที่ระยะกลาง-ยาว เราแนะนำให้ติดตามทิศทางการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เรายังคงเชื่อมั่นว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง จากจุดเด่นในการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีฐานข้อมูลและจำนวนผู้ใช้งานรวมกันมากที่สุดในโลกผนวกกับระบบนิเวศข้อมูลที่สมบูรณ์และเอื้อต่อการฝึกฝน Open-source Frontier Model ขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยรักษาและต่อยอดฐานรายได้โฆษณาหลัก พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ จากระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับชั้นนำของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5