สรุปสาระสำคัญ
ผลประกอบการ Big Pharma ใน 1Q26 ส่วนใหญ่ดีกว่าคาดและมีการปรับประมาณการขึ้น นำโดยการเติบโตมหาศาลของยาลดน้ำหนักจาก Eli Lilly และการรับมือกับการหมดสิทธิบัตรที่ดีของ AbbVie แม้บางรายอย่าง Novartis จะเผชิญแรงกดดันหนักจากการแข่งขันของยาทั่วไป แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังคงเร่งลงทุนใน M&A และ R&D เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ทดแทนยาตัวเดิม ท่ามกลางความกังวลต่อนโยบายกดราคายา (MFN) ในสหรัฐ ที่บีบให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และการขยายฐานการผลิตอย่างรวดเร็ว
สรุปผลประกอบการกลุ่ม Pharmaceutical
ภาพรวมของกลุ่มผู้ผลิตยาขนาดใหญ่ (ABBV, AMGN, AZN, BIIB, GSK, LLY, MRK, MRNA, NOVN, REGN) ใน 1Q26 แสดงให้เห็นถึงช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ
- ผลประกอบการดีกว่าที่คาดและปรับเพิ่มแนวโน้ม: บริษัทส่วนใหญ่ เช่น AbbVie, Eli Lilly, Amgen, Merck และ AstraZeneca รายงานผลกำไรและรายได้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และหลายบริษัทได้ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้และกำไรทั้งปี 2026
- การเติบโตของกลุ่มยาลดน้ำหนัก: Eli Lilly รายงานรายได้เติบโตถึง 56% โดยมี Mounjaro และ Zepbound เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก ขณะที่ Amgen และ Moderna กำลังเร่งพัฒนาและให้ความสำคัญกับตลาดยาลดน้ำหนักมากขึ้น ทำให้การแข่งขั้นเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มยาลดน้ำหนักแบบกิน ซึ่ง Lilly เพิ่งเปิดตัว Foundayo ในขณะที่ Zealand Pharma อยู่ในช่วงการศึกษาแต่ผลลัพธ์ยังด้อยกว่า Lilly
- Oncology ADC (Antibody-Drug Conjugates) และนวัตกรรมยาภูมิคุ้มกัน (Bispecific) กลายเป็นกระแสหลักในกลุ่มยา: AstraZeneca มี Enhertu (ยามุ่งเป้าชนิดใหม่ ADC) + Datroway เป็นแกนหลัก, Merck มี Keytruda (ยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งปอด มะเร็งเต้านมและมะเร็งผิวหนัง) ต่อยอดด้วย sac-TMT (Kelun partnership) และ I-DXd (Daiichi Sankyo), Amgen มี IMDELLTRA (ยาภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดใหม่ สำหรับรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กระยะลุกลาม) เป็นมาตรฐานการรักษาในตลาดโรคมะเร็งปอด ดังนั้นทิศทางรักษามะเร็งรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานความแม่นยำของภูมิคุ้มกันบำบัดเข้ากับยาเคมีบำบัดที่มีฤทธิ์รุนแรงกำลังจะเป็นยุทธศาสตร์หลักหลายบริษัทในตลาดโรคมะเร็ง
- บริษัทยาต้องหายาตัวใหม่เพื่อชดเชยรายได้จากสิทธิบัตรยาที่หมดอายุ (Patent Cliff): AbbVie ประสบความสำเร็จในการใช้ยา Skyrizi (ยาชีววัตถุชนิดฉีด ช่วยลดการอักเสบใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน โรคโครห์น (และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง) และ Rinvoq (ยารักษาโรคอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์) มาชดเชยรายได้ที่หายไปของ Humira (ใช้รักษาโรคภูมิต้านตนเอง) ที่ลดลงถึง 6% ในขณะที่ Novartis ยังคงได้รับผลกระทบหนักจากคู่แข่งของยาต้นแบบอย่าง Entresto (ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังชนิดบีบตัวลดลง) ทำให้กำไรลดลงมากกว่าที่คาด
- การทำควบรวมกิจการและการลงทุน R&D ที่เข้มข้น: มีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจากการเข้าซื้อกิจการ จำนวนมาก เช่น Merck กับดีล Cidara และ Novartis กับดีล Avidity เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรายได้ในอนาคต และมีหลายบริษัทเน้นหายาใหม่เข้ามาแทนยาเดิมที่การเติบโตลดลงหรือมีคู่แข่งมากขึ้น ดังนั้นยาที่อยู่ในกระบวนการศึกษา (Drug pipeline) จะมีความสำคัญกับผลประกอบการและราคาหุ้นค่อนข้างมากต่อจากนี้
- หลายบริษัทนำ AI เข้ามาใช้งาน: Amgen ใช้ AI ลดเวลาระยะเวลาผลิตจาก 30 นาทีเหลือ 2 นาที Merck ประกาศพันธมิตร Google Cloud พื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ Lilly มีการทำพันธมิตกับทุกบริษัทที่ใช้ AI ในการทำ R&D และ agentic AI
- นโยบายของ ปธน.ทรัมป์เริ่มเห็นผล: CEO ของ Novartis เตือนว่าการใช้นโยบายราคายา Most Favoured Nation (นโยบายควบคุมราคายาที่รัฐบาลสหรัฐที่กำหนดให้ราคายาในประเทศต้องไม่สูงกว่าราคาที่ต่ำที่สุด ที่บริษัทยาขายให้แก่ประเทศพัฒนาแล้วอื่น) จะชัดขึ้นใน 18 เดือน ส่วน Lilly และ Novo ลดราคา Mounjaro/Zepbound แลกกับการเข้าถึง Medicare ที่มีส่วนขยายโครงการยาลดน้ำหนักไปถึงปี 2027 กระตุ้นปริมาณการขายได้ชัด แต่ กดดันราคาต่อเนื่อง
- ความต้องการในตลาดจีนสูง: Lilly Mounjaro ในจีนดีกว่าคาดมาก, Novartis มี Leqvio (ยาฉีดนวัตกรรมใหม่เพื่อลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี) ในจีนช่วยสนับสนุนการเติบโต, Moderna หันมาพึ่งดีลกับรัฐบาลนอกสหรัฐมากขึ้น รวมถึงจีนเพื่อเป็นการหารายได้ใหม่
สินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และตอบโจทย์โรคเรื้อรังยุคใหม่ (เช่น โรคอ้วน และมะเร็งเฉพาะจุด) คือกลุ่มที่มีรายได้มหาศาล ในขณะที่ยาเดิมที่กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากราคาที่ถูกบีบและคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มยาที่ขายดี
- ยาลดน้ำหนักและเบาหวาน (Obesity/GLP-1) เป็นกลุ่มที่เติบโตร้อนแรงที่สุด นำโดย Mounjaro และ Zepbound ของ Eli Lilly
- ยามะเร็งรุ่นใหม่ (Next-Gen Oncology):
- Keytruda (Merck): ยอดขายสูงถึง $8 พันล้าน
- Enhertu (AstraZeneca): เติบโตแข็งแกร่งในตลาดมะเร็งเต้านมและปอด
- Pluvicto (Novartis): ยาฉายรังสีรักษามะเร็งต่อมลูกหมากที่กำลังขยายตัวในกลุ่ม urology
- ยาโรคภูมิคุ้มกัน (Immunology): Skyrizi และ Rinvoq ของ AbbVie ทำผลงานได้ดีมากเพื่อมาแทนที่ยาเดิม รวมถึง Dupixent ของ Regeneron ที่ยังคงเป็นสินค้าหลัก
- นวัตกรรมใหม่เฉพาะทาง: Leqembi ยาโรคอัลไซเมอร์ของ Biogen เริ่มมียอดขายพุ่งขึ้นถึง 74% และ Repatha ยาลดไขมันของ Amgen ที่โตขึ้น 34%
กลุ่มนี้มักเป็นยาเก่าที่เผชิญกับการแข่งขันสูง
ยาที่หมดอายุสิทธิบัตร
- Humira (AbbVie): ยอดขายลดลง 6% จากคู่แข่ง Biosimilars (ยาชีววัตถุที่ผลิตขึ้นมาให้มีความคล้ายคลึงกับยาชีววัตถุต้นแบบที่ได้รับอนุญาตแล้ว)
- Entresto (Novartis): ยอดขายลดลงถึง 42% จากการเข้ามาของยาที่เข้ามาแทนยาต้นแบบ
- Januvia (Merck): ยาเบาหวานที่ยอดขายลดลง 29% หลังเสียสิทธิ์การคุ้มครอง
วัคซีนบางประเภท
- Gardasil (Merck): ยอดขายวัคซีน HPV ลดลงถึง 19% โดยเฉพาะในตลาดจีนและญี่ปุ่นที่ความต้องการชะลอตัว
- วัคซีน COVID-19 (Moderna): แม้จะปิดดีลระหว่างประเทศได้ แต่ตลาดในสหรัฐต่ำกว่าช่วงระบาดใหญ่ชัดเจน
กลุ่มยาทางเดินหายใจแบบดั้งเดิม โดย GSK รายงานว่ายอดขายยาทางเดินหายใจรุ่นเก่าอย่าง Trelegy อ่อนแอซึ่งกดดันภาพรวมของ GSK
มุมมองของ INVX
- เรามองว่าความต้องการของยาลดน้ำหนัก GLP-1 มีความต้องการสูงและกำลังพัฒนาไปสู่ยากินหรือยารุ่นใหม่ที่ฉีดห่างมากขึ้นทำให้ภาพของการเติบโตยังอยู่ในระดับสูง แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือการแข่งขันที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะจาก Pfizer, Amgen, Zealand pharma, Roche เป็นต้น ซึ่งอาจจะทำให้การเติบโตลดน้อยลง โดยในกลุ่มนี้เรามองว่า LLY อยู่ในสถานะที่ดีที่สุดเพราะไม่ต้องเผชิญกับภาษียาและมีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าคู่แข่งอย่าง NOVO
- เราจะเห็นการทำ M&A เพิ่มขึ้นมาก เพราะบริษัทใหญ่มีเงินสดมากแต่ขาดยาใหม่ที่จะมาชดเชยยาที่หมดอายุสิทธิบัตรลง จึงต้องไปหาซื้อบริษัท Biotech มากระจายความเสี่ยง โดยบริษัทที่จะมีแนวโน้มในการทำ M&A อย่าง AbbVie, Novatis, Merck ก็อาจจะเผชิญกับความเสี่ยงการควบรวมกิจการ
- บริษัทยายักษ์ใหญ่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้น การผลิตภายในสหรัฐมากขึ้น เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีและรักษาขอบเขตกำไร โดยเรามองว่าบริษัทใหญ่มีการลงทุนและทำ R&D ในสหรัฐอยู่แล้ว จึงไม่กังวลต่อประเด็นภาษี แต่กังวลกับบริษัทยาขนาดกลางและเล็กมากกว่าที่อาจจะต้องเผชิญกับภาษีที่สูงขึ้น
- นโยบายกดราคายาในสหรัฐผ่านนโยบาย Most Favoured Nation ของรัฐบาล Trump จะเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนตั้งแต่ 2Q26 เป็นต้นไป เรามองเป็นลบกับอัตราการทำกำไรมากกว่าปริมาณการขายที่สูงขึ้น โดยบริษัท Bristol Myers Squibb (BMS) มีรายได้จากยากลุ่มมะเร็งและลิ่มเลือด (เช่น Eliquis) ซึ่งเป็นหนึ่งในยาชุดแรกๆ ที่ถูกกดดันด้านราคาภายใต้กฎหมายใหม่ และ Merck จะมีผลกระทบต่อยา Keytruda ซึ่งเป็นยามะเร็งที่มียอดขายสูงสุดในโลกและมียอดใช้ในสหรัฐเป็นสัดส่วนหลัก ในขณะที่ AstraZeneca และ GSK มีสัดส่วนรายได้จากตลาดเกิดใหม่และยุโรปค่อนข้างสูง ช่วยลดแรงปะทะจากการคุมราคาในสหรัฐได้บางส่วน
- ตลาดจะเปลี่ยนจากยาทั่วไป ไปสู่ยาที่รักษาโรคซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งสามารถตั้งราคาสูงได้และคู่แข่งเข้ามาตีตลาดยากกว่า
คำแนะนำการลงทุน
- เราชอบ LLY สุดในกลุ่มยา ทั้งจากการเติบโตยาในตลาด GLP-1 และไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการในตัวยาใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและหารายได้จากตลาดใหม่ หุ้น LLY จึงเหมาะกับคนที่ต้องการการเติบโต
- ถ้าเน้นความสมดุลระหว่างการเติบโตและกระแสเงินสด เน้นไปที่คู่ของ คู่หลัก: LLY และ ABBV และใช้ MRK เป็นหุ้นตั้งรับเพิ่มอีกตัวถ้าอยากลดความผันผวน
- หากต้องการเน้นเงินปันผลและความผันผวนต่ำไปที่ PFE (5.5%-6%, Beta 0.65), Amgen (3.2%-3.5%, Beta 0.6), Gilead Sciences (4.2%-4.5%, Beta 0.4)
- รอจังหวะการซื้อในหุ้นที่ยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจนอย่าง AstraZeneca (การเติบโตต้องชัดเจนกว่านี้), Regeneron (รอผลของ Fianlimab Phase 3) ถ้าไม่ได้ตามเป้าราคาหุ้นอาจจะร่วงแรง, Novatis (ผลประกอบการไม่ดี รอดูผลประกอบการว่า 1Q26 คือจุดต่ำสุดหรือไม่ โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือยา Pelacarsen และ Remibrutinib ในครึ่งปีหลัง), Biogen (พัฒนาการของยาโรงสมองเสื่อม)