
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 32 แห่งผ่านเกณฑ์ Stress Test ปี 2026 โดยรักษาเงินกองทุน CET1 เฉลี่ยได้สูงถึง 11.2% สะท้อนถึงสามารถที่แข็งแกร่งในการประกาศเพิ่มเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนเพื่อคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ทันที โดยเรามองบวก JPM, GS, MS มากที่สุดในกลุ่มธนาคารใหญ่สหรัฐฯ
ภาพรวมผลการทดสอบ Stress Test ปี 2026
ผลการทดสอบ Stress Test ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จำนวน 32 ประสบความสำเร็จในการผ่านเกณฑ์ประเมินความพร้อมรองรับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ซึ่งผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำทั้งหมด โดยสามารถรักษาเกณฑ์เงินกองทุนขั้นต่ำ (CET1) เฉลี่ยที่จุดต่ำสุดไว้ได้สูงถึง 11.2% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แม้จะต้องเผชิญสถานการณ์จำลองความเสียหายรวมสูงเกือบ 7.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อฐานทุนสถาบันการเงิน
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ในการทดสอบครั้งนี้:
มติคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับภาวะวิกฤต
ความพิเศษของการทดสอบรอบปี 2026 คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้มีมติไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่จะคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับภาวะวิกฤต (Stress Capital Buffer หรือ SCB) ของแต่ละธนาคารไว้เท่ากับระดับของปี 2025 ไปจนถึงปี 2027 เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะในการปรับปรุงโมเดลทดสอบให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
การคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มในครั้งนี้ ส่งผลให้ธนาคารต่างๆ ทราบข้อกำหนดล่วงหน้าและไม่มีความจำเป็นต้องชะลอการเปิดเผยแผนการจัดสรรเงินทุน ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจึงสามารถประกาศแผนการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนต่อสาธารณะได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระยะเวลาผ่อนผันเหมือนปีก่อนๆ
สรุปมาตรการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนของธนาคารใหญ่
ทันทีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศผลการทดสอบอย่างเป็นทางการ ธนาคารชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับขึ้นเงินปันผลและวงเงินซื้อหุ้นคืนอย่างพร้อมเพรียงกัน:
ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดทุน และแผนการจ่ายปันผลใหม่หลังผ่าน Stress Test 2026
|
ชื่อสถาบันการเงิน |
เงินกันชนวิกฤต(SCB) |
เกณฑ์ทุนรวมขั้นต่ำ(CET1) |
เงินปันผลไตรมาสใหม่ (ต่อหุ้น) |
เงินปันผลไตรมาสเดิม (ต่อหุ้น) |
โครงการซื้อหุ้นคืน / ข้อมูลเพิ่มเติม |
|
JPMorgan Chase (JPM) |
2.5% |
11.5% |
$1.65 |
$1.50 |
อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์ เริ่ม 1 ก.ค. 2569 |
|
Morgan Stanley (MS) |
4.3% |
11.8% |
$1.15 |
$1.00 |
อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ ในระยะยาว |
|
Goldman Sachs (GS) |
3.4% |
11.4% |
$5.00 |
$4.50 |
ประกาศปรับเพิ่มเงินปันผล (ยังไม่มีการประกาศวงเงินซื้อหุ้นคืนใหม่ทันที) |
|
Wells Fargo (WFC) |
2.5% |
8.5% |
$0.50 |
$0.45 |
ประกาศปรับเพิ่มเงินปันผล และระบุว่ามีศักยภาพในการซื้อหุ้นคืนได้ |
|
Bank of America (BAC) |
2.5% |
10.0% |
รอประกาศช่วง ก.ค. |
ไม่ระบุ |
มีวงเงินซื้อหุ้นคืนเหลืออยู่เกือบ 23,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน มี.ค. |
|
Citigroup (C) |
3.6% |
11.6% |
ไม่ระบุ |
ไม่ระบุ |
- |
มุมมองของ INVX
ผลลัพธ์ครั้งนี้เน้นย้ำว่าโครงสร้างระบบธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐฯ มีเสถียรภาพสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 นโยบายการผ่อนปรนกฎระเบียบและคงข้อกำหนดเงินกองทุนส่วนเพิ่มจนถึงปี 2027 ช่วยปลดล็อกขีดจำกัดด้านงบดุล ทำให้ธนาคารมีอิสระในการนำทุนส่วนเกินไปสร้างประโยชน์ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ เรายังมองบวกต่อธนาคารใหญ่สหรัฐฯ มากกว่าธนาคารเล็ก ซึ่งมีโอกาสจ่ายปันผล และซื้อหุ้นคืนที่มีเสถียรภาพมากกว่า โดยเรามองบวกต่อ JPM, MS, GS ที่สุด
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน