Trading Basics

[Trader Foundation Series] Greed Control: ความโลภทำงานอย่างไรเมื่อเห็นตัวเลขกำไรพุ่งสูง

9 Jan 26 9:48 AM
รู้จักผลิตภัณฑ์ลงทุน3
สรุปสาระสำคัญ

บทความเรื่อง Greed Control นี้จะพาคุณไปรู้จักจิตวิทยาการเทรด (Trading Psychology) เพื่อทำความเข้าใจว่า "ความโลภ" ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างไรในวันที่พอร์ตหุ้นและอนุพันธ์ (Futures & Options) ของคุณเขียวขจี เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่กลไกการทำงานของสมองที่มักทำให้เทรดเดอร์ละทิ้งวินัยเพื่อไล่ราคา ไปจนถึงการเปิดเผย 4 ระยะของอารมณ์ที่นำไปสู่การติดดอย พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงระดับมืออาชีพ เช่น เทคนิค Scaling Out และ Trailing Stop ที่จะช่วยเปลี่ยน "กำไรหน้าจอ" ให้เป็นเงินในกระเป๋าอย่างยั่งยืน ผ่านเคสตัวอย่างที่สะท้อนภาพจริงในตลาด เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการพัฒนา Mindset และระบบเทรดเพื่อสร้างกำไรในระยะยาวและลดความผันผวนทางอารมณ์ในการลงทุนทุกสภาวะตลาด

"กำไรที่เห็นในหน้าจอ ไม่ใช่กำไรที่แท้จริง จนกว่าคุณจะปิดสถานะ" นี่คือประโยคสุดคลาสสิกที่เทรดเดอร์รุ่นพี่มักจะเตือนมือใหม่เสมอ ไม่ว่าคุณจะกำลังปั้นพอร์ตหุ้น หรือใช้อัตราทด (Leverage)ในตลาดที่มีความเสี่ยงสูงอย่าง Futures & Options

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึง "กลไกของความโลภ" ในวันที่ตลาดเป็นใจ เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือ "ตัวคุณเอง"

 

 

Gemini_Generated_Image_n3hztcn3hztcn3hz.png

 

ทำไม "ความโลภ" ถึงอันตรายกว่า "ความกลัว"?

ในโลกของการลงทุน เรามักพูดถึงความกลัว (Fear) ว่าเป็นตัวขัดขวางการทำกำไร แต่ในความเป็นจริง ความโลภ (Greed) คือตัวการหลักที่ทำให้ "กำไรหาย กำไรหด" หรือร้ายแรงที่สุดคือการทำให้พอร์ตระเบิดในพริบตา

 

ความโลภทำงานอย่างไร?

เมื่อคุณซื้อหุ้นพื้นฐานดีแล้วราคาวิ่งพุ่งแรง หรือเปิดสถานะใน SET50 Futures แล้วถูกทางอย่างรวดเร็ว สมองจะหลั่งสาร Dopamine ออกมา สารนี้ทำให้เรามีความสุข มั่นใจเกินเหตุ (Overconfidence) และเริ่มจินตนาการถึงกำไรที่มากกว่าเดิมจนลืมความเป็นจริง

  • What: ความโลภคือสภาวะที่ความต้องการ "มากกว่าเดิม" เข้ามาแทนที่ "แผนการที่วางไว้" (Trading Plan)
  • Why: หากไม่ควบคุมความโลภ คุณจะเริ่มละทิ้งระเบียบวินัย เช่น ไม่ยอมขายทำกำไรตามเป้า (Take Profit) หรือที่ร้ายกว่านั้นคือการ "ไล่ราคา" (Chase Price) ในจุดที่เสี่ยงเกินไปเพียงเพราะคิดว่ามันจะขึ้นต่อไม่หยุด
  • How: การควบคุมความโลภเริ่มต้นที่การยอมรับว่า "เราไม่จำเป็นต้องกินกำไรได้ทุกบาททุกสตางค์ของรอบราคา เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ"

กราฟแห่งความโลภ vs ความเป็นจริง

  • Phase 1 (Optimism): ราคาเริ่มขยับตามแผน เราเริ่มรู้สึกว่า "วิเคราะห์ถูกทางแล้ว"
  • Phase 2 (Euphoria): กำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เราเริ่มคิดว่าตัวเองเป็น "เทพเจ้าแห่งการเทรด" และเริ่มประมาท
  • Phase 3 (The Trap): ราคาเริ่มพักตัวหรือแกว่งตัว แต่ความโลภบอกว่า "แค่ย่อชั่วคราว เดี๋ยวไปต่อ" ทำให้เราเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือน
  • Phase 4 (Regret): ราคากลับมาที่ทุนหรือกลายเป็นขาดทุน ความโลภเปลี่ยนเป็นความเสียดายจนทำให้เรา "ไม่กล้าขาย" และติดดอยในที่สุด

 

ภาพประกอบบทความกราฟความโลภ-4-สเตจ.jpg

 

บทเรียนจาก "กำไรทิพย์"

สถานการณ์: เทรดเดอร์ A ซื้อหุ้นที่กำลังมีกระแสแรง หรือ Long Options ในจังหวะที่ความผันผวนสูง ราคาพุ่งขึ้นจนกำไรในพอร์ตแสดงตัวเลข +50% ภายในไม่กี่วัน ตามแผนเดิมเขาควรจะขายที่กำไร 20%

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง: เมื่อเห็นกำไร 50% ความโลภเข้าครอบงำ เขาเริ่มคำนวณว่า "ถ้ามันไปถึง 100% ฉันจะลาออกจากงานได้เลย" เขาจึงตัดสินใจ ไม่ขาย และไม่ได้วางจุด Trailing Stop เพื่อล็อคกำไร

ผลลัพธ์: ตลาดเกิดการปรับฐานแรง (Correction) กำไร 50% หายไปเหลือเพียง 5% ในวันเดียว เทรดเดอร์ A เกิดอาการ "Shock" และ "เสียดายยอดสูงสุด" จึงดื้อรั้นไม่ยอมขาย สุดท้ายราคาไหลลงจนขาดทุน

Key Lesson: ความโลภทำให้เราเปลี่ยนจาก "นักลงทุนที่มีระบบ" กลายเป็น "นักพนัน" ที่ฝากชีวิตไว้กับความหวัง

 

3 หลุมพรางที่ความโลภมักขุดไว้ดักคุณ

  

  1. Moving the Goalposts: การเลื่อนเป้าหมายกำไรออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุผลทางเทคนิครองรับ เพียงเพราะ "อยากได้อีก"
  2. Ignoring Warning Signals: การเมินสัญญาณขายหรือเครื่องมือวัดแรงซื้อที่มากเกินไป (เช่น RSI > 80 หรือราคาออกห่างจากเส้นค่าเฉลี่ยมากเกินไป)
  3. Over-Leveraging / Over-Trading: การทุ่มเงินเกินตัวหรือเปิดสถานะใหญ่เกินไปในหุ้นหรือฟิวเจอร์ส เพราะคิดว่าจะรวยเร็วจากจังหวะนี้จังหวะเดียว

 

วิธีสยบความโลภแบบมืออาชีพ

การเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความโลภ แต่เขามี "ระบบ" มาจัดการอารมณ์:

  • Scaling Out (ทยอยปิดทำกำไร): แบ่งขายหุ้นหรือสัญญาล่วงหน้าเมื่อถึงเป้าหมาย เช่น ขาย 1/2 เมื่อกำไรถึงเป้าแรก เพื่อเก็บกำไรเข้ากระเป๋าและลดความกดดัน
  • Trailing Stop: ใช้เครื่องมือทางเทคนิคเลื่อนจุด Stop Loss ตามราคาขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อล็อคกำไรขั้นต่ำไว้ หากราคาพลิกกลับมาชนจุดนี้ ต้อง "บังคับขาย" ทันทีโดยไม่มีข้อแม้
  • The 24-Hour Rule: หากมีความรู้สึกอยาก "ไล่ราคา" หรือ "เปิดสถานะเพิ่ม" นอกเหนือจากแผน ให้หยุดและรอ 24 ชั่วโมงเพื่อเช็คว่านั่นคือโอกาสจริงหรือแค่ความโลภชั่วขณะ

Summary: การบ้านสำหรับเทรดเดอร์ที่อยากสำเร็จ

ความสำเร็จในระยะยาวไม่ใช่วัดกันที่ว่าใครทำกำไรก้อนโตได้เพียงครั้งเดียว แต่วัดกันที่ใครสามารถ "รักษา" กำไรเหล่านั้นไว้ได้สม่ำเสมอ

 

สิ่งที่ต้องทำวันนี้:

  1. ตรวจสอบพอร์ตปัจจุบันว่ามีตัวไหนที่คุณ "กำไรแล้วไม่ยอมขาย" เพียงเพราะความโลภหรือไม่?
  2. กำหนดจุด Trailing Stop ให้กับทุกสถานะที่คุณมีกำไรอยู่ เพื่อเปลี่ยน "กำไรหน้าจอ" ให้เป็น "กำไรในกระเป๋า"
  3. เขียนกฎการ Take Profit ของตัวเองให้ชัดเจน และแปะไว้ที่หน้าจอเทรด

 

Quote Box: "ในตลาดหุ้นและฟิวเจอร์ส คนที่ทำกำไรได้ในระยะยาวคือคนที่รู้ว่าพอเมื่อไหร่ ส่วนคนที่ขาดทุนหนักคือคนที่คิดว่าราคามันจะขึ้นไปถึงดวงจันทร์เสมอ"

 

 

Gemini_Generated_Image_fslh2ifslh2ifslh.png

 

 

 

🚀ลงทุน TFEX เข้าถึงโอกาสทำกำไรในตลาดอนุพันธ์ได้อย่างง่ายดายแค่ปลายนิ้ว

เพียงแค่เปิดบัญชีกับ InnovestX และ Activate บัญชี TFEX

  1. เปิดบัญชี InnovestX 👉https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
  2. Activate TFEX: อ่านขั้นตอนการเปิดใช้บริการ 👉https://www.innovestx.co.th/products/derivatives/product-tfex

⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนการซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชั่น มีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อนให้เกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจังไม่เหมาะสมกับบุคคลทุกคน ก่อนตัดสินใจซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชั่น ท่านควรพิจารณาถึงฐานะทางการเงินวัตถุประสงค์การลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้อย่างรอบคอบเนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ท่านอาจสุญเสียเงินลงทุนมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5