
1.ตลาดฟิวเจอร์สสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ นักลงทุนเฝ้ารอผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดและการรายงานงบการเงินจำนวนมากในสัปดาห์นี้
2.จับตาท่าทีเฟดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย คาดการณ์คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.5% - 3.75% ท่ามกลางประเด็นความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
3.ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาเพิ่มสูงขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 100% หากแคนาดาบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน
4.ความเสี่ยงในการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ปมขัดแย้งเรื่องงบประมาณหน่วยงานความมั่นคงชายแดนส่อเค้ายืดเยื้อหลังเหตุการณ์ในมินนิอาโปลิส
5.ราคาทองคำทำระดับสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง นักลงทุนเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ดันราคาเหนือระดับ 5,100 ดอลลาร์
6.SET -0.56% พักตัวลดลงเล็กน้อย ดัชนีขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุน ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยกดดันการลงทุน
1. ดัชนีฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงก่อนเปิดตลาดวันจันทร์ โดย Nasdaq 100 นำกลุ่มลดลง 0.1% หลังจากที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยความผันผวน นักลงทุนยังคงแสดงความกังวลต่อผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะแนวโน้มที่ซบเซาจาก Intel ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มชิปและ AI ในภาพรวม นอกจากนี้ ตลาดยังอยู่ในสภาวะเฝ้าระวังเพื่อรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่อีกหลายแห่งที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงสัปดาห์นี้
2. การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ที่จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้เป็นจุดสนใจหลัก โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% แม้จะมีความกดดันจากทำเนียบขาวที่ต้องการให้ปรับลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเด็นที่น่าจับตาคือการเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่แทนที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ที่กำลังจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม โดยตลาดเริ่มให้น้ำหนักไปที่ Rick Rieder ผู้บริหารจาก BlackRock ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์นโยบายการเงินในอนาคต
3. สถานการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาทั้งหมดในอัตรา 100% หากนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ บรรลุข้อตกลงการค้าเชิงกลยุทธ์กับจีน ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของอเมริกาเหนือ แม้แคนาดาจะยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจในการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับจีน และเป็นการจัดการประเด็นภาษีในรายอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่คำขู่ดังกล่าวได้สร้างความกังวลต่อนักลงทุนเกี่ยวกับความเปราะบางของข้อตกลง CUSMA ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงการเจรจาใหม่
4. ความเสี่ยงที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องปิดทำการ (Government Shutdown) กลับมาอยู่ในระดับที่น่ากังวลอีกครั้ง หลังพรรคเดโมแครตแสดงท่าทีคัดค้านการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานควบคุมชายแดนและ ICE เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ยิงผู้ประท้วงในมินนิอาโปลิสโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ความขัดแย้งนี้อาจทำให้การผ่านร่างงบประมาณในสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากไม่เด็ดขาดต้องเผชิญกับอุปสรรค ซึ่งหากเกิดการชัตดาวน์ขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี
5. ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทะยานทะลุระดับ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 17% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ระอุต่อเนื่อง ทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าสะสมทองคำสำรอง ประกอบกับคาดการณ์นโยบายการเงินที่อาจผ่อนคลายลงในช่วงครึ่งหลังของปี เป็นแรงส่งให้โลหะมีค่ายังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
6. ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปิดตลาดที่ระดับ 1307.07 จุด ลดลง 7.32 จุด (-0.56%) ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.3 หมื่นล้านบาท โดยดัชนีเผชิญกับแรงขายทำกำไรหลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ตลาดขาดปัจจัยหนุนใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการทำธุรกรรม (Wait and See) เพื่อรอความชัดเจนจากการประชุมเฟดและความผันผวนของสถานการณ์การเมืองโลก โดยกลุ่มที่กดดันดัชนีในวันนี้คือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และขนส่ง ขณะที่กลุ่มประกันและปิโตรเคมียังสามารถประคองตัวบวกได้บางส่วน
-----
ที่มา: Investing.com และ InnovestX Research
แปลและเรียบเรียง: Content Team, InnovestX
ดาวน์โหลดแอป InnovestX วันนี้ เพื่อเข้าถึงโอกาสการลงทุนในหุ้นสหรัฐและตลาดทั่วโลก
📱 ดาวน์โหลดแอป: https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b