
1. ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นหลังตลาดร่วงแรง แต่ราคาน้ำมันสูงและ Bond Yield ยังจำกัด Upside ระยะสั้น
2. สหรัฐฯ–อิหร่านทำสงคราม 13 คืนติดต่อกัน เสี่ยงกระทบทั้ง Hormuz และเส้นทางเดินเรือทะเลแดงทั่วโลก
3. สหรัฐฯ ประกาศใช้ภาษี 10–12.5% กับ 60 ประเทศ เพิ่มแรงกดดันต้นทุน การค้าโลก และกำไรบริษัทอีกระลอก
4. Intel งบดีกว่าคาด พร้อมปรับเพิ่ม Guidance รับดีมานด์ AI หนุนความหวังต่อแผนฟื้นธุรกิจชิปสหรัฐฯ
5. PMI สหรัฐฯ คืนนี้เป็นตัวตัดสินว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ หรือกำลังเจอแรงกดดันจากน้ำมันและภาษีรอบใหม่
6. SET ปิดบวกเล็กน้อย ได้แรงซื้อกลับของกลุ่มธนาคาร และหุ้น Laggard พยุงตลาดก่อนเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์
1. ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ขยับขึ้นเล็กน้อย โดย Dow Futures บวกราว 0.4% ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq 100 Futures บวก 0.2% และ 0.1% หลังตลาดร่วงแรงในคืนก่อนจากราคาน้ำมันที่พุ่งแรงและ Bond Yield ที่สูงขึ้น การฟื้นครั้งนี้จึงยังเป็นเพียงแรงซื้อคืนระยะสั้น เพราะความเสี่ยงตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย หากราคาพลังงานทรงตัวสูงนาน ตลาดอาจกลับมากังวลเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ทำให้หุ้นเทคฯ และหุ้น Growth ยังผันผวน แม้ดัชนีเริ่มมีแรงพยุง ตลาดจึงยังฟื้นแบบระมัดระวังในระยะสั้น
2. สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 13 ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงรอบใหม่ และกลุ่มฮูตีอ้างว่าปิดช่องแคบ Bab el-Mandeb หลังโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบีย ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่องแคบ Hormuz แต่ลามไปถึงเส้นทางทะเลแดง หากการขนส่งสะดุดพร้อมกันหลายจุด อาจหนุนราคาน้ำมันและค่าระวาง เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และกดดัน Sentiment ตลาดโลก โดยเฉพาะฝั่งเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานหลัก
3. สหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้าใหม่อัตรา 10–12.5% ครอบคลุม 60 ประเทศ เพื่อทดแทนภาษีชั่วคราว 10% ที่หมดอายุ โดยอ้างว่าคู่ค้ายังบังคับใช้กฎหมายห้ามสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับไม่เพียงพอ แม้อัตราใหม่ไม่สูงเท่าภาษี Liberation Day เดิม แต่ยังเพิ่มต้นทุนให้ผู้นำเข้าและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างความไม่แน่นอนต่อ Margin บริษัท หากมีมาตรการเพิ่มเติมในภาคการผลิต ตลาดอาจกลับมากังวลเงินเฟ้อ การค้าโลก และกำไรของบริษัทข้ามชาติ จึงอาจจำกัด Upside ตลาดในระยะสั้น
4. Intel รายงานรายได้ไตรมาส 2 โต 25% สูงกว่าคาดที่ 11% พร้อมให้กรอบรายได้ไตรมาสปัจจุบันที่ 1.58–1.68 หมื่นล้านดอลลาร์ ดีกว่าที่ตลาดประเมิน โดยผู้บริหารชี้ว่าดีมานด์การประมวลผลจาก AI เป็นปัจจัยหนุนคำสั่งซื้อ ข่าวนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อแผนฟื้นธุรกิจและบทบาทของ Intel ในฐานะผู้ผลิตชิปภายในสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดยังต้องติดตาม Margin ความคืบหน้าโรงงาน และความสามารถในการเปลี่ยนยอดขายเป็นกำไร เพราะการแข่งขันกับผู้นำชิปยังสูง ผลบวกจึงอาจจำกัดเฉพาะตัว
5. ตลาดจับตา PMI ภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของสหรัฐฯ เดือน ก.ค. หลังดัชนีรวมเดือนก่อนอยู่ที่ 52.2 สะท้อนเศรษฐกิจยังขยายตัว โดยภาคบริการได้แรงหนุนจากการแข่งขันฟุตบอลโลก ขณะที่ภาคการผลิตโตต่อเป็นเดือนที่สี่จากการเร่งสะสมสินค้าเพื่อรับมือสงครามอิหร่าน รอบนี้ตลาดจะดูทั้งกิจกรรมใหม่และต้นทุน หาก PMI ยังแข็งแรงแต่ราคาจ่ายเร่งขึ้น อาจหนุน Bond Yield และลดความหวังลดดอกเบี้ย แต่หากชะลอพร้อมต้นทุนลดลง จะช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยง และอาจชี้ทิศทาง Yield ต่อ
6. SET Index วันที่ 24 ก.ค. 2569 ปิดที่ 1,644.39 จุด เพิ่มขึ้น 3.36 จุด (+0.20%) มูลค่าซื้อขาย 8.9 หมื่นล้านบาท เคลื่อนไหวในกรอบแคบก่อนสุดสัปดาห์ โดยธนาคารมีแรงซื้อเด่นจากมุมมองหลบความเสี่ยงตะวันออกกลางและปันผลสูง เช่น TTB (+4.14%), KTB (+3.57%), KBANK (+2.56%), BBL (+2.14%) ขณะที่หุ้น Laggard ฟื้น เช่น BJC (+3.38%), ERW (+2.56%), CBG (+2.04%) ส่วนกลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ อ่อนตัวตามน้ำมันที่ย่อลง เช่น IVL (-2.75%), PTTGC (-1.85%), PTTEP (-0.99%)
-----
ที่มา: Investing.com
ดาวน์โหลดแอป InnovestX วันนี้ เพื่อเข้าถึงโอกาสการลงทุนในหุ้นสหรัฐและตลาดทั่วโลก
📱 ดาวน์โหลดแอป: https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b