
1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ จากแรงกดดัน Bond yield สูงขึ้นและความกังวลด้านเงินเฟ้อที่อาจส่งผลให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย
2. ทรัมป์ขู่จะทำการโจมตีอิหร่านในอีก 2–3 วัน หรือไม่เกินต้นสัปดาห์หน้า เพิ่มแรงกดดันต่อสงครามตะวันออกกลาง
3. NATO กำลังหารือถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับภารกิจช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อเกินเดือน ก.ค. นี้
4. UN ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เหลือ 2.5% จากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางและแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
5. ผู้นำรัสเซียเยือนจีน เร่งความคืบหน้าโครงการท่อก๊าซ Power of Siberia 2 ท่ามกลางความปั่นป่วนด้านพลังงาน
6. ครม. อนุมัติ “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียนวันที่ 25-29 พ.ค. มองบวกต่อกลุ่มพาณิชย์และสินเชื่อ
7. ธปท. สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ใน 1Q69 ยังมั่นคงและมีเสถียรภาพ มีสัญญาณ New NPL ที่ชะลอลง มองบวกต่อกลุ่มธนาคาร
Morning Brief
By INVX Investment Products & Strategy
20 May 2026
1. ดัชนี S&P 500 -0.67% และ Nasdaq -0.84% หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ตลาดเริ่มกังวลว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ปรับตัวลง ด้านราคาน้ำมัน Brent และ WTI ยังคงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโรและเยน ส่วนราคาทองคำ (spot gold) ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน
2. ทรัมป์ขู่จะทำการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านในอีก “2–3 วัน หรือไม่เกินต้นสัปดาห์หน้า” หากยังไม่สามารถตกลงยุติสงครามและให้เตหะรานยอมสละองค์ประกอบสุดท้ายของโครงการนิวเคลียร์ได้ หลังจากเพิ่งอ้างว่าเพิ่งสั่งยกเลิกแผนโจมตี แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวตั้งแต่ 8 เม.ย. แต่ทรัมป์ยังขู่จะโจมตีซ้ำหลายครั้งแล้วถอย ทำให้ความเสี่ยงกลับสู่สถานะสงครามเต็มรูปแบบยังสูง ขณะเดียวกัน วุฒิสภาที่นำโดยรีพับลิกันมีมติขั้นตอนแรกเพื่อเดินหน้ามติ “ยุติสงคราม”
3. NATO กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดภารกิจช่วยคุ้มกันและเปิดทางให้เรือพาณิชย์กลับมาสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากการปิดช่องแคบโดยอิหร่านยืดเยื้อเกินต้นเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากเดิมที่พันธมิตรยืนยันจะเข้าไปมีบทบาทก็ต่อเมื่อสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านยุติ และอยู่ในกรอบพันธมิตรนานาชาติที่กว้างกว่ากลุ่ม NATO เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้ยังไม่ได้รับฉันทามติ เนื่องจากบางประเทศเกรงว่าจะถูกดึงเข้าไปในสงครามโดยตรง
4. UN ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เหลือ 2.5% จากผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ที่ดันเงินเฟ้อและเพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แม้ตลาดแรงงานและการค้าระหว่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยังช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก แต่ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกดดันต้นทุนของภาคธุรกิจและครัวเรือน พร้อมกันนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจจีน อินเดีย และสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ยุโรปและเอเชียตะวันตกเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจมากขึ้น
5. ปูตินเดินทางถึงปักกิ่งช่วงดึกวันอังคาร เพื่อพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีและเร่งความคืบหน้าโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ที่คาราคาซังมานาน เครมลินหวังใช้ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นแรงผลักให้จีนยอมผ่อนปรนเรื่องราคาก๊าซภายใต้โครงการท่อใหม่นี้
6. ครม. อนุมัติ “ไทยช่วยไทยพลัส” มูลค่า 1.76 แสนลบ. ให้ผู้รับสิทธิ์กว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน รับ 1,000 บาท/เดือน และประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน ผ่านคนละครึ่งพลัส (รัฐอุดหนุน 60%) มูลค่า 1,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย.–ก.ย. 69) โดยเปิดลงทะเบียนวันที่ 25-29 พ.ค. มองบวกต่อกลุ่มพาณิชย์และสินเชื่อ
7. ธปท. สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ใน 1Q69 ยังมั่นคงและมีเสถียรภาพ สินเชื่อในระบบพลิก +0.2%YoY นำโดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัว ส่วนคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัวและเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจาก New NPL ที่ชะลอลงในทุกพอร์ท มองบวกต่อกลุ่มธนาคาร
ประเด็นที่ต้องติดตาม: CPI (YoY) ของยุโรป เดือน เม.ย. คาดการณ์ที่ 3.0% เท่ากับก่อนหน้า