Keyword
PDF Available  
Macro Making Sense

Macro Making Sense – สหรัฐฯ คงภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยที่ 36% เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์|9 Jul 25 8:30 AM
สรุปสาระสำคัญ

สรุปประเด็นสหรัฐฯ ประกาศคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้ที่ระดับ 36% พร้อมเลื่อนเส้นตายการเจรจาไปถึงวันที่ 1 ..

  • สหรัฐฯ ประกาศคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้ที่ระดับ 36% ขณะที่มีการปรับลดอัตราภาษีให้กับหลายประเทศ เราประเมินว่าความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ได้ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงปรับเพิ่มความน่าจะเป็นของสถานการณ์เลวร้ายที่ไทยจะเผชิญกับภาษีศุลกากร 36% จากเดิม 2% เป็น 10%
  • เรามองว่า ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เวียดนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2025 อาจเป็นฐานสำหรับการเจรจาการค้าของไทย โดย (1) ไทยอาจต้องลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็น 0% เช่นเดียวกับเวียดนาม และ (2) ไทยจะต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้นอีกมาก โดยหากการเจรจาสำเร็จ และทำให้ภาษีลดลงเหลือ 15-20% GDP จะเติบโต 1.1-1.4% ในปี 2025 (ความน่าจะเป็น 30%) แต่หากภาษี 21-28% GDP จะขยายตัว 1.0-0.0% (ความน่าจะเป็น 50%) ส่วนในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากต้องเผชิญภาษี 29-36% GDP อาจหดตัวที่ (-0.1%)-(-1.1%) (ความน่าจะเป็น 20%)
  • ผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าวคาดว่าจะกดดันเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากภาคการส่งออก การลงทุนภาคเอกชนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้เราคาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีอาจเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยเชิงเทคนิค”
  • ภายใต้บริบทที่ไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตร ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ อยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะต้องนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้า ขณะเดียวกัน อาจมีการเปิดให้นำเข้าสินค้าใหม่ ๆ ที่เคยถูกจำกัดด้วยอัตราภาษีนำเข้าสูง อาทิ เนื้อสัตว์ รถยนต์ และเครื่องจักรกลการเกษตร
  • ในระยะสั้น เป็นไปได้ว่าไทยจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เพื่อรองรับแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนอย่างชัดเจน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และการสนับสนุนให้เกิดการปรับตัวในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลักดันการเบิกจ่ายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาท ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินควรมีบทบาทสนับสนุนมากขึ้น ท่ามกลางภาวะการเงินที่ตึงตัวและแรงกดดันต่อการเติบโตที่เพิ่มขึ้น หากการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เราเห็นความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบฉุกเฉิน (emergency cut) ในเดือน ส.ค. อีก 25 bps เพื่อรองรับแรงกระแทกในระยะสั้น และป้องกันความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม.

Summary: The US announces import tariffs on Thai goods at 36% while postponing negotiation deadline to August 1st.

  • The US announced maintaining import tariffs on Thai goods at 36% while reducing tariff rates for many other countries. We believe that trade tensions between Thailand and the US have escalated significantly, thus increasing the probability Thailand will face 36% tariffs, up from the previous 2-10% in the worst-case scenario.
  • We view the US-Vietnam trade agreement on July 2 as potentially forming the basis for Thailand's trade negotiations, where: 1) Thailand may need to reduce import tariffs from the US to 0%, as did Vietnam, and 2) Thailand will need to import far more goods from the US. If negotiations succeed and tariffs are reduced to 15-20%, GDP will grow 1.1-1.4% in 2025 (30% probability). However, if tariffs remain at 21-28%, GDP will expand 1.0-0.0% (50% probability). In the worst-case scenario with tariffs of 29-36%, GDP is expected to contract 0.1%--1.1% (20% probability).
  • These tariffs are expected to place significant pressure on Thailand's economy in the second half of 2025, led by the export sector, private investment and consumer confidence, leading us to expect Thailand's economy in the latter half of the year to enter a technical recession.
  • In the context in which Thailand already imports some amounts of agricultural products, natural gas and crude oil from the US, there is a possibility that Thailand will need to increase imports of these product groups to help reduce the trade deficit. Simultaneously, there may be opening for imports of new products previously restricted by high import tariffs, such as meat, automobiles, and agricultural machinery.
  • In the short term, Thailand will likely need to implement major economic stimulus measures in the second half of 2025 to cope with pressure from US tariffs that are beginning to clearly impact the export sector and private sector confidence. The government therefore needs to use targeted fiscal policy, such as measures to help exporters directly affected and support adjustments in the supply chain, including pushing for disbursement of the Bt1.15tn economic stimulus measures.
  • Monetary policy should play a more supportive role amid tight financial conditions and increasing growth pressure. If negotiations between the US and Thailand cannot reach an agreement, the BoT may consider an emergency interest rate cut in August of another 25 basis points to accommodate short-term shocks and prevent risks to overall economic stability.

Download PDF Click > Macro-making-sense-250709_E.pdf

Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5