PDF Available  
Macro Making Sense

สหรัฐจ้างงานต่ำกว่าคาดในเดือน ธ.ค. วิเคราะห์กลยุทธ์ "Affordability Agenda" ของ ทรัมป์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่างๆ

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์|12 Jan 26 7:04 AM
สรุปสาระสำคัญ

สรุปประเด็นสหรัฐจ้างงานต่ำกว่าคาดในเดือน ธ.ค. วิเคราะห์กลยุทธ์ "Affordability Agenda" ของ ทรัมป์ ผลทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่างๆ

  • สหรัฐจ้างงานต่ำกว่าคาดในเดือน ธ.ค. แต่อัตราว่างงานลดลง โอกาสลดดอกเบี้ยลดลง ตลาดแรงงานสหรัฐในเดือนธันวาคมส่งสัญญาณผสม โดยการจ้างงาน NFP เพิ่มเพียง 50,000 ตำแหน่งต่ำกว่าคาด 75,000 ตำแหน่ง แต่อัตราว่างงานลดลงสู่ 4.4% จาก 4.5% ท่ามกลางการแก้ไขข้อมูลย้อนหลังที่แสดงว่าการจ้างงานลดลง 76,000 ตำแหน่งในสองเดือนก่อนหน้า ทำให้ค่าเฉลี่ย 3 เดือนหดตัว -22,000 ตำแหน่งต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การจ้างงาน ADP ที่เริ่มฟื้นตัวชี้ว่า NFP อาจผ่านจุดต่ำสุดแล้วและจะฟื้นขึ้นใน 1-2 เดือนข้างหน้า การจ้างงานยังเติบโตในภาคบริการแต่หดตัวในค้าปลีกและขนส่ง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ประเด็นสำคัญคือรายได้เฉลี่ยต่อสัปดาห์เพิ่ม 3.8% ทำให้ Fed กังวลเรื่อง wage-price spiral ด้วยสัญญาณว่าตลาดแรงงานกำลัง "bottom out" แต่ยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อ Fed จึงน่าจะคงดอกเบี้ยในมกราคมและลดครั้งสุดท้ายในมิถุนายน 2026 โอกาสลดดอกเบี้ยระยะใกล้จึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • วิเคราะห์กลยุทธ์ "Affordability Agenda" ของ ทรัมป์ ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดตัวชุดนโยบาย "Affordability“ สามมาตรการท่ามกลางความนิยมที่ต่ำเพียง 36% ก่อนเลือกตั้งกลางเทอมพฤศจิกายน 2026 ประกอบด้วย (1) การให้ Fannie Mae และ Freddie Mac ซื้อ MBS มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นเพียง 2.2% ของตลาดและคาดว่าจะลดดอกเบี้ยบ้านได้เพียง 0.25-0.30% โดยไม่แก้ไขปัญหาการขาดแคลนอุปทานที่แท้จริง (2) นโยบายห้ามนักลงทุนสถาบันซื้อบ้านเดี่ยว แม้นักลงทุนกลุ่มนี้ถือครองเพียง 2% ของตลาดเท่านั้น
  • และ (3) การเรียกร้องจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% ซึ่งประธานาธิบดีไม่มีอำนาจบังคับใช้โดยตรงและต้องผ่านสภาคองเกรส โดยกลุ่มธนาคารเตือนว่าอาจส่งผลเสียต่อการเข้าถึงสินเชื่อของ 14 ล้านครัวเรือน คล้ายกรณี Durbin Amendment ที่ทำให้ 1 ล้านคนสูญเสียการเข้าถึงระบบธนาคาร การวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือ "affordability theater" ที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการสื่อสารมากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งสร้างภาพลักษณ์ว่าทรัมป์ "ได้พยายามดำเนินการ" ช่วยเหลือชนชั้นกลางแม้สภาคองเกรสจะไม่ให้ความร่วมมือก็ตาม
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่างๆ หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2026 การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2026 จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่นโยบายของพรรคใด หากแต่เป็นความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและผ่านงบประมาณปี 2570 ซึ่งหากรัฐบาลผ่านงบประมาณได้ทันใน ไตรมาส 2 ปี 2026 เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า 3-6 เดือน จะส่งผลให้ GDP หดตัว 0.5-0.8% ซึ่งมากกว่าผลบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด (0.08-0.15%) ถึง 2-10 เท่า ดังนั้น ข้อค้นพบสำคัญคือ "ความเร็วสำคัญกว่าขนาด" การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วและเสถียรจึงมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจมากกว่าขนาดของแพ็กเกจนโยบาย นอกจากนั้น จากการวิเคราะห์พบว่านโยบายของพรรคการเมืองเกือบทั้งหมดเป็นการแจกเงิน (income transfer) ซึ่งมีตัวคูณต่อเศรษฐกิจ (multiplier) ต่ำกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก
Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5