PDF Available  
Macro Making Sense

Fed คงดอกเบี้ยตามคาด มองเศรษฐกิจดีขึ้น INVX คาดลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน มิ.ย. นัยยะของนโยบายการเงินโลกและผลต่อสินทรัพย์ทางการเงิน

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์|29 Jan 26 8:06 AM
สรุปสาระสำคัญ

สรุปผลการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. INVX ยังคงคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026

  • การตัดสินใจของ Fed และประมาณการเศรษฐกิจ
  • คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) มีมติ 10-2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% (ค่ากลาง 3.63%) ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีกรรมการ 2 ท่านออกเสียงต่างออกไป ได้แก่ ขณะที่ Christopher Waller และ Stephen Miran ต้องการให้ปรับลดดอกเบี้ยลง 25bps
  • Statement การประชุมปรับถ้อยคำเชิงบวกขึ้น โดยมองการเติบโตของเศรษฐกิจว่าอยู่ในระดับ “solid” (จากเดิม “moderate”) ระบุว่าอัตราการว่างงานเริ่มมีสัญญาณทรงตัว แม้การจ้างงานใหม่ยังอยู่ในระดับต่ำ และตัดการกล่าวถึงความเสี่ยงขาลงของตลาดแรงงานออก ขณะที่ยังคงมองว่าเงินเฟ้ออยู่ในระดับ “somewhat elevated”
  • มุมมอง INVX: คาดว่า Fed คงดอกเบี้ยยาวจนถึงช่วงกลางปี
  • เรามองว่าถ้อยคำในแถลงการณ์ครั้งนี้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งการประเมินการเติบโตที่อยู่ในระดับ “solid” และสัญญาณการทรงตัวของตลาดแรงงาน หลังจากที่ Fed ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 ขึ้นเป็น 2.3% (+0.5pp) ในการประชุมครั้งก่อน ขณะเดียวกัน FOMC ยังคงแสดงความระมัดระวังต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับ “somewhat elevated” พร้อมชี้ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในช่วงของ neutral rate โดยประมาณ และมีความเหมาะสมในการเปิดทางให้เงินเฟ้อปรับลดลงสู่เป้าหมาย 2% หลังผลกระทบจากมาตรการ tariffs คลี่คลายลง ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า Fed ยังไม่เร่งลดดอกเบี้ย และมีแนวโน้ม คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน จนกว่าจะเห็นสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอลง โดยเราคาดว่า Fed จะมีการลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2026 ตาม Dot Plot รอบเดือน ธ.ค. โดยคาดว่าจะลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. หลังได้ประธาน Fed คนใหม่
  • นัยยะของทิศทางนโยบายการเงินโลกและผลต่อสินทรัพย์ทางการเงินในปี 2026
    1.แม้จะคงดอกเบี้ย แต่ตลาดยังคาดการณ์การลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปี 2026 ทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับประธาน Fed คนใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ Powell ในเดือนพฤษภาคมว่าจะยินยอมลดดอกเบี้ยต่อเนื่องตามทรัมป์หรือยืนยันความเป็นอิสระ
    2.ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากการขาดดุลการคลังที่สูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าพันธบัตร 10 ปีสหรัฐจะปรันตัวสูงขึ้นสู่ 4.8% ใน4Q26  จาก 4.0% ณ ธ.ค. 25 และ 4.24% ในปัจจุบัน แม้ Fed จะเริ่มทำ Reserve Management Purchases แต่ต้องติดตามว่า Fed ยุคหลัง Powell จะขยายเป็น QE เต็มรูปแบบหรือไม่ (ซึ่งถ้าขยาย อาจเป็นแรงกดการปรับตัวสูงขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร แต่จะยิ่งทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง)
    3.สำหรับนโยบายการเงินโลก กระแส dedollarization และความแตกต่างของนโยบายระหว่างประเทศจะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนมากขึ้น โดยเราเชื่อว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ขณะที่ ธ. กลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง จะทำให้เงินเยนเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเอเชียมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามทิศทางค่าเงินเยนที่จะกลับทิศในระยะกลาง-ยาว เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ neutral rate ที่ 1.0-1.5% สำหรับค่าเงินบาท เราเชื่อว่าจะแข็งค่าไปสู่ระดับเฉลี่ย 31.8 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสแรก จากกระแสเงินทุนไหลเข้าและการอ่อนค่าของดอลลาร์ ก่อนจะชะลอลงในครึ่งปีหลังเล็กน้อยจากผลกระทบภาษีสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันโดยรวมยังจะอยู่ในฝั่งของการแข็งค่า นอกจากนั้น จะยังเป็นแรงผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดทองคำพุ่งทะลุ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากกระแส "debasement trade“
Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5