Crypto Weekly Pulse

Bitcoin กำลังรออะไร? BTC ETF Flow ฟื้น แต่ราคายังนิ่ง

13 Aug 26 1:02 PM
Digital Asset
สรุปสาระสำคัญ
  • ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเคลื่อนไหวอ่อนตัว แม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ค. ออกมาตามคาด  แต่ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลด้าน Supply หลัง Strategy ขาย Bitcoin 1,690 BTC มูลค่าราว 108.6 ล้านดอลลาร์
  • ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 62,300–65,400 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum อยู่ที่ประมาณ 1,820–1,940 ดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดยังขาดปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน
  • Bitcoin ETF Flow กลับมามีแรงซื้ออีกครั้ง โดย Spot Bitcoin ETF สหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิมากกว่า 850 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน สะท้อนแรงซื้อสถาบันเริ่มกลับมา โดยต้องติดตามว่า Demand จะมากพอผลักดันราคาให้ผ่านแนวต้านหรือไม่
  • Bitcoin เข้าสู่ช่วงความผันผวนต่ำ โดย 30-Day Realized Volatility ลดลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อนว่าแรงซื้อและแรงขายค่อนข้างสมดุล จึงต้องจับตา Breakout ครั้งถัดไป โดยเฉพาะหากเกิดพร้อม ETF Inflow และ Spot Volume ที่เพิ่มขึ้น
  • Goldman Sachs ขยายเข้าสู่ Crypto Income ETF ผ่านดีลซื้อ NEOS Investments มูลค่าสูงสุด 25 พันล้านดอลลาร์ พร้อมรับ Crypto Income ETF 3 กอง สะท้อนว่า Wall Street กำลังต่อยอดจาก Spot Crypto ETF ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้าง Income จากสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น
  • ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตาม PPI เดือน ก.ค. จะรายงานวันที่ 13 ส.ค. โดยตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.9% YoY หากออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตาม Retail Sales เดือน ก.ค. จะรายงานวันที่ 14 ส.ค. โดยตลาดคาดว่าจะเติบโต 0.1% MoM หากออกมาสูงกว่าคาด จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรง ลดความหวังในการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed และกดดันราคาสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นกัน

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัว แม้ปัจจัยมหภาคเริ่มผ่อนคลาย หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ก.ค. ออกมาตามคาด โดย CPI อยู่ที่ 3.4% และ Core CPI ที่ 2.5% ซึ่งชะลอลงจากเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลยังถูกกดดันจากปัจจัยภายในตลาด โดยเฉพาะความกังวลด้านอุปทาน หลัง บริษัท Strategy ขาย Bitcoin จำนวน 1,690 BTC มูลค่าราว 108.6 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดจับตาว่า Bitcoin ที่ถือโดยผู้ลงทุนรายใหญ่อาจกลายเป็นแรงขายเพิ่มเติมในตลาด

ในช่วงที่ผ่านมา ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวระหว่างประมาณ 62,300–65,400 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 1,820–1,940 ดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดยังขาดปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน

 

ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์

 

ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามคือ PPI หรือ ดัชนีราคาผู้ผลิตของเดือน ก.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 13 ส.ค. (ตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 4.9% YoY) ซึ่งตัวเลขนี้คือมาตรวัดสำคัญที่สะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในฝั่งต้นทุนการผลิตก่อนที่จะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค โดยถ้าออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะแสดงถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงฝังลึก ซึ่งอาจทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล

 

อีกหนึ่งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญคือ Retail Sales หรือ ยอดค้าปลีกของเดือน ก.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 14 ส.ค. (ตลาดคาดการณ์ว่าจะเติบโต 0.1% MoM) ซึ่งตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดหลักที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคอันเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยถ้าตัวเลขออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด จะสะท้อนให้เห็นว่าอุปสงค์ในประเทศและเศรษฐกิจโดยรวมยังคงร้อนแรง ซึ่งจะทำให้ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ลดน้อยลง และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นเดียวกัน

 

 

Big Cap Performance

Screenshot-2026-08-13-110755.png

 Source : Tradingview as of 13 August 2026

 

 

Key Highlight 1 : Bitcoin ETF Flow กลับมามีแรงซื้ออีกครั้งในรอบ 4 เดือน

 

992e8310-c653-452a-934f-5741dcd66efd.jpg

Source : Bloomberg as of 11 August 2026

 

1.1 เงินสถาบันเริ่มกลับเข้าตลาด

สัปดาห์ล่าสุด Spot Bitcoin ETF สหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิมากกว่า 850 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจากก่อนหน้านี้มีเงินไหลออกต่อเนื่องหลายสัปดาห์

สิ่งนี้สะท้อนว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มกลับมาเพิ่ม Exposure ต่อ Bitcoin อีกครั้ง และถือเป็นสัญญาณบวกในฝั่ง Demand เพราะเมื่อมีเงินไหลเข้า Spot ETF มากขึ้น ก็หมายถึงมีแรงซื้อ Bitcoin จริงเข้ามารองรับเงินลงทุนเหล่านั้นมากขึ้นด้วย

 

1.2 ราคา Bitcoin ยังไม่ขึ้นแรง แต่ถือว่ายังรักษาฐานได้

แม้ BTC ETF Flow จะกลับมาแรง แต่ราคา Bitcoin ยังไม่ได้เร่งขึ้นทันที และยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดจะมี Supply รอขายอยู่ แต่ Bitcoin ก็ยังสามารถรักษาระดับราคาได้ แปลว่าแรงซื้อใหม่ที่เข้ามาเริ่มช่วยดูดซับแรงขายในตลาดได้พอสมควร

ถ้า ETF Inflow ยังต่อเนื่อง และ Supply ฝั่งขายเริ่มลดลง ราคาก็มีโอกาสค่อย ๆ ขยับขึ้นได้มากขึ้น

 

1.3 สิ่งที่ต้องดูต่อคือ Demand จะชนะ Supply เมื่อไร

ดังนั้น จุดสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า ETF มีเงินเข้าเท่าไร แต่ต้องดูว่า แรงซื้อใหม่จะต่อเนื่องพอจนเริ่มดันราคาได้หรือไม่

หาก ETF ยังมีเงินเข้า พร้อม Spot Volume เพิ่ม และ Bitcoin เริ่มผ่านแนวต้าน จะเป็นสัญญาณว่า Demand เริ่มมีน้ำหนักมากกว่า Supply และมีโอกาสเปิดทางให้ราคาปรับขึ้นต่อ

 

 

Key Highlight 2 : Bitcoin ความผันผวนต่ำ เงินสถาบันเริ่มกลับมา ตลาดกำลังรออะไร?

 

74cc53c1-4f72-4697-9f5d-7e0dea721c33.jpg

 Source : Fidelity Digital Assets as of 9 August 2026

 

2.1 ความผันผวนต่ำใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี

อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ 30-Day Realized Volatility ของ Bitcoin ลดลงมาใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี

ความหมายคือ ช่วง 30 วันที่ผ่านมา ราคา Bitcoin แกว่งน้อยกว่าปกติมาก

สำหรับ Bitcoin ซึ่งปกติเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง การที่ราคานิ่งอยู่ในกรอบแคบเป็นเวลานาน จึงมักเป็นช่วงที่ตลาดกำลังสะสมแรงและรอ Catalyst ใหม่

 

2.2 ตลาดกำลังนิ่ง และรอแรงส่งรอบใหม่

ช่วงนี้ราคา Bitcoin แกว่งน้อยกว่าปกติ สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในช่วงที่แรงซื้อกับแรงขายค่อนข้างสูสีกัน

แม้ความผันผวนที่ต่ำจะไม่ได้แปลว่าราคาจะขึ้นแน่นอน แต่เมื่อเกิดพร้อมกับ ETF Demand ที่เริ่มกลับมา และ Bitcoin ยังรักษาฐานราคาได้ ภาพก็เริ่มดูเป็นบวกมากขึ้น

ถ้าแรงซื้อยังเพิ่มต่อ ขณะที่แรงขายค่อย ๆ ลดลง การเคลื่อนไหวครั้งถัดไปก็มีโอกาสเป็นการ Break ขึ้นและเปิดทางให้ราคาไปต่อได้มากขึ้น

 

2.3 Breakout ครั้งถัดไปอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Momentum ใหม่

เมื่อดูสองข้อมูลร่วมกัน ตอนนี้ Bitcoin มีทั้ง เงินสถาบันกลับเข้ามา และความผันผวนที่อยู่ในระดับต่ำมาก

ถ้า Bitcoin Break แนวต้านขึ้นไป พร้อม ETF Inflow ต่อเนื่องและ Spot Volume เพิ่ม จะเป็นสัญญาณที่ชัดขึ้นว่า Demand เริ่มชนะ Supply และจะเห็นสัญญาณของตลาดที่ชัดขึ้น

 

 

Key Highlight3: Goldman Sachs ทุ่ม $2.25 พันล้านซื้อ NEOS พร้อมรับ 3 Crypto Income ETFs

 

0b503d36-ab45-4e91-9807-f11437a2f182.png

 

3.1 Goldman Sachs ได้อะไรจากดีลนี้

Goldman Sachs ประกาศเข้าซื้อ NEOS Investments มูลค่าสูงสุด 2.25 พันล้านดอลลาร์ โดย NEOS บริหารสินทรัพย์มากกว่า 30 พันล้านดอลลาร์ ผ่าน ETF 19 กอง และเชี่ยวชาญการใช้ Options เพื่อสร้างรายได้ให้กับนักลงทุน

หลังดีลเสร็จ Goldman จะมีสินทรัพย์ในธุรกิจ ETF รวมมากกว่า 130 พันล้านดอลลาร์

 

3.2 จุดสำคัญคือ Goldman จะได้ Crypto ETF ไปด้วย

ดีลนี้จะทำให้ Goldman ได้ Crypto Income ETF ของ NEOS ถึง 3 กอง ได้แก่ Bitcoin High Income ETF (BTCI), Boosted Bitcoin High Income ETF (XBCI) และ Ethereum High Income ETF (NEHI)

กองทุนเหล่านี้ไม่ได้ถือ Bitcoin หรือ Ethereum โดยตรง แต่ลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงคริปโท และใช้ Options เพื่อสร้างรายได้รายเดือน โดย BTCI มีสินทรัพย์มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ แล้ว

 

3.3 ทำไมนักลงทุนต้องติดตาม

ข่าวนี้สะท้อนว่า Wall Street กำลังขยายจาก Spot Crypto ETF ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ ออกแบบผลตอบแทนและสร้าง Income จาก Bitcoin และ Ethereum

ตลาด Derivative Income ETF ปัจจุบันมีสินทรัพย์ราว 180 พันล้านดอลลาร์ และเติบโตมากกว่า 70% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2021

 

 

มุมมองด้านเทคนิค

 

BTCUSD

 

Screenshot-2026-08-13-131548.png

Source : InnovestX Research as of 13 August 2026

 

ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อตัวลงในกรอบ sideways ขณะที่ RSI ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 เช่นเดียวกับ MACD ยังเคลื่อนไหวใกล้กับ signal line และอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ทำให้ประเมินเป็นการแกว่งตัวในกรอบ โดยมีแนวต้านจำกัดที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์และเป็นกรอบบนของกรอบย่อย sideways อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถขึ้น breakout แนวต้านดังกล่าวขึ้นไปได้ จะเปิด upside ในการปรับขึ้นต่อ

 

แนวรับ: US$ 61,000-59,000

แนวต้าน: US$ 68,000-70,000

 

ETHUSD

 

Screenshot-2026-08-13-131558.png

Source : InnovestX Research as of 13 August 2026

 

ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อตัวลงบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 10 สัปดาห์ ขณะที่ RSI ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ signal line แต่ยังอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ทำให้ประเมินยังคงเป็นการแกว่งผันผวนในกรอบ sideways อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถขึ้นผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 10 สัปดาห์ไปได้ มีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อถึงเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์

 

แนวรับ: US$ 1,700-1,600

แนวต้าน: US$ 2,100-2,200

 

 

คำเตือน

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5