
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเคลื่อนไหวท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง หลังเหตุการณ์การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมดระมัดระวัง (risk-off) อย่างชัดเจน
ราคา Bitcoin (BTC) ปรับตัวลงแตะระดับประมาณ 62,500 ดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum (ETH) อ่อนตัวลงใกล้ 1,800 ดอลลาร์ ก่อนดีดกลับขึ้นสู่ราว 2,100 ดอลลาร์ (ซึ่งล่าสุด วันที่ 4 มีนาคม 2026 ราคา Bitcoin ได้ปรับตัวขึ้นไปที่ ราว 71,200 ดอลลาร์ หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย)
ประเด็นด้านมหภาคที่ยังต้องติดตามต่อเนื่องคือสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯและอิหร่านว่าจะมีสัญญาณเชิงบวกหรือไม่ ซึ่ง INVX คาดว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้มากสุดคือ สงครามจะยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม อย่างไรก็ตามสถานการณ์ต่างๆยังมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ความผันผวนของภาพรวมตลาด Digital Assets จะยังคงอยู่ในระดับสูง

Source : TradingView as of 4 March 2026

Source : Sosovalue as of 4 March 2026
Spot Bitcoin ETF กลับมามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิอีกครั้ง หลังจากเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 5 สัปดาห์ โดยข้อมูลกระแสเงินทุนล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของความต้องการลงทุนจากนักลงทุนสถาบัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ การกลับมาของกระแสเงินทุนดังกล่าวเกิดขึ้น ท่ามกลางสภาวะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงสงครามที่เพิ่มขึ้นในระดับโลก ซึ่งโดยปกติแล้วเหตุการณ์ลักษณะนี้มักทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยง (risk-off) และเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้น
อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้กลับพบว่า เงินทุนบางส่วนเริ่มไหลเข้าสู่ Bitcoin ผ่าน Spot Bitcoin ETF แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะเผชิญแรงขาย สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของมุมมองนักลงทุนสถาบันต่อสินทรัพย์ดิจิทัล
การเคลื่อนไหวดังกล่าวบ่งชี้ว่า Bitcoin กำลังถูกพิจารณาในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก (alternative asset) ที่มีบทบาทใกล้เคียงกับ Store of Value มากขึ้นในพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น การที่เงินทุนไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF ในช่วงที่ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะระมัดระวัง จึงอาจสะท้อนถึง การเปลี่ยนผ่านของบทบาท Bitcoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร ไปสู่สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน

Source : Cryptoquant as of March 2026
จากข้อมูล On-chain พบว่า Long-Term Holder Net Position Change (30D Sum) แสดงให้เห็นว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนระยะยาว (Long-Term Holders: LTH) กลับมาเพิ่มการถือครองสุทธิราว 212,000 BTC ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ที่ก่อนหน้านี้มีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
การกลับมาสะสมของกลุ่ม LTH สะท้อนว่าแรงขายในตลาดอาจเริ่มลดลง เนื่องจากเหรียญที่ย้ายเข้าสู่มือผู้ถือระยะยาวมักมีแนวโน้มถูกเก็บรักษาไว้นาน ส่งผลให้ปริมาณ Bitcoin ที่หมุนเวียนในตลาดลดลง
โดยทั่วไป พฤติกรรมของ LTH มักสะสมในช่วงตลาดอ่อนตัว และทยอยขายในช่วงราคาปรับขึ้น ดังนั้นอาจมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของราคา หากปัจจัยด้านสภาพคล่องและบรรยากาศการลงทุนยังสนับสนุนตลาดต่อไป

Source : Bitwise as of March 2026
ในช่วงที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในภาวะปรับฐาน ขณะที่ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการบริหารพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนระยะยาว
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นคือบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) ที่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนได้ งานวิเคราะห์ของ Bitwise ซึ่งศึกษาช่วงข้อมูลตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2025 ได้ประเมินผลของการเพิ่ม Bitcoin ลงในพอร์ตแบบดั้งเดิมที่ประกอบด้วย หุ้น 60% และพันธบัตร 40%
ผลการศึกษาพบว่า หากเพิ่ม Bitcoin เพียง 2.5% ของพอร์ต และมีการปรับสมดุลรายไตรมาส ผลตอบแทนสะสมของพอร์ตจะเพิ่มขึ้นเป็น 187.43% จากเดิมในพอร์ตแบบดั้งเดิม ขณะที่ระดับความผันผวนแทบไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Sharpe Ratio) ปรับตัวดีขึ้นถึง 38%
ขณะที่การเพิ่มสัดส่วน Bitcoin เป็น 5% สามารถผลักดันผลตอบแทนสะสมของพอร์ตขึ้นไปถึง 258.50% ซึ่งมากกว่าสองเท่าของพอร์ตแบบดั้งเดิม
ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า Bitcoin สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง (Diversification) และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งการถือครองสินทรัพย์ที่หลากหลายกำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับนักลงทุนในยุคปัจจุบัน

ราคาแกว่งสร้างฐานหลังไม่หลุด Low และเริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นจากกรอบล่าง Downtrend Channel ขณะที่ RSI ยกตัวขึ้นใกล้ถึงระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line อยู่ใต้แกน 0 แต่ก็ไต่ระดับขึ้นเช่นกัน หากราคาไม่หลุดต่ำกว่า Low เดิม ประเมินว่ามีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นได้ต่อ
แนวรับ: 2,070,000-1,960,000 (64,000 – 60,000 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 2,300,000-2,500,000 (72,000 – 76,000 ดอลลาร์)

ราคาแกว่งสร้างฐานหลังไม่หลุด Low และเริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นจากกรอบล่าง Downtrend Channel ขณะที่ RSI ยกตัวขึ้นใกล้ถึงระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line อยู่ใต้แกน 0 แต่ก็ไต่ระดับขึ้นเช่นกัน หากราคาไม่หลุดต่ำกว่า Low เดิม ประเมินว่ามีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นได้ต่อ
แนวรับ: 59,000-54,000 (1,800 – 1,650 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 69,000-74,000 (2,250 – 2,450 ดอลลาร์)
|
Date |
Events |
|
11 March 2026 |
CPI (MoM) (Feb) CPI (YoY) (Feb) Core CPI (MoM) (Feb) |
|
12 March 2026 |
Initial Jobless Claims |
|
13 March 2026 |
GDP (QoQ) (Q3) Core PCE Price Index (MoM) (Jan) Core PCE Price Index (YoY) (Jan) JOLTS Job Openings (Jan) |
โดยตัวเลขที่นักลงทุนต้องติดตามคือ Retail Sales หรือ ยอดค้าปลีก ที่จะมีการรายงานในวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. โดยตลาดคาดว่าจะหดตัว 0.3% MoM โดยเรามองว่าตัวเลขถ้าออกมาต่ำกว่าคาดจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อภาพตลาดได้เนื่องจากจะนำไปสู่โอกาสในการลดดอกเบี้ยที่มากขึ้น
อีกหนึ่งตัวเลขที่สำคัญหรือ Nonfarm Payrolls หรือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ที่จะมีการรายงานในวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. เช่นกัน โดยตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 60k ถ้าออกมาต่ำกว่าคาดจะส่งผลบวกต่อภาพตลาดในระยะสั้นได้
อย่างไรก็ตาม INVX ยังคงมุมมองเดิมว่า Fed จะทำการลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี 2026
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้