Digital Assets Weekly Pulse

Bitcoin ทวงคืน $80,000 ครั้งแรกในรอบ 3 เดือน แม้สงครามตึงเครียด — ตลาดกลับสู่โหมด Risk-On

6 May 26 11:29 AM
Digital Asset
สรุปสาระสำคัญ
  • ภาพรวมตลาด: ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มฟื้นตัว โดย Bitcoin กลับมายืนเหนือ $80,000 สูงสุดในรอบ 3 เดือน แม้ยังมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนว่าตลาดเริ่มรับมือแรงกดดันได้ดีขึ้น ขณะที่แรงซื้อค่อยๆ กลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

 

  • MVRV Bitcoin (ตัวชี้วัดกำไร-ขาดทุนของนักลงทุน) : ฟื้นสู่ 45 สูงสุดตั้งแต่ต้นปี — ตลาดเริ่มกลับมาอยู่ฝั่งมีกำไร สัญญาณนี้กำลังบอกว่า Bitcoin มีโอกาสรีบาวด์ในระยะสั้น

 

  • Fear & Greed Index (ดัชนีความกลัวและความโลภ) : ยังอยู่ที่ 26 แม้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังกังวล แต่ในอดีตระดับต่ำกว่า 30 มักเป็นจุดที่แรงขายเริ่มหมด และ Bitcoin มีโอกาสรีบาวระยะสั้น

 

  • ปม Stablecoin Yield เริ่มคลี่คลาย : หนุนโอกาส CLARITY Act ผ่านมากขึ้น หลัง Coinbase และ Circle สนับสนุนแนวทางใหม่ มองเป็นสัญญาณบวกต่อ Bitcoin และเงินทุนสถาบันระยะยาว

 

  • Factors to Watch: Unemployment rate วันที่ 8 พ.ค. และ Core CPI วันที่ 12 พ.ค. โดยหากออกมาสูงหรือต่ำกว่าคาดตามลำดับ จะส่งผลเชิงบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มฟื้นตัว โดย Bitcoin กลับมายืนเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 3 เดือน นับตั้งแต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านเริ่มต้น โดยแรงกดดันจากเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลาย สะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ได้ในระดับหนึ่ง

 

ในด้านการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ปรับตัวลงแตะระดับ 74,900 ดอลลาร์ และทำจุดสูงสุดที่ 79,400 ดอลลาร์ ก่อนกลับมายืนเหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวในกรอบ 2,210–2,400 ดอลลาร์

 

ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์

 

ภายหลังจากที่ผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของประเทศสหรัฐฯ (ยกเว้น NVIDIA) ได้มีการประกาศออกไปหมดแล้ว รวมถึงโอกาสในการที่ CLARITY Act จะประกาศใช้เป็นกฎหมายมีมากขึ้น โดยสองประเด็นนี้เป็นส่วนที่ช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

โดยสิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือการนำร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งตลาดคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือน พ.ค. ทำให้ ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นหลักที่ต้องติดตาม และน่าจะช่วยสนับสนุนให้ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมี Sentiment เชิงบวกต่อไปได้ โดยความชัดเจนด้านกฎระเบียบถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้การที่ราคาน้ำมันยืนอยู่ในระดับสูง ณ ตอนนี้ คาดว่าจะยังไม่เป็นประเด็นที่นักลงทุนให้น้ำหนักในสัปดาห์หน้า

 

ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม ตัวแรกคือ Unemployment rate หรืออัตราการว่างงานของเดือน เม.ย. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 8 พ.ค. โดยตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 4.3% ซึ่งเป็นการทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งหากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด จะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้นได้

 

ตัวเลขที่สองคือ Core CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของเดือน เม.ย. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 12 พ.ค. โดยถ้าออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด จะส่งผลเชิงบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้นได้เช่นกัน เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินให้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี INVX ยังคาดว่าปีนี้ Fed จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ย

 

 

Big Cap Performance

 

Screenshot-2026-05-06-104636.png

 Source : TradingView as of 6 May 2026

 

 

Key Highlight1 : MVRV Bitcoin (ตัวชี้วัดกำไร-ขาดทุนของนักลงทุน) ฟื้นสู่ 1.45 สูงสุดตั้งแต่ต้นปี — ตลาดเริ่มกลับมาอยู่ฝั่งมีกำไร สัญญาณนี้กำลังบอกว่า Bitcoin มีโอกาสรีบาวด์ในระยะสั้น

 

WhatsApp-Image-2026-05-06-at-10.10.43.jpegsource : CryptoQuant as of 5 May 2026

 

MVRV Ratio คืออะไร

 

MVRV Ratio คืออัตราส่วนที่ใช้วัดว่า “นักลงทุน Bitcoin โดยรวมกำไรหรือขาดทุนอยู่” โดยนำมูลค่าตลาดปัจจุบัน (Market Cap) ไปเทียบกับ “ต้นทุนจริง” ของเหรียญทั้งหมดในระบบ หรือที่เรียกว่า Realized Cap

Realized Cap จะคำนวณจาก “ราคาล่าสุดที่เหรียญแต่ละเหรียญถูกเคลื่อนไหว” ทำให้สะท้อนต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนในตลาดได้ดีกว่าการดูราคาปัจจุบันอย่างเดียว

 

พูดง่ายๆ คือ

  • ถ้า MVRV > 1 แปลว่าคนส่วนใหญ่อยู่ในฝั่งกำไร
  • ถ้า MVRV < 1 แปลว่าคนส่วนใหญ่อยู่ในฝั่งขาดทุน และมักเป็นช่วงสะสมของตลาด

นักลงทุนจึงนิยมใช้ MVRV เพื่อดูว่า Bitcoin อยู่ในช่วง “ถูก หรือ แพง” เมื่อเทียบกับต้นทุนจริงของตลาด

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

MVRV ของ Bitcoin ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.45 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2569 และฟื้นตัวขึ้นชัดเจนจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ลงไปแถว 0.85 ตอน BTC หลุดใกล้ $60,000 สะท้อนว่าตลาดเริ่มกลับมามีแรงซื้อ และนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มกลับมาอยู่ในฝั่งกำไรอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ระดับปัจจุบันยังห่างจากโซนร้อนแรงในอดีตที่มักอยู่แถว 3.0–4.0 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดมักเริ่มมีแรงขายทำกำไรจำนวนมาก

 

สัญญาณนี้บอกอะไร?

 

ในอดีต ช่วงที่ MVRV อยู่ประมาณ 1.2–2.0 มักเป็นช่วงที่ Bitcoin ค่อยๆ สร้างฐาน และมีโอกาสรีบาวต่อในระยะสั้นถึงกลาง เพราะตลาดยังไม่ได้ร้อนแรงเกินไป

จึงมองได้ว่า ภาพตอนนี้ยังเป็น “ช่วงฟื้นตัวของตลาด” มากกว่าช่วงใกล้จบรอบ ทำให้การย่อตัวระยะสั้นยังมองเป็นจังหวะทยอยสะสมได้มากกว่าจังหวะขาย

 

 

Key Highlight2 : ตลาดยัง “กลัว” แต่ทำไม Bitcoin มักรีบาวด์? Fear & Greed ร่วงสู่ 26 ระดับที่ในอดีตเคยเป็นจุดเริ่มต้นของรอบฟื้นตัว

 

Screenshot-2026-05-05-095519.png

source : Tradingview as of 5 May 2026

 

Fear & Greed Index คืออะไร?

 

Crypto Fear & Greed Index คือดัชนีที่ใช้วัด “อารมณ์ของตลาดคริปโท” ว่านักลงทุนกำลังกลัวหรือโลภมากแค่ไหน โดยคำนวณจากหลายปัจจัย เช่น ความผันผวน ปริมาณซื้อขาย Social Media และแนวโน้มตลาด

  • 0–24 = Extreme Fear
  • 25–49 = Fear
  • 50+ = ตลาดเริ่มกลับมาเชิงบวก

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

Crypto Fear & Greed Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 26 ซึ่งยังอยู่ในโซน “Fear” สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อทิศทางตลาด แม้ดัชนีจะเริ่มฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดก่อนหน้า อีกทั้งนักลงทุนรายใหญ่ยังทยอยสะสม และเงินยังคงเริ่มไหลกลับเข้า ETF

 

สัญญาณนี้บอกอะไร?

 

ในเชิงประวัติศาสตร์ ระดับต่ำกว่า 30 มักเป็นช่วงที่แรงขายเริ่มลดลง และ Sentiment เชิงลบถูกสะท้อนไปในราคาแล้วระดับหนึ่ง โดยในหลายครั้งที่ผ่านมา เช่น ปี 2021, 2022 และ 2023 ตลาดมักเกิดแรงรีบาวระยะสั้นตามมา เพราะนักลงทุนระยะยาวเริ่มทยอยสะสมหลังแรงขายส่วนใหญ่ผ่านไปแล้ว

 

 

Key Highlight3 : จุดเปลี่ยนคริปโทสหรัฐฯ? ปม “Stablecoin Yield” เริ่มคลี่คลาย หนุนโอกาส CLARITY Act ผ่าน — สัญญาณบวกต่อ Bitcoin และเงินทุนสถาบัน

 

Stablecoin Yield Deadlock คืออะไร?

 

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้กฎหมายคริปโทสหรัฐฯ อย่าง CLARITY Act ล่าช้ามาหลายเดือน คือประเด็น “Stablecoin Yield” หรือการที่บริษัทคริปโทให้ผลตอบแทนกับผู้ถือ Stablecoin

 

ฝั่งธนาคารกังวลว่า หากผู้ใช้ถือ USDC แล้วได้ดอกเบี้ย เงินอาจไหลออกจากระบบธนาคาร ขณะที่ฝั่งคริปโทมองว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ควรเปิดให้แข่งขันได้

 

ล่าสุด เริ่มมี “ทางออก” โดย CLARITY Act จะไม่ให้จ่ายดอกเบี้ยแบบบัญชีเงินฝาก แต่ยังเปิดทางให้ Reward จาก “การใช้งานจริง” เช่น การทำธุรกรรม หรือใช้งานบน Platform ต่างๆ

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

จุดสำคัญคือ บริษัทคริปโทรายใหญ่ เช่น Coinbase และ Circle เริ่มสนับสนุนแนวทางนี้แล้ว สะท้อนว่าตลาดมองว่า CLARITY Act มีโอกาสผ่านมากขึ้น หลังปัญหาใหญ่สุดเริ่มคลี่คลาย

 

สัญญาณนี้บอกอะไร?

 

หาก CLARITY Act ผ่าน จะช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านกฎหมายให้ตลาดคริปโท และอาจดึงเงินลงทุนสถาบันกลับเข้ามามากขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่ตลาดในระยะยาว

 

 

มุมมองด้านเทคนิค

 

BTC

 

Screenshot-2026-05-06-144122.png

source : InnovestX Research as of 6 May 2026

 

ราคาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องในกรอบย่อย Sideways-up ขณะที่ RSI ยังยกตัวขึ้นในโซน Bullish ได้ต่อ ส่วน MACD ยังอยู่เหนือ Signal Line และอยู่เหนือแกน 0 หากราคาไม่หลุดต่ำกว่ากรอบล่าง ประเมินว่าราคามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง

 

แนวรับ: 2,500,000-2,350,000 บาท (75,000 – 71,000 ดอลลาร์)

แนวต้าน: 2,750,000-3,000,000 บาท (85,000 – 95,000 ดอลลาร์)

 

ETH

 

Screenshot-2026-05-06-144134.png

source : InnovestX Research as of 6 May 2026

 

ราคาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องในกรอบย่อย Sideways-up ขณะที่ RSI ยังยกตัวขึ้นในโซน Bullish ได้ต่อ ส่วน MACD ยังอยู่เหนือ Signal Line และอยู่เหนือแกน 0 หากราคาไม่หลุดต่ำกว่ากรอบล่าง ประเมินว่าราคามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง

 

แนวรับ: 73,000-69,000 บาท (2,200 – 2,000 ดอลลาร์)

แนวต้าน: 83,000-88,000 บาท (2,600 – 2,800 ดอลลาร์)

 

 

 Factor to Watch

 

Date

Events

12 May 2026

CPI (MoM) (Apr)

CPI (YoY) (Apr)

Core CPI (MoM) (Apr)

13 May 2026

PPI (MoM) (Apr)

14 May 2026

Retail Sales (MoM) (Apr)

Core Retail Sales (MoM) (Apr)

Initial Jobless Claims

 

 

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5