
On-chain: ข้อมูลจาก BTC Realized Profit แม้ยังสะท้อนแรงขายจากนักลงทุนต้นทุนสูง แต่เริ่มเห็นแรงสะสมชัดเจนในโซน ~$65,000 ซึ่งช่วยพยุงราคาและทำหน้าที่เป็นฐานระยะสั้น สะท้อนว่าฝั่งผู้ซื้อเริ่มกลับเข้ามา
Bear Market Drawdown: การปรับฐานครั้งนี้ยังอยู่ในระดับ “จำกัด” เมื่อเทียบกับอดีต บ่งชี้ Downside ที่เริ่มลดลง โดยแนวรับ $67,000 เป็นจุดสำคัญ หากสามารถยืนได้ มีโอกาสพัฒนาเป็นรอบฟื้นตัว และสนับสนุนมุมมองการทยอยสะสมเพื่อการขึ้นในระยะถัดไป
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน และความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวนโยบายการเงินของ Federal Reserve (Fed) และเพิ่มความผันผวนให้กับสินทรัพย์เสี่ยง
ภายใต้บรรยากาศดังกล่าว Bitcoin ปรับตัวลงแตะระดับประมาณ 65,700 ดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวขึ้นสู่บริเวณ 69,300 ดอลลาร์ แล้วเผชิญแรงขายทำกำไร ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน โดยอ่อนตัวลงใกล้ 1,980 ดอลลาร์ ก่อนดีดกลับสู่ราว 2,100 ดอลลาร์ และถูกแรงขายกดดันในช่วงปลายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม เราเริ่มเห็นสัญญาณว่านักลงทุนให้น้ำหนักต่อพัฒนาการของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านลดลง แม้กระแสข่าวจะยังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญมากขึ้นในขณะนี้คือทิศทางราคาน้ำมัน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งโดยทั่วไปสินทรัพย์ดิจิทัลมักตอบสนองเชิงลบต่อแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น

source : Tradingview as of 8 April 2026

source : Glassnode as of 8 April 2026
BTC Realized Profit (24h Moving Average) คืออะไร?
Realized Profit คือกำไรที่นักลงทุน "รับรู้จริง" จากการขาย BTC ในราคาที่สูงกว่าต้นทุน ณ เวลานั้น คำนวณจากมูลค่าที่เหรียญถูก เคลื่อนไหวบน Blockchain โดย 24h Moving Average คือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 24 ชั่วโมง ซึ่งกรองสัญญาณรบกวนช่วงสั้นออก ทำให้เห็นแรงขายที่แท้จริงชัดเจนขึ้น การที่ Realized Profit พุ่งสูงขณะราคาขึ้น หมายความว่า "ผู้ถือเหรียญกำลังขายเพื่อทำกำไรในทันที" ซึ่งสร้างแรงกดดันด้านราคา
เนื้อหาสำคัญ
ข้อมูลจาก Glassnode ชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 ทุกครั้งที่ Bitcoin ขึ้นทดสอบโซน $70,000 จะเกิดแรงขายทำกำไรอย่างชัดเจน โดย Realized Profit พุ่งเกิน $20M/ชั่วโมง สะท้อนแรงขายจากนักลงทุนที่ติดต้นทุนสูงช่วงปลายปี 2568 ทำให้โซนนี้มีสภาพคล่องบางและเป็นแนวต้านสำคัญ ขณะที่ช่วง $65,000 แรงขายลดลง บ่งชี้พฤติกรรม “ถือมากกว่าขาย” และเป็นฐานสะสมของตลาด
สัญญาณนี้บอกอะไร
แม้ตลาดยังเผชิญแรงขายเมื่อราคาเข้าใกล้ $70,000 แต่แรงขายดังกล่าวเริ่ม “ถูกดูดซับ” มากขึ้น ขณะที่โซน $65,000 แสดงสัญญาณการสะสมชัดเจน สะท้อนว่าฝั่งผู้ซื้อเริ่มแข็งแรงขึ้น หากแรงขายค่อย ๆ ลดลงและราคาสามารถยืนเหนือ $70K ได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณยืนยันการเปลี่ยนผ่านสู่แนวโน้มขาขึ้นในระยะถัดไป

source : Cryptoquant as of 8 April 2026
เนื้อหาที่สำคัญ
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า Bitcoin อยู่ในช่วงปรับฐานของวัฏจักรปัจจุบัน โดยลดลงราว -44.8% จากจุดสูงสุดที่ $126,080 เหลือบริเวณ $68,000–$69,000 ซึ่งยังถือว่าตื้นเมื่อเทียบกับ Bear Market ในอดีตที่มักปรับลง -75% ถึง -86% แนวรับสำคัญอยู่ที่ $65,000 ซึ่งเป็นระดับชี้ชะตาของรอบนี้ ขณะที่โครงสร้างตลาดใหม่จาก ETF อาจช่วยจำกัด Downside และทำให้การปรับฐานครั้งนี้ไม่รุนแรงเท่าในอดีต
สัญญาณนี้บอกอะไร
แม้ Bitcoin จะอยู่ในช่วงปรับฐาน แต่ระดับการปรับลงที่ “จำกัด” เมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนถึงโครงสร้างตลาดที่แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะแรงหนุนจาก ETF ซึ่งช่วยลด Downside อย่างมีนัยสำคัญ
ณ โซน $65,000 ถือเป็นฐานสำคัญของรอบ หากราคายังสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ จะเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังสร้างฐานเพื่อการฟื้นตัว และเพิ่มโอกาสเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นในระยะถัดไป โดยโซนดังกล่าวยังเหมาะสำหรับการทยอยสะสมในมุมมองระยะกลางถึงยาว

source : Strategy as of 8 April 2026
รายละเอียดที่สำคัญ
Strategy Inc. รายงานการขายหุ้นผ่าน at-the-market และการเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยบริษัทขายหุ้นรวมกว่า $174 ล้าน เพื่อนำเงินไปซื้อ Bitcoin จำนวน 4,871 BTC มูลค่าประมาณ $329.9 ล้าน ที่ราคาเฉลี่ย $67,718 ต่อเหรียญ ส่งผลให้ถือครองรวม 766,970 BTC อย่างไรก็ตาม บริษัทเผชิญผลขาดทุนทางบัญชีที่ยังไม่รับรู้กว่า $14.46 พันล้าน จากการปรับตัวลงของราคา
สัญญาณนี้บอกอะไร
สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า Strategy ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์สะสม Bitcoin ระยะยาว แม้เผชิญความผันผวนและขาดทุนในระยะสั้น การระดมทุนผ่านการขายหุ้นเพื่อนำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติม บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างต่อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์หลักของบริษัท ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงด้านงบดุลและความผันผวนของราคาหุ้นตามทิศทาง Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ
BTC

ราคาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องขึ้นทดสอบกรอบบนของกรอบใหญ่ downtrend channel ขณะที่ RSI ปรับขึ้นผ่านระดับ 50 ส่วน MACD ขึ้นมาเหนือ signal line และอยู่เหนือแกน 0 หากราคา breakout กรอบบน downtrend channel ขึ้นไปได้ ประเมินว่าราคามีแนวโน้มปรับขึ้นได้ต่อ
แนวรับ: 2,150,000-2,050,000 THB (65,000 – 60,000 USD)
แนวต้าน: 2,500,000-2,650,000 THB (76,000 – 84,000 USD)
ETH

ราคาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องขึ้นทดสอบกรอบบนของกรอบใหญ่ downtrend channel ขณะที่ RSI ปรับขึ้นผ่านระดับ 50 ส่วน MACD ขึ้นมาเหนือ signal line และอยู่เหนือแกน 0 หากราคา breakout กรอบบน downtrend channel ขึ้นไปได้ ประเมินว่าราคามีแนวโน้มปรับขึ้นได้ต่อ
แนวรับ: 66,000-59,000 THB (1,900 – 1,700 USD)
แนวต้าน: 77,000-85,000 THB (2,400 – 2,700 USD)
|
Date |
Events |
|
14 April 2026 |
PPI (MoM) (Mar) |
|
16 April 2026 |
Initial Jobless Claims |
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องติดตามมี 2 ตัว คือ Core PCE หรือ ดัชนีราคาพื้นฐานจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ที่จะรายงานในวันที่ 9 เม.ย. นี้ โดยตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% MoM และ 3.0% YoY หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจากการคาดการณ์โอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่าจะเป็นบวกเพียงระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดอยู่
อีกหนึ่งตัวเลขคือ CPI หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค ในวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1% MoM และ 3.4% YoY โดยทิศทางของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะตอบรับในเชิงบวกเช่นกันหากตัวเลขจริงออกมาต่ำกว่าคาด แต่คาดว่าจะเป็นการรีบาวด์ในระยะสั้นเท่านั้น
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้