Digital Assets Weekly Pulse

Bitcoin ทำจุดต่ำสุดในรอบ 6 เดือน กล้าซื้อหรือรอ?

1 Jul 26 1:14 PM
Digital Asset
สรุปสาระสำคัญ
  • ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลดลง จากแรงกดดันเงินเฟ้อและความกังวลต่อการคลายสถานะ Yen Carry Trade ส่งผลให้ Bitcoin ลดลงจาก 65,600 สู่ 58,100 ดอลลาร์ และ Ethereum จาก 1,770 สู่ 1,510 ดอลลาร์

 

  • เงินทุนไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF ทะลุ 100,000 BTC สะท้อนแรงขายจากนักลงทุนสถาบัน กดดันราคา Bitcoin ระยะสั้น ขณะที่ผู้ถือ ETF ส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะขาดทุน

 

  • Bitcoin เริ่มเข้าสู่โซน Undervalued? ค่า Stock-to-Flow Reversion ใกล้ระดับต่ำสุดของรอบ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่าตลาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

 

  • Strategy เปิดตัว Digital Credit Capital Frameworkเพิ่มเงินสดสำรอง ปรับอัตราปันผลหุ้นบุริมสิทธิ อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน 2 พันล้านดอลลาร์ และเปิดทางขาย Bitcoin เพื่อบริหารสภาพคล่องเมื่อเหมาะสม สะท้อนการบริหารเงินทุนเชิงรุก โดยยังคงให้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท

 

  • สัปดาห์นี้ติดตาม Nonfarm Payrolls (2 ก.ค.) และ ISM Services PMI (6 ก.ค.)

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กลับมาเพิ่มขึ้น หลังดัชนี PCE เดือนพฤษภาคมขยายตัว 4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ทำให้นักลงทุนกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด และกดดันให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยง นอกจากนี้ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะการเงินโลก หลังค่าเงินเยนอ่อนค่าแตะ 162.73 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986 ส่งผลให้ตลาดจับตาความเสี่ยงจากการคลายสถานะ Yen Carry Trade โดยหากต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนเพิ่มขึ้นหรือความผันผวนของค่าเงินเร่งตัว นักลงทุนที่ใช้เงินเยนเป็นแหล่งเงินทุนในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงอาจทยอยปิดสถานะ ส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล

 

Bitcoin ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดของสัปดาห์บริเวณ 65,600 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนอ่อนตัวลงสู่ระดับประมาณ 58,100 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Ethereum ปรับขึ้นแตะระดับ 1,770 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนลดลงสู่บริเวณ 1,510 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์

 

ประเด็นหลักที่ต้องติดตามคือทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปัจจุบันปรับตัวลงสู่ระดับราว 4.37-4.38% หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยปรับขึ้นทะลุระดับ 4.5% ในช่วงที่ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านรุนแรง ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงสู่ระดับก่อนสงครามและ MoU สหรัฐฯ-อิหร่านช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติมากขึ้น

ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ต้องติดตามตัวแรกคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของเดือน มิ.ย. ที่จะรายงานในวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. (เลื่อนจากวันศุกร์เนื่องจากเป็นวันหยุด Independence Day) โดยตัวเลขเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ (172k vs. คาด 85k) สะท้อนตลาดแรงงานที่ยังร้อนแรงกว่าที่ตลาดประเมิน ถ้าตัวเลขเดือน มิ.ย. ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 110k ต่อเนื่อง จะสร้างแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลเนื่องจากจะตอกย้ำมุมมองที่ว่า Fed มีเหตุผลในการคงโทนสายเหยี่ยวและเปิดทางสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่มากขึ้น แต่ถ้าตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดอย่างชัดเจนจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น

 

ตัวที่สองคือ ISM Services PMI ของเดือน มิ.ย. ที่จะรายงานในวันที่ 6 ก.ค. โดยตัวเลขเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 54.5 (สูงสุดในรอบ 3 เดือน) ถ้าตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดและองค์ประกอบ Prices Paid ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจะตอกย้ำภาพเงินเฟ้อภาคบริการ (Services Inflation) ที่ยังคงปรับลดได้ช้าและสร้างแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าตัวเลขทั้ง Headline และ Prices Paid อ่อนตัวลงจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น

 

 

Big Cap Performance

 

 

Screenshot-2026-07-01-113355.png

Source : TradingView as of 1 July 2026

 

 

เงินทุนไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF ทะลุ 100,000 BTC สะท้อนแรงขายจากนักลงทุนสถาบัน กดดันราคา Bitcoin ระยะสั้น ขณะที่ผู้ถือ ETF ส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะขาดทุน

 

WhatsApp-Image-2026-07-01-at-11.28.05.jpeg

Source : CryptoQuant as of 30 June 2026

 

1. Spot Bitcoin ETF บอกอะไรกับตลาด?

 

Spot Bitcoin ETF คือกองทุนที่ถือครอง Bitcoin จริง ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านตลาดหุ้นได้โดยไม่ต้องถือเหรียญเอง ดังนั้น ปริมาณ Bitcoin ที่ไหลเข้า-ออกจาก ETF จึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนทิศทางเงินทุนสถาบันและความเชื่อมั่นต่อ Bitcoin

 

2. สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ตั้งแต่ต้นปี 2026 มี Bitcoin ไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF แล้วมากกว่า 100,000 BTC และหากนับจากช่วงที่ ETF ถือครอง Bitcoin สูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ยอดขายสุทธิสะสมอยู่ที่กว่า 160,000 BTC ถือเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ Spot Bitcoin ETF เปิดซื้อขาย

ขณะเดียวกัน ต้นทุนเฉลี่ย (Realized Price) ของ ETF อยู่ราว 73,000 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันที่ต่ำกว่า 61,000 ดอลลาร์ ทำให้ผู้ถือ ETF จำนวนมาก รวมถึงนักลงทุนสถาบันหลายราย อยู่ในสถานะขาดทุน

 

3. สัญญาณนี้บอกอะไร?

 

การไหลออกของ Bitcoin จาก Spot ETF สะท้อนว่า เงินทุนสถาบันกำลังลดการถือครอง และแรงขายจากกลุ่มที่เคยเป็นผู้ซื้อหลักของตลาด ได้กลายเป็นแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ในอดีต ช่วงที่ผู้ถือครองจำนวนมากอยู่ในภาวะขาดทุนและเกิดแรงขายระดับสูง มักเกิดขึ้นในช่วงปลายของตลาดหมีมากกว่าช่วงเริ่มต้น จึงเป็นสัญญาณที่ควรติดตามว่า แรงขายอาจกำลังเข้าใกล้จุดอิ่มตัว แม้จะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าตลาดได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วก็ตาม

 

 

Bitcoin เริ่มเข้าสู่โซน Undervalued? ค่า Stock-to-Flow Reversion ใกล้ระดับต่ำสุดของรอบ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่าตลาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

 

WhatsApp-Image-2026-07-01-at-11.28.06.jpegSource : CryptoQuant as of 30 June 2026

 

1. Bitcoin Stock-to-Flow Reversion บอกอะไรกับตลาด?

 

Stock-to-Flow (S2F) Reversion เป็นตัวชี้วัดที่เปรียบเทียบ ราคา Bitcoin ในตลาด กับ มูลค่าที่โมเดล Stock-to-Flow ประเมินไว้ เพื่อดูว่าราคาปัจจุบันแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานในอดีต โดยค่าที่ต่ำกว่า 1 เท่า มักบ่งชี้ว่า Bitcoin เริ่มอยู่ในโซน Undervalued และเคยเกิดใกล้ช่วงสร้างฐานราคาหลายครั้ง

 

2. สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันค่า S2F Reversion อยู่ที่ประมาณ 1.1 เท่า ใกล้ระดับ Extreme Undervaluation มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ Bitcoin ซื้อขายบริเวณ 57,000 ดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวในเวลาต่อมา สะท้อนว่าราคาเริ่มซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานในเชิงสถิติ แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังอยู่ในภาวะ Extreme Fear

 

3. สัญญาณนี้บอกอะไร?

 

ค่า S2F Reversion ที่อยู่ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่าตลาดเริ่มเข้าสู่โซนที่ Valuation น่าสนใจ สำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่ยัง ไม่ใช่สัญญาณยืนยันว่าราคาทำจุดต่ำสุดแล้ว เพราะในอดีต Bitcoin ยังสามารถปรับตัวลงต่อและเกิดแรงขายรอบสุดท้าย (Final Capitulation) ได้ก่อนฟื้นตัว ดังนั้น แม้ความเสี่ยงด้านมูลค่าจะเริ่มลดลง แต่ระยะสั้นยังต้องระวังความผันผวน และติดตามสัญญาณยืนยันการฟื้นตัวของตลาดควบคู่กันไป

 

 

Strategy ปรับเกมบริหารเงินทุน เปิดทางขาย Bitcoin เสริมสภาพคล่อง พร้อมซื้อหุ้นคืน 2 พันล้านดอลลาร์

 

1. สาระสำคัญ

 

Strategy ประกาศ Digital Credit Capital Framework เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องและการบริหารเงินทุน โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • มีเงินสดสำรอง (USD Reserve)55 พันล้านดอลลาร์ เพียงพอรองรับภาระดอกเบี้ยและเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิได้ประมาณ 17.4 เดือน พร้อมกำหนดนโยบายให้มีเงินสำรองไม่น้อยกว่า 12 เดือน
  • ปรับเพิ่มอัตราปันผลของหุ้นบุริมสิทธิSTRC เป็น 12% ต่อปี
  • อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน (Buyback) มูลค่ารวม2 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ สำหรับหุ้นสามัญ และ 1 พันล้านดอลลาร์ สำหรับ Digital Credit Securities
  • อนุมัติโครงการBTC Monetization Program ที่เปิดทางให้ขาย Bitcoin ได้ใน 3 กรณี ได้แก่ สร้างเงินสดสำรอง, ชำระดอกเบี้ยและเงินปันผล หากคุ้มค่ากว่าการออกหุ้นใหม่ และใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับโครงการซื้อหุ้นคืน

 

2. สัญญาณนี้บอกอะไรกับตลาด?

 

Strategy กำลังเปลี่ยนจากบริษัทที่เน้น ระดมทุนเพื่อนำไปซื้อ Bitcoin มาเป็นบริษัทที่ บริหารเงินทุนเชิงรุก (Active Capital Management) มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สร้างสภาพคล่องเมื่อจำเป็น แทนการพึ่งพาการออกหุ้นใหม่เพียงอย่างเดียว

ในระยะสั้น ตลาดอาจกังวลว่าการเปิดช่องให้ขาย Bitcoin จะเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานหากบริษัทเลือกขายจริง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารยังคงย้ำว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท และการขายจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการบริหารโครงสร้างเงินทุนและเสริมสภาพคล่องเท่านั้น จึงสะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบมากกว่าการเปลี่ยนมุมมองเชิงลบต่อ Bitcoin

 

 

มุมมองด้านเทคนิค

 

BTC

 

Screenshot-2026-07-01-134508.png


ภาพรายสัปดาห์ ราคาแกว่งลงต่อเนื่องหลังหลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ ขณะที่ RSI ร่วงลงสู่โซน Bearish ส่วน MACD กำลังจะลงมาตัด Signal Line และยังอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ประเมินว่าหากราคาหลุดต่ำกว่าฐานเดิมจะเป็นสัญญาณลบ และมีแนวโน้มลงต่อทดสอบกรอบล่าง Downtrend Channel หากไม่หลุดอาจเห็นการรีบาวด์ระยะสั้น แต่กรอบบนจำกัด

 

แนวรับ: 59,000-55,000 ดอลลาร์

แนวต้าน: 69,000-73,000 ดอลลาร์

ETH

 

Screenshot-2026-07-01-134518.png


ภาพรายสัปดาห์ ราคาปรับลงหลุด Low ก่อนหน้า และกำลังทดสอบฐานเดิม ขณะที่ RSI ร่วงลงสู่โซน Bearish ใกล้แตะ Oversold ส่วน MACD ตัด Signal Line ลงมา และอยู่ต่ำกว่าแกน 0 ประเมินว่าหากราคาหลุดต่ำกว่าฐานเดิมจะเป็นสัญญาณลบ และมีแนวโน้มลงต่อหาจุดต่ำในรอบกว่า 3 ปี หากไม่หลุดอาจเห็นการรีบาวด์ระยะสั้น แต่กรอบบนจำกัด

 

แนวรับ: 1,500-1,400 ดอลลาร์

แนวต้าน: 1,950-2,100 ดอลลาร์

 

 

Factors to Watch

 

Date

Events

6 July 2026

Service PMI (JUN)

ISM Non-Manufacturing PMI (JUN)

9 July 2026

Initial Jobless Claims

 

 

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5